Friday, April 3, 2020

Old School


Old School

การฝึกแนวเก่า

( ไม่สามารถแสดงภาพได้ ) 

    ลองเทียบภาพนักเพาะกายสมัยปัจจุบันซึ่งอยู่ในภาพทางด้านซ้ายมือ กับนักเพาะกายสมัยอดีตที่อยู่ในภาพทางด้านขวามือ ( คือคุณ แฟรงค์ เซน )

       จะเห็นได้ว่า “พิมพ์นิยม” ของนักเพาะกายสมัยใหม่นี้ ดูราวกับ วัวตั้งครรภ์ที่ไขมันเป็นศูนย์ ( pregnant cows with zero bodyfat ) ในขณะที่นักเพาะกายสมัยก่อน มีรูปทรงเดียวกันกับเทพเจ้าของกรีกโบราณ และถึงแม้ไขมันในร่างกายเขาจะน้อย ( หมายถึงนักเพาะกายสมัยก่อน )  แต่ก็ไม่น้อยเกินไปจนดูเหมือนคนป่วย ,พวกเขามีกล้ามท้องชัด ,อกใหญ่ ,ปีกกว้าง ,หัวไหล่ต้นแขนที่มีขนาดใหญ่

       นักเพาะกายสมัยก่อน มีรูปร่างทรงตัว “V “ ( V - taper ) ซึ่งหมายถึงการที่ผู้ชายมีร่างกายท่อนบน เป็นแบบไหล่กว้าง ,กล้ามปีกขยายกว้าง และมีเอวที่แน่นและคอด / ภาพรวมทั้งหมดนี้แหละ ถึงพูดได้ว่านักเพาะกายสมัยก่อนมีรูปร่างแบบ V - taper

( ไม่สามารถแสดงภาพได้ ) 

     การเพาะกายแบบโรงเรียนเก่า ( Old School ) หรือแนวเก่านั้น เป็นการฝึกแบบที่มนุษย์กับลูกเหล็กมีความผูกพันกัน นั่นก็เพราะตอนนั้น  เราใช้อุปกรณ์พื้นฐานแค่สองสามอย่าง คือมีแค่ บาร์เบลล์ ,ดัมเบลล์ และเตียงยกน้ำหนัก เท่านั้น / เวลาที่ฝึก ก็เลยทำให้เราอยู่กับอุปกรณ์บาร์เบลล์ ,ดัมเบลล์ ชิ้นนั้นๆเป็นเวลานานๆทุกวัน ก็เลยผูกพันกัน ราวกับว่าพอถึงเวลาเดินเข้าโรงยิม ก็เหมือนการไปหาเพื่อน ( บางคน พอตกเย็น ก็ไป เจอกับเพื่อน เพื่อ "กินเหล้า" / แต่นักเพาะกาย พอตกเย็นเขาก็จะ เจอกับเพื่อน เหมือนกัน แต่เพื่อนของเขาคือบาร์เบลล์และดัมเบลล์ และไปพบกับเพื่อนนั้น ก็เพื่อบริหารร่างกายตนเองให้แข็งแรง ต่อสู้โรคภัยไข้เจ็บ เสริมสร้างบุคลิค )

       ในขณะที่การเพาะกายสมัยใหม่ เรามีอุปกรณ์เคเบิลที่ออกแบบโดยวิศวกรผู้เชี่ยวชาญ ออกมาให้ใช้เป็นจำนวนมาก หลายร้อยรูปแบบ จนนักเพาะกายสมัยใหม่รู้สึกชินชากับอุปกรณ์ที่มีมากมายหลายรูปแบบเหล่านั้น  ไม่ได้ผูกพันกับชิ้นใดชิ้นหนึ่งเป็นพิเศษ  ดังนั้น ความรู้สึกแบบเจอเพื่อน ( คือบาร์เบลล์ และดัมเบลล์ )  ในโรงยิม จึงไม่มีเหมือนนักเพาะกายสมัยก่อน

       เมื่อนักเพาะกายสมัยใหม่ ไม่ค่อยผูกพันกับอุปกรณ์ ก็เลยเหมือนกับว่าเขาไม่ค่อยมีความรักความผูกพันกับการเพาะกายสักเท่าไร ( คือมีความรักการเพาะกายเหมือนกัน แต่ไม่มากเท่ากับนักเพาะกายสมัยก่อน ที่เขารักการเพาะกายมาก เพราะเขาผูกพันกับอุปกรณ์ )

      ในแต่ละวัน นักเพาะกายสมัยก่อน จะคิดคำนึงถึงเรื่องที่ว่าทำอย่างไรถึงจะเพิ่มปริมาณมัดกล้ามเนื้อ โดยไม่ทำให้ไขมันในร่างกายเพิ่มขึ้น  ในขณะที่นักเพาะกายสมัยใหม่ เอาเวลาไปนั่งคำนวณเลขแครอลี่ 

       มุมมองของนักเพาะกายสมัยก่อน จะไม่ทำอะไรเกินตัว ,ไม่กินมากเกินไป ,ไม่ฝึกหนักเกินไป ไม่พึ่งพาอาหารเสริมมากเกินไป ( คือใช้อาหารเสริมเหมือนกัน แต่ยังอิงกับอาหารธรรมขาติมากกว่า ) , ไม่มีการฝึกหนักจนร่างกายเกิดอาการ Over Training  , ไม่รู้สึกวิตกกังวลกับอะไรมากเกินไปนัก เพราะสมัยก่อน ยังไม่มีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ออกมาเยอะเหมือนสมัยนี้ นักเพาะกายสมัยก่อนก็เลยไม่เครียด และบริหารร่างกายแบบสบายใจ ( ยิ่งมีงานวิจัยออกมาเยอะ ก็ยิ่งทำให้คนสมัยนี้ กลัวโน่น กลัวนี่จน ประสาทกิน )

       นักเพาะกายสมัยก่อน เขาเน้นที่การบริหารกล้ามเนื้อด้วยลูกเหล็ก โดยไม่ต้องไปเปลืองสมองในเรื่องการคิดว่าจะเลือกซื้อขวดใส่เวย์สีไหนดี ,จะกินครีเอทีนตอนไหน ,หรือดูเวลาว่าจะต้องกินคาเฟอีน ก่อนฝึกเป็นเวลา 30 นาทีเป๊ะๆ ฯลฯ


( ไม่สามารถแสดงภาพได้ ) 

      นักเพาะกายสมัยก่อนจะ หุ่นดีตลอดปี  คือรูปร่างช่วงนอกฤดูการแข่งขัน ( Off Season ) กับช่วงเตรียมตัวประกวด ( On Season หรือ Pre Contest )  จะใกล้เคียงกัน  ทำให้นักเพาะกายสมัยก่อน สามารถรับงานโชว์ตัวในที่ต่างๆได้เกือบตลอดปี  เพราะเขารูปร่างดีตลอดปี

       ในขณะที่นักเพาะกายสมัยนี้ รูปร่างช่วงนอกฤดูการแข่งขัน ( Off Season ) กับช่วงเตรียมตัวประกวด ( Pre Contest หรือเรียกว่า On Season ก็ได้ ) จะแตกต่างกันราวฟ้ากับดินเหมือนที่เห็นในภาพข้างบนนี้ / คือหมายความว่าใน 1 ปี นักเพาะกาย ( สมัยใหม่ ) จะมีรูปร่างดีแค่ 3 เดือนเท่านั้น คือในช่วงเดือนสิงหาคม ,กันยายน ,ตุลาคม ของทุกปี อันเป็นช่วงใกล้กับการแข่งขันประกวดเพาะกายรายการใหญ่ๆ ซึ่งเราเรียกช่วงนี้ว่าช่วงเตรียมตัวประกวด

       นั่นก็คือว่า นักเพาะกายสมัยใหม่จะมีรูปร่างดี และรับงานโชว์ตัวได้ก็เพียงปีละ 3 เดือนเท่านั้น  ไม่ได้มีรูปร่างดีตลอดปีเหมือนนักเพาะกายสมัยก่อน

( ไม่สามารถแสดงภาพได้ )

     การทานอาหารของนักเพาะกายสมัยก่อน ไม่มีอะไรซับซ้อน  เขาใช้หลักการง่ายๆคือ

       บริหารร่างกายอย่างหนักและจริงจังในโรงยิมจนกระทั่งหมดแรง แล้วไอ้เจ้าความ "หมดแรง" นี้ก็จะสร้างความหิว / แล้วก็เอาไอ้เจ้า "ความหิว" ที่เกิดขึ้นนี้แหละ เดินออกจากโรงยิมแล้วไปทานอาหาร - ก็คือใช้สัญชาติญาณของมนุษย์แบบพื้นๆมาใช้ในการทานอาหาร  โดยไม่ต้องจ้างนักโภชนศาสตร์ มาคำนวณแคลอรี่และจัดเมนูอาหารให้ทาน ทุกๆ 3 ชั่วโมง เหมือนที่นักเพาะกายสมัยนี้ทำกัน


       อาหารที่ทานนั้น จะเน้นที่โปรตีน อันได้จากเนื้อ ,ไข่ และนมเป็นหลัก ,ใช้อาหารเสริมโปรตีนร่วมด้วย ( แบบที่เห็น 2 กระป๋อง วางใกล้กับจานสเต๊กในภาพข้างบนนี้ ) / วิตะมินและเกลือแร่จากผักผลไม้ / คาร์โบไฮเดรตจากขนมปัง  มีง่ายๆแค่นี้ ( อาจใช้วิตะมินร่วมด้วย เหมือนที่เห็นใส่อยู่ในถ้วยเล็กๆวางไว้ข้างจานสเต๊กในภาพข้างบนนี้ )

       ไม่ต้องสรรหาน้ำตาลเทียมมาทานแทนน้ำตาลธรรมชาติ  ,ไม่ต้องมานั่งชั่งน้ำหนักอาหารเพื่อคำนวณเลขแครอลี่ให้ยุ่งยาก ผิดกับสมัยนี้ ที่ผลงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ออกมาให้ดู "เยอะ" เกินไป ทำให้นักเพาะกายประสาทกิน  แค่จะเอาอาหารเข้าปากก็ดูจะยุ่งยากไปหมด

สรุปว่าการฝึกแบบเก่า หรือฝึกแบบ Old School นั้น มีความเด่นดังนี้คือ

       ไม่มีการทำคาร์ดิโอทุกประเภท /  เมื่อไม่มีการทำคาร์ดิโอเลย จึงไม่มีปรากฏการณ์ โย - โย่ ขึ้นในร่างกาย / เมื่อไม่มีปรากฏการณ์ โย - โย่ ขึ้นในร่างกาย ก็เลยทำให้รูปร่างดีตลอดปี 


       ใช้บาร์เบลล์ , ดัมเบลล์ และเตียงยกน้ำหนัก เป็นอุปกรณ์หลักในการเพาะกาย


       ท่าที่ใช้บริหารกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ก็เป็นท่าที่ไม่ได้พลิกแพลงอะไร  ล้วนแต่เป็นท่าพื้นฐานทั้งสิ้น / ยกตัวอย่างเช่น กล้ามอกก็จะบริหารด้วยท่าพื้นๆคือ Bench Pressess , Incline Bench Press ,Dips ,Dumbbell Flys


       การทานอาหาร เน้นโปรตีนจากเนื้อสัตว์และนมเป็นหลัก  โดยมีอาหารเสริมโปรตีนร่วมด้วย / ส่วนวิตะมินหาได้จากผักและผลไม้สด ( อาจใช้วิตะมินแบบเป็นเม็ดร่วมด้วยก็ได้ ) / ส่วนคาร์โบไฮเดรตก็ได้จากขนมปัง , หัวมัน

       ในวันหนึ่งๆ นักเพาะกาย ( สมัยก่อน ) จะคิดคำนึงถึงเรื่องการบริหารร่างกาย  โดยไม่ต้องเปลืองหัวไปคิดเรื่องคำนวณแครอลี่ ,เรื่องการเตรียมครีเอทีน ,คาเฟอีน ฯลฯ ไว้ทานก่อนฝึกให้ยุ่งยาก


       ( ข้อนี้ เป็นความคิดส่วนตัวของผมนะครับ  นักเพาะกายสมัยก่อน ทำตัวเหมือนฤาษีที่ชอบปลีกวิเวกไปนั่งสมาธิในถ้ำ  คือนักเพาะกายสมัยก่อน เขาจะทำตัวเงียบๆ และเก็บตัวฝึกฝนอยู่แต่ในโรงยิม / ถ้ามีอะไรมาอวดกัน ก็หนีไม่พ้นเรื่องเบ่งกล้ามเพื่อเกทับกัน ( ทำให้เกิดแรงกระตุ้นซึ่งกันและกัน เพื่อทำให้สนุกกับการเล่นกล้าม )

       "แต่" นักเพาะกายสมัยใหม่นี้ ชอบโปรโมทตัวเองแบบดารา  ด้วยการทำตัวโด่งดังในโลกโซเชียล ไม่ทำตัวเงียบๆเหมือนนักเพาะกายสมัยก่อน  อันเป็นไปตามระบบทุนนิยม

       ที่ว่าเป็นไปตามระบบทุนนิยม ก็คือหมายความว่า หากเขาทำตัวเด่นจนเตะตาพวกแมวมองแล้ว ก็จะมีรายได้งามๆถ้าบริษัทต่างๆมาจ้างไปเป็นพรีเซ็นเตอร์ของสินค้าของบริษัทเขา ( ซึ่งเหตุผลนี้เอง ที่มีการ "แอบใช้สเตอรอยด์" เพื่อให้ตัวเองดูดีกว่าคนอื่น ( จะได้เตะตาแมวมอง )  ทั้งๆที่ก็รู้ว่าต้องอายุสั้นลงเกือบครึ่งหนึ่ง / ในขณะที่นักเพาะกายสมัยก่อน เขาเพาะกายกันเพื่อสุขภาพจริงๆ  )

       อีกทั้งยังชอบเกทับนักเพาะกายคนอื่นด้วยการถ่ายภาพรถหรูๆราคาแพงๆ , บ้านราคาเป็นล้านๆ , นาฬิกาแพงๆ ของตัวเองโชว์ลงในเฟซบุ๊ค

       บางคนก็ถึงขนาดถ่ายทอดสดตัวเอง ( แบบ Steram )  ตั้งแต่ตื่นนอนจนถึงเข้านอนเลยว่าทำอะไรมาบ้าง ทำอาหารเช้าตอนไหน กินตอนไหน ฝึกตอนไหน ฯลฯ เพื่อจะได้ทำให้ตัวเองดังมากขึ้น แทนที่จะเอาเวลาไปนั่งคิดว่าจะทาน จะบริหารร่างกายตัวเองอย่างไรให้กล้ามเนื้อพัฒนาขึ้น

       เมื่อไม่มีเวลาคิดว่าจะทาน จะบริหารอย่างไรให้กล้ามเนื้อตัวเองพัฒนาขึ้น  ก็ต้องไปจ้างที่ปรึกษาชั่วโมงละ 2หมื่นบาท มาออกแบบการทาน การฝึกให้ตัวเอง

       ในขณะที่นักเพาะกายสมัยก่อน วันๆเขาจะหมกมุ่น คิดคำนึงอยู่กับเรื่องการฝึกของตัวเองว่าทำอย่างไร จะฝึกให้ได้ผลดีขึ้น  เขาไม่ฟุ้งซ่านเหมือนนักเพาะกายสมัยใหม่นี้ ( เนื่องจากผมติดตามเรื่องการเพาะกายมา 34 ปีแล้ว ผมสังเกตุเอาจาก "คำสัมภาษณ์" ของนักเพาะกายสมัยก่อน กับนักเพาะกายสมัยนี้แล้ว ได้เห็นข้อแตกต่างในเรื่องนี้อย่างชัดเจน  ( หมายถึงข้อแตกต่างที่ว่านักเพาะกายสมัยก่อน ชอบทำตัวเงียบๆ และเก็บตัว ในขณะที่นักเพาะกายสมัยนี้ชอบโปรโมทตัวเอง ) )

- END -











No comments:

Post a Comment