Thursday, September 10, 2020

เกร็ด-อาทิตย์-5-D

 
บทเรียนสำคัญ 3 อย่าง ที่ได้มาจากการเพาะกาย "10 ปี" ของผม

โดย เซน  แฮดซิค

อ้างอิงจาก : Bodybuilding.com

bodybuilding.com  ( ภาพจากต้นฉบับ )

       ในการเพาะกาย 10 ปีของผม ร่างกายของผมเปลี่ยนไปเป็นอย่างมาก ผมเริ่มต้นด้วยการเป็นเด็กผอม และสุขภาพที่ไม่ค่อยดีนัก จนกระทั่งเปลี่ยนร่างกายไปเป็นนักเพาะกายที่มีรูปร่างดี ได้ดังใจ 

       อย่างไรก็ตาม ใน 10 ปีของการฝึกที่ผ่านมา ได้สอนบ "บทเรียน  3 ข้อ" อันมีค่าให้แก่ผม  และถึงแม้ว่าผมจะมีความรู้ จนเขียนหนังสือและบทความเกี่ยวกับเทคนิคการทานอาหาร ,เทคนิคการฝึก และแผนการทานอาหารเสริมไปด้วย แต่ว่า "บทเรียน  3 ข้อ" ที่ผมจะมอบให้คุณในวันนี้ มันไม่มีอยู่ในตำราที่ผมเขียน  /  มาดูกันครับ  

บทเรียนที่ 1 :

การเพาะกาย ไม่ใช่เรื่องของ "การได้ทั้งหมด" กับ "การไม่ได้อะไรกลับไปเลย"


ข้างล่างนี้ )

       ตอนที่ผมเริ่มเพาะกายครั้งแรก ผมตั้งใจทำทุกอย่างให้สมบูรณ์แบบ  เป็นต้นว่าผมวัดปริมาณการทานแบบละเอียด ใช้หน่วยเป็นกรัมเลยทีเดียว ,ส่วนอาหารที่จะรับเข้าไป ก็ให้เป๊ะๆตามหลักวิชาการทุกมื้อ และทุกวัน

       ส่วนการบริหารร่างกาย ก็จะมีการจดบันทึกเป็นเอกสารในทุกครั้งที่ฝึก  เพื่อนำมาวิเคราะห์และปรับปรุงสำหรับการฝึกในคราวต่อๆไป

       ผมไม่ได้เป็นนักเพาะกายระดับแข่งขัน และไม่ได้เป็นนักฟิตเนสมืออาชีพ เพียงแค่ต้องการเพาะกายเพื่อลดไขมัน และเพิ่มกล้ามเนื้อให้ตัวเองเท่านั้น  แต่แม้จะมีเป้าหมายแค่นั้น ในตอนนั้น ผมก็มีความคิดสุตโต่งว่า ถ้าต้องการความสำเร็จ ก็จะต้องตั้งใจเต็มที่เท่านั้น แล้วจะได้ทั้งหมดที่ต้องการ  / ในทางกลับกัน ถ้าไม่ทำอย่างนั้น ( ไม่ตั้งใจเต็มที่ ) ก็จะไม่ได้อะไรกลับไปเลย

       ขณะที่ผมเผ้ามองการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย ผมสังเกตุได้ว่า กิจกรรมในชีวิตประจำวันมันเป็นไปอย่างยากลำบาก   แน่นอน ผมลดไขมัน และเพิ่มกล้ามเนื้อได้ดังใจหวัง แต่ผมรู้สึกว่า ผมเข้าใจผิดเกี่ยวกับ "มูลค่า" ของสิ่งที่ผมกำลังทำ และผมจ่ายให้กับมันมากเกินไปจนเกินความจำเป็น


บทเรียนที่ 2 :

รู้จัก "มูลค่า" ที่เราจะต้องจ่ายไป ไม่เช่นนั้น เราจะจ่ายมากเกินไป ( เกินความจำเป็น )


ข้างล่างนี้ )

       ในการเดินทางไปสู่เป้าหมายของผม ผมไม่รู้ว่าต้องปฏิบัติตัวอย่างไรเพื่อให้เกิดความสมดุล ระหว่าง "เป้าหมาย" กับ "การปฏิบัติตัว" ในแต่ละวัน ( Webmaster - ประมาณว่า เหมือนพวกเสพติดความสมบูรณ์แบบ จนไม่สนอย่างอื่น ไม่สนครอบครัว ไม่สนเพื่อน เอาแต่หมกมุ่นอยู่กับการกิน และการออกกำลังเพียงอย่างเดียว )

       ถึงแม้จะมีผู้รู้ หรือผู้เชี่ยวชาญมาแนะนำเกี่ยวกับวิธีปฏิบัติตัวให้ ผมก็ยังรู้สึกว่ามันยัง "ไม่ใช่" คำตอบ  /  นั่นก็หมายถึงว่า ถึงเวลาที่จะต้องมาพิจารณาเรื่องนี้อย่างจริงจังด้วยตัวเองแล้ว

       สิ่งที่คุณจะใส่เข้าไปในการเพาะกาย ( เป็นต้นว่าความมุ่งมั่น ฯลฯ ) มันจะต้องสมดุลกับรูปแบบการดำเนินชีวิตด้วย ( Lifestyle )  โอเค ถ้าคุณเป็นนักเพาะกายระดับแข่งขัน หรือต้องการจะเป็นผู้ชี่ยวชาญฟิตเนส นั่นก็คือ "มูลค่า" ของมันจะแพงหน่อย อย่างนี้ คุณก็ต้องใส่ความมุ่งมั่นเข้าไปให้มาก

       แต่ถ้าคุณบริหารร่างกายแบบไม่ได้เอาเป็นอาชีพ หรือไม่ได้ประกวดเพาะกาย ก็ถือว่า "มูลค่า" ของเป้าหมายคุณก็จะไม่แพงมาก ดังนั้น คุณก็ไม่จำเป็นต้องจ่ายมากเกินไปสำหรับ "มูลค่า" นั้น เพราะมันจะเกินความจำเป็น  นั่นก็หมายความว่า คุณสามารถ "ผ่อนปรนตัวเอง" ลงได้บ้าง ถ้าคุณบริหารร่างกายแบบไม่ได้เอาเป็นอาชีพ หรือไม่ได้ประกวดเพาะกาย

       
ต้องขอขอบคุณสำหรับชิวิต ที่ยังมีโอกาสให้คุณได้เปลี่ยน  คุณต้องปรับ "ความคาดหวัง" ของคุณเสียใหม่ว่าจริงๆแล้วเป้าหมายของคุณคือแค่ต้องการจะบริหารร่างกายเพื่อเพิ่มกล้ามเนื้อและลดไขมัน ( ไม่ใช่เพื่อการเป็นนักเพาะกายที่จะแข่งขัน หรือ ผู้เชี่ยวชาญฟิตเนส ) ไม่ใช่ว่าการจะเพาะกาย จะต้องทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตลงไป ,คุณต้องมองหารูปแบบการดำเนินชีวิตด้วย ( Lifestyle ) ที่สอดคล้องกับความเป็นจริง แล้วสิ่งนั้นแหละ จะทำให้คุณประสบความสำเร็จ


บทเรียนที่ 3

สุขภาพ และความสุข นั่นแหละคือสิ่งที่คุณต้องการจริงๆ

ข้างล่างนี้ )

      ทุกวันนี้ ผมผ่อนผันตัวเองให้ยืดหยุ่นมากขึ้น  ถ้าผมพลาดการออกกำลัง หรือทานอะไรที่ไม่รัดกุม ผมจะไม่บีบคั้นตัวเอง ลงโทษด้วยตัวเองด้วยเรื่องดังกล่าว

       นั่นเป็นเพราะในตอนนี้ ด้วยประสบการณ์ที่มากขึ้น ผมจึงมองเห็นภาพที่ใหญ่กว่า ( มองเห็นภาพรวมที่สอดคล้องกัน ระหว่างเป้าหมาย กับการดำเนินชีวิต )

       ผมเตือนตัวเองเสมอว่า 
การพลาดการฝึกไม่กี่ครั้ง หรือว่าการทานที่ผิดไปจากโปรแกรมการทานที่วางเอาไว้ ไม่ได้เป็นความผิดอะไรนักหนา  จริงๆแล้ว มันน่าจะเป็น "สีสัน" ให้ชีวิตด้วยซ้ำสำหรับความผิดพลาดที่พูดมานี้  เพราะเป้าหมายใหญ่ก็ยังอยู่ครบ แม้ว่าคุณจะพลาดการฝึก หรือกินอาหารผิดประเภทไปบ้าง



bodybuilding.com ( ภาพจากต้นฉบับ )

      เมื่อผมผ่อนผันให้ตัวเองได้มีอิสระบ้าง  ในทันที ผมก็รู้สึกได้วว่ามันมี "ความเครียดน้อยลง" อย่างทันตาเห็น และผมสังเกตุว่า รูปร่างก็ไม่ได้แย่ลงอย่างที่คิด ที่สำคัญคือ มันทำให้มีความสุขเพิ่มขึ้น!

       ความสำเร็จด้วยวิธีการผ่อนปรนเล็กน้อยนั้น ถือเป็นเรื่องปกติมากกว่าที่คุณคิด  แม้แต่นักเพาะกายระดับแข่งขันอันดับสูงๆของโลก เขาก็ไม่ได้อยู่ในภาพไร้ไขมันกันทั้งปี  /  จง "อย่าเชื่อ" ว่าถ้าต้องการจะประสบความสำเร็จ คุณต้องมีการทานอาหารที่สมบูรณ์แบบ และการออกกำลังที่สมบูรณ์แบบในทุกวันของชีวิตคุณ เท่านั้น 

       คุณต้องปรับวิถีชีวิตของคุณให้สอดคล้องกันทั้งในด้านอาหาร ด้านการฝึกและชีวิตที่อยู่นอกโรงยิม  และการปรับนั้น ถ็จะทำให้คุณรักษารูปแบบการดำเนินชีวิตด้วย ( Lifestyle ) ไว้ได้ยาวนาน และผลลัพธ์ที่ดีก็จะตามมาเอง 

       การใส่ความมุ่งมั่นแบบเต็ม 110 เปอร์เซนต์และไม่มีการหยุดพักเลยนั้น จะทำให้จิตใจคุณเกิดความล้า และภายหลัง ก็อาจจะเกิดทัศนคติในทางลบกับการออกกำลังได้   

       ถ้าตอนนี้คุณกำลังรู้สึกเช่นนนั้นอยู่กับการฝึกของคุณ ( คือรู้สึกจิตตก )  ให้คุณวิเคราะห์การฝึกและตารางการทานอาหารของคุณใหม่ ลองถามตัวเองว่า สิ่งที่คุณกำลังทำอยู่นั้น มันทำให้คุณมีความสุขหรือไม่? มันยังทำให้คุณสุขภาพดีอยู่หรือไม่?  ถ้าใจคุณตอบว่า "ไม่"  ก็แสดงว่าถึงเวลาแล้วที่คุณจะต้องเปลี่ยนแปลงการฝึก และตารางทานอาหารของคุณใหม่

       Webmaster - ผู้เขียนบทความกำลังบอกว่า ถ้าผลของการฝึกดี แต่ไม่มีความสุข ก็ไม่ถูกต้อง  /  ในทางกลับกัน ถึงจะมีความสุข แต่ผลการฝึกไม่ดี ก็ไม่ถูกต้องอีก  /  ต้องให้ทั้งมีความสุข และมีผลการฝึกที่พอใจ ( คือแค่มีผลการฝึกเป็นที่น่าพอใจ โดย "ไม่จำเป็น" ต้องให้ได้ผลการฝึกที่สมบูรณ์แบบก็ได้ 

       หลังจากใช้เวลาไปถึง 10 ปีในการเพาะกาย ผมได้เรียนรู้ว่าการมีความสุข และการมีสุขภาพดี มันไม่ใช่ "เพียงแค่กุญแจไปสู่ความสำเร็จ" แต่มันคือ "ความสำเร็จ" ของผมเลยทีเดียว ( ไม่ใช่แค่กุญแจ ) 




รูปร่างแบบไหนที่คุณอยากได้  

Bodybuilding.com 

     ( ภาพบน ) ถ้าคุณเล่นกีฬาอย่างอื่น ที่ไม่ใช่กีฬาเพาะกาย  ต่อให้คุณอยู่จุดสูงสุดของอาชีพ รูปร่างของคุณก็จะได้เท่าที่เห็นอยู่ในภาพข้างบนนี้ จะไม่มีทางดีไปกว่านี้ได้

       หน้าตาจะขมึงทึง เพราะเคร่งเครียดจากการฝึกอย่างหนัก บางครั้งก็ต้องฝึกอาทิตย์ละ 7 วัน จนไม่มีเวลาไปดูแลหน้าตา ทรงผม เครื่องแต่งตัว

       หรือถ้าเป็นกีฬาอื่น เช่นพวกฟิตเนส คุณก็ต้องควบคุมอาหารอย่างเข้มงวด 

       ด้วยเหตุที่คุณฝึกอย่างหนักถึงอาทิตย์ละ 7 วัน จนไม่มีเวลาไปดูแลบุคลิกภาพของตัวเอง หน้าตาของคุณ จึงดูขมึงทึง

       และถ้าคุณควบคุมอาหารอย่างเข้มงวด หน้าตาคุณก็จะดูอิดโรย ระโหยโรยแรง 

       การที่หน้าตาดูขมึงทึง และหน้าตาดูอิดโรย ระโหยโรยแรง มันดูไม่ดี เป็นบุคลิกภาพที่ไม่ดี ไม่น่าพูดน่าคุยด้วยสักเท่าไร 

       สมมติว่าคุณเป็น "นักวิ่ง" และสร้างกล้ามเนื้อแบบที่เห็นในภาพข้างบนนี้ได้แล้ว คุณก็จะเป็นที่ยอมรับในกลุ่มนักวิ่งด้วยกัน ( คือยอมรับว่ารูปร่างสวย ) ซึ่งกลุ่มนักวิ่งนั้น เป็น สังคมปิด 

       คำว่า สังคมปิด นั้น ก็หมายถึงว่า เป็นสังคมของพวกนักวิ่งด้วยกันซึ่งมีไม่กี่คน และคุณคบค้าสมาคมอยู่ด้วย 


pinterest.com  

      ( ภาพบน ) รูปทรงที่เห็นในภาพข้างบนนี้ คือรูปทรงของนักเพาะกาย "เท่านั้น" ซึ่งเป็นรูปร่างรูปทรงที่ น่าเร้าใจ คนอื่นยิ่งนัก 

       มันจะเป็นทรงเอกลักษณ์ของมันเลยว่า นักเพาะกายต้องทรงแบบนี้  ถ้าเป็นนักกีฬาอื่น จะไม่มีทางได้รูปทรงแบบนี้ได้ 

       ถ้าคุณเห็นนักคาราเต้ที่มีทรงแบบนี้ ก็ขอให้รู้เลยว่า เขาต้อง "เพาะกาย" มาอย่างแน่นอน  ลำพัง ฝึกคาราเต้อย่างเดียวแล้วจะได้หุ่นแบบในภาพข้างบนนี้ ไม่มีทางเป็นไปได้เลย ผมเอาหัวเป็นประกัน

       คนที่เป็นนักเพาะกายนั้น จะมีหน้าตาที่สดใส  เพราะไม่ต้องกินอดๆอยากๆ  อันเนื่องมาจากการที่ต้องกินแบบนับเลขแคลอรี่ เหมือนพวกนักฟิตเนสเขา  /  อีกทั้งการฝึก ก็ฝึกแค่อาทิตย์ละ 4 วัน  ทำให้มีเวลา "พัก" อาทิตย์ละ 3 วัน เลยทีเดียว  /  วันที่พัก ก็ไปดูแลหนวดเครา ทรงผม เสื้อผ้าเครื่องแต่งตัวได้ 

       ด้วยเหตุที่มีสุขภาพจิตดีกว่า เพราะมีเวลา "พัก" อาทิตย์ละ 3 วัน และไม่ต้องกินอดๆอยากๆ  ดังนั้น หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสกว่า บุคลิกภาพดี ดูเป็นมิตร น่าพูดน่าคุยด้วย

       เมื่อคุณเพาะกาย คุณจะได้รูปร่างที่สวยงาม มีลักษณะเฉพาะ ซึ่งเป็นเอาลักษณ์ของนักเพาะกาย ( เหมือนที่เห็นในภาพข้างบนนี้ ) และคุณจะเป็นที่ยอมรับใน สังคมเปิด 

       คำว่าเป็นที่ยอมรับ ( ว่ารูปร่างสวย ) ใน สังคมเปิด ก็คือ สังคมเพื่อนฝูง ,สังคมที่ทำงาน ,สังคมหมู่ญาติ ( ไม่ใช่เป็น สังคมปิด ที่มีแค่นักวิ่งด้วยกันเหมือนในตัวอย่างแรก )



มากหมอ ย่อมมากความ



       ปรมาจารย์เพาะกายในอดีตที่ชื่อเสียงโด่งดัง  รวมไปถึงผู้มีความรู้ทุกท่าน ทั้งในปัจจุบัน และอนาคต ต่างก็มีวิธีสอนเป็นของตนเอง ยกตัวอย่างเช่น คุณวินซ์ จิรอนด้า ที่เห็นในภาพข้างบนนี้

       ลองแปลข้อความที่เห็นข้างบนนี้ดูนะครับ "อาจารย์ดั้งเดิมของ คุณอาร์โนลด์ , คุณลู เฟอร์ลิกโน , คุณฟรานโก โคลัมบู  และดาราอีกนับไม่ถ้วน เป็นที่รู้จักกันในนามของ ผู้รอบรู้เรื่องลูกเหล็ก"

       ก็นับได้ว่าเขามีลูกศิษย์ที่ประสบความสำเร็จมาการันตีชื่อเสียงของตัวเขา  

       ผมได้ศึกษาตำราของอาจารย์วินซ์มาช่วงหนึ่ง และได้พบกับคำสอนแปลกๆที่ไม่เหมือนใคร ยกตัวอย่างเช่นการให้ทานไข่ไก่แบบที่ว่า ต้องใส่ไข่ไก่ทั้งใบ รวมทั้งเปลือกด้วย ลงไปในเครื่องปั่นเพื่อทำโปรตีนปั่น  /  หรือสูตรที่ว่า ให้ทานอะมิโนแอซิดวันละ 100 เม็ด ( อ่านไม่ผิดหรอกครับ หนึ่งร้อยเม็ด ) เป็นต้น

       ไอ้เจ้าการสอนแบบแปลกๆนี้ เพื่อนสมาชิกต้องไม่ลืมว่า เขามีลูกศิษย์ที่ประสบความสำเร็จมาแล้วหลายคน ( เช่น คุณอาร์โนลด์ , คุณลู เฟอร์ลิกโน , คุณฟรานโก โคลัมบู  ที่พูดไว้ก่อนหน้านี้ ) นั่นก็หมายความว่า คนอื่นมองว่าวิธีสอนของอาจารย์วินซ์แปลก  แต่ตัวอาจารย์วินซ์มองว่าเป็นเรื่องธรรมดา ไม่แปลกอะไร และยังทำให้ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังได้ประสบความสำเร็จมาแล้ว เพราะคำสอนของอาจารย์วินซ์

       สมมติว่า คุณฝึกกับอาจารย์ 2 คน โดยที่มีอาจารย์คนหนึ่งในนั้น เป็นอาจารย์วินซ์  /  ปัญหาก็คือ อาจารย์อีกคนหนึ่ง ( ที่ไม่ใช่อาจารย์วินซ์ ) ก็จะบอกกับคุณว่า "อย่าไปเชื่ออาจารย์วินซ์ เพราะสูตรการทานไข่ไก่ทั้งใบ รวมไปถึงการทานอะมิโนวันละ 100 เม็ดนั้น มันอันตรายเกินไป"  /  ในขณะที่ตัวอาจารย์วินซ์เอง กลับบอกว่า "ทำได้"

       นี่แหละครับ ปัญหา!

       คืออาจารย์แต่ละคน ก็หวังดีกับลูกศิษย์ทั้งนั้น แต่ก็มักจะไม่เห็นด้วยกับอาจารย์อีกคนหนึ่ง

       ดังนั้นหลักสำคัญของเรื่องนี้ก็คือว่า "ให้มีอาจารย์ครั้งละคนเดียว" อย่ามีมากกว่านั้น

       หากจะศึกษาจากอาจารย์ท่านไหน ก็ฝึกเป็นคนๆไป  เช่นฝึกกับผม คือมีผมเป็นอาจารย์อยู่แล้ว ก็ไม่ควรจะหยิบโหย่ง ไปเอาคำสอนของอาจารย์ท่านอื่นมา ผสมโน่น ผสมนี่

       เหมือนคำโบราณที่พูดว่า "มากหมอ ย่อมมากความ" นั่นเอง 

       ลูกไก่ที่พึ่งฝักออกจากไข่ เมื่อเจอสิ่งใดบ่อยๆก็ทักว่าเป็นแม่เพราะเกิดความสับสน  นักเพาะกายพึ่งเริ่มต้นก็เช่นกันครับ ถ้าฟังคนโน้นที คนนี้ที ก็จะสับสน เหมือลูกไก่ทียึดโน่น ยึดนี่เป็นแม่ของตน จนทำให้ไม่รู้ว่าอันไหนถูกอันไหนผิด

       ถ้าจะฝึกกับผม ก็ให้ยึดถือคำสอนของผมเอาไว้เป็นหลัก จนเมื่อบริหารไปเรื่อยๆสัก 2 ปีขึ้นไป จึงค่อยเริ่มรับฟังข้อมูลแหล่งอื่น แล้วเอามารวมกับประสบการณ์ของตัว ประยุกต์การฝึกในรูปแบบของตัวเองได้ครับ  นั่นคือสิ่งที่ถูกต้องที่สุดครับ 


หมายเหตุ - ทั้งนี้ ด้วยความเคารพอาจารย์วินซ์นะครับ เพราะผมก็อ่านหนังสือท่านหลายเล่มเหมือนกัน  / ไม่ใช่คำสอนของท่านผิดนะครับ ท่านมีเหตุผลของท่าน ผมเพียงแต่บอกกับเพื่อนสมาชิกว่า ให้ใช้คำสอนจากอาจารย์เป็นคนๆไป อย่าเอามาผสมกันครับ 




pouted.com 

ข้าวกล้อง ( Brown Rice ) มีสารอันตรายคือ Arsenic 

       Arsenic เป็นสารพิษที่พบในอาหารและน้ำที่เราทานกันอยู่ในทุกวันนี้ 

       ยิ่ง arsenic ในร่างกายมีปริมาณสูงมากเท่าใด ก็จะพบว่าร่างกายมีปัจจัยเสี่ยงมากขึ้นในการที่จะเกิดความผิดปกติที่ ระบบการทำงานของหัวใจ ,ระบบการไหลเวียนโลหิต ,ระบบการย่อยอาหาร ,ระบบประสาท ,การทำงานของตับ ,การทำงานของไต

       จากการตรวจสอบน้ำดื่มฟรีตามที่สาธารณะต่างๆ ในประเทศอเมริกา พบว่ามีสาร arsenic อยู่ 10 ส่วนใน น้ำหนึ่งพันล้านส่วน  /  และในน้ำบรรจุขวดพลาสติก ก็พบ arsenic อยู่ 5 ส่วนในน้ำหนึ่งพันล้านส่วน  แต่ว่าในส่วนของอาหารนั้น ทาง อย. ( ของอเมริกา ) ยังไม่มีการบอกค่าดังกล่าวเหมือนกับการบอกค่า asenic ในน้ำ 

       คุณ Adele Hite ได้ทดลองเกี่ยวกับอาหารที่เราทานกันอยู่ในทุกวันนี้ พบว่าอาหารที่พบกรด arsenic ในระดับสูงมากจนน่าตกใจ ก็คือ ข้าวกล้อง ( Brown rice )

       ถือได้ว่าเป็นอันตรายใกล้ตัวสำหรับคนอเมริกัน เหตุก็เพราะว่าในช่วง 20 ปีที่ผ่านมานี้ คนอเมริกันบริโภคข้าวกันมากขึ้น  ดังนั้น ทาง World Health Organization จึงให้ความสำคัญเกี่ยวกับการให้ข้อมูลนี้ ( arsenic ในข้าวกล้อง ) แก่ผู้บริโภค


อ้างอิงจาก : Nutrition ,29 : 353-354 ,2013 ลงในหนังสือมัสเซิล ดีวีลอปเม้นท์ หน้า 70 ฉบับเดือน มกราคม 2557 

Webmaster - การตรวจสอบข้าวกล้องข้างบนนี้ เป็นการตรวจสอบที่อเมริกานะครับ ผมก็ไม่รู้ว่าข้าวกล้องในเมืองไทยจะมีพวกสารปนเปื้อน arsenic แบบที่อเมริกาหรือเปล่า 

       ผมเองก็เคยได้ยินมาเหมือนๆเพื่อนสมาชิกนั่นแหละครับว่า ข้าวกล้อง และ โฮลวีท มีประโยชน์มาก ซึ่งผมก็ไม่เถียง  แต่ว่าประโยชน์นั้น มันมาพร้อมกับอันตรายต่อระบบการทำงานต่างๆของร่างกาย ( ตามที่ปรากฏอยู่ ในข้อมูลข้างบนนี้ )  

       ก็หมายความว่า ถ้าทาน ข้าวกล้อง หรือ โฮลวีท คุณก็จะได้สองอย่างพร้อมกันเลย คือได้ทั้งประโยชน์ด้วย และได้ทั้งอันตรายจาก arsenic ด้วย 

       ก็ควรจะถามตัวเองว่า เราควรกิน ข้าวขาว หรือ ขนมปังสีขาว ที่มีประโยชน์น้อยกว่าข้าวกล้องและขนมปังโฮลวีท แต่ไม่มีอันตรายเลย จะดีกว่าไหมครับ ? ( พูดให้คิด )


- END - 



No comments:

Post a Comment