Friday, February 5, 2021

Webmaster ตอบปัญหา

 

ถาม : ผมเป็นคนวัยทำงาน ( ทำงานออฟฟิศ ) ช่วงเย็นมีเวลาออกกำลังกาย อยากทราบว่า จะเลือกอะไรดีระหว่างการออกกำลังกายด้วยการวิ่ง หรือการออกกำลังกายด้วยการเล่นเวท ( เพาะกาย )

ตอบ : สมมติว่า คุณเป็นคนรวย มีเงินถุงเงินถัง คุณก็สามารถซื้อของที่ชอบได้ทั้งของที่จำเป็นต่อชีวิต และของที่ไม่จำเป็นต่อชีวิต

       ผมจะเปรียบ "ความรวย" นั้ัน กับ "เวลาและกำลังกาย" ที่คุณมี คือหมายความว่า ถ้าคุณมี "เวลาและกำลังกาย" มาก คุณก็สามารถทำได้ทั้งเพาะกาย และวิ่ง

       "แต่" ถ้าคุณมีเงินจำกัด ( เหมือนผม 555 ) คุณก็ต้องใช้เงินที่มีจำกัดนั้น ซื้อเฉพาะสิ่งที่จำเป็นต่อชีวิตเท่านั้น  คุณจะฟุ่มเฟือยเหมือนคนรวยไม่ได้

       ก็เปรียบ "ความ "ไม่" รวย" นั้ัน กับ "เวลาและกำลังกาย" ที่คุณมีน้อย ซึ่งสิ่งที่คุณต้องทำก็คือ คุณต้องเลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียว ระหว่างการเพาะกาย หรือการวิ่ง  คุณไม่สามารถทำได้ทั้งสองอย่าง ( คือทั้งเพาะกาย และทั้งวิ่ง ) 

       การที่คุณต้องทำงานทั้งวัน แล้วยังต้องเสียเวลาเดินทางไปและกลับจากที่ทำงานอีก อย่างนี้ ผมถือว่าคุณมี "เวลาและกำลังกาย" ที่จำกัด ดังนั้น การบ้านในตอนนี้ของคุณคือการตัดสินใจว่า จะเพาะกาย หรือจะวิ่งดี เพราะดูจากสภาพของคุณ ดูแล้ว เลือกทำได้แค่อย่างเดียวแน่ๆ ถึงคุณจะฝืนทำทั้งสองอย่าง ( คือทั้งเพาะกายและวิ่ง ) คุณก็ทำได้ไม่นาน ไม่ช้าก็ต้องเลิกราไปอย่างแน่นอน แล้วจะพาลเลิกไปทั้งสองอย่าง ( คือเลิกทั้งเพาะกายและวิ่ง ) เสียด้วยซ้ำ 

       ในการตอบคำถามของคุณอันนี้ ผมตีกรอบไว้ว่า ผมจะชี้ให้เห็นว่า การเพาะกายดีกว่าการวิ่งอย่างไร เพื่อให้คุณได้เลือกตัดสินใจที่จะเพาะกายเพียงอย่างเดียว ( เพราะคุณมี "เวลาและกำลังกาย" ที่จำกัด ไม่สามารถเพาะกาย และวิ่งได้พร้อมๆกัน )

       อีกทั้ง สำหรับผู้ที่เพาะกายอยู่แล้ว ( ไม่ได้วิ่ง ) เมื่อคุณดูตำตอบของผมในหน้าเว็บนี้แล้ว คุณก็จะได้ "ตอบตัวเองได้ชัดเจน" ว่าทำไมเราถึงเลือกการเพาะกาย มากกว่าการวิ่ง  เผื่อเอาไว้ว่า วันหนึ่งในอนาคต มีคนขวนคุณออกไปวิ่ง คุณจะได้ตอบตัวเองได้ว่า ทำไมคุณถึงยังเพาะกายอยู่ ทำไมไม่ออกไปวิ่งกับเขา แล้วคุณก็จะได้ตอบปฏิเสธการถูกชวนไปวิ่งนั้นไป  /  เอาล่ะ มาดูกันเลยครับ 

ประการแรก : ความน่าเบื่อ

ภาพบน ) ไข่พะโล้

      ( ภาพบน ) การวิ่งทุกวัน ก็เหมือนการกินไข่พะโล้ทุกวัน แรกๆก้อาจจะอร่อย เพราะมันหวานดี แต่พอกินซ้ำๆซากๆทุกวัน มัน "น่าเบื่อ" เพราะความจำเจของรสชาติ 

ภาพบน ) แกงมัสมั่น 



ภาพบน ) ยำปลากระป๋อง



  ( ภาพบน ) ปลาสลิดแดดเดียวทอด

      ( ภาพบน ) การทานไข่พะโล้ทุกวัน ก็เหมือนการทานกับข้าวรสหวานทุกวัน เราควรเปลี่ยนรสชาติบ้าง เช่นกินมัสมั่นไก่ เพื่อได้รสมันและเค็ม , กินยำปลากระป๋อง เพื่อได้รสเปรี้ยว - เผ็ด , กินปลาสลิดแดดเดียวทอด เพื่อได้รสเค็ม อย่างนี้ถึงจะไม่น่าเบื่อ

       การเพาะกายก็คือการมีความหลากหลายในการออกกำลัง เหมือนกับการเปลี่ยนรสชาติของกับข้าวนั่นเอง

       เช่น วันนี้ เรารู้ว่าจะต้องเล่นกล้ามต้นขา ซึ่งจะต้องใช้พละกำลังมาก เราก็จะได้แอบงีบหลับเอาแรงในตอนกลางวัน

       หรือ วันนี้เราต้องเล่นกล้ามปีก และเราพึ่งไปอ่านเจอในหน้าเว็บของพี่วิษณุ ( ผมเอง ) ว่ามี "ท่าใหม่" ที่แชมป์เขาใช้กันในการเล่นกล้ามปีก เดี๋ยววันนี้ต้องลอง "ท่าใหม่" นั้นเสียหน่อย

       เห็นไหมครับว่า การเพาะกาย มันทำให้มีความหลากหลายในรูปแบบของการฝึก และมีความหลากหลายใน "อารมณ์" ( คำว่า ความหลากหลายใน "อารมณ์" ก็เช่นการต้องงีบหลับกลางวัน เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเล่นกล้ามต้นขาในตอนเย็น ) ในขณะที่ถ้าเป็นการวิ่ง มันก็วิ่งอยู่อย่างนั้น มันจำเจ เหมือนกับการถูกบังคับต้องให้กินไข่พะโล้ทุกวัน ต้องกินรสชาติเดิมๆทุกวัน


ประการถัดมา : ประโยชน์ในเรื่องความเข้มข้น กับกรอบเวลา

ข้างล่างนี้ )

      การบริหารร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นการเพาะกายหรือการวิ่ง เมื่อไปถึงจุดๆหนึ่ง ร่างกายก็จะ "ดื้อ" คือหมายความว่า การเพาะกาย หรือการวิ่งด้วย "ความเข้มข้น" แบบเดิมๆ ก็จะเริ่มใช้ไม่ได้แล้ว

       วิธีเอาชนะความ "ดื้อ" ของร่างกายนั้นก็คือการ "เพิ่มความเข้มข้น" ในการฝึกเข้าไปใช่ไหมครับ  /  เอาล่ะ คราวนี้เรามาดูกีฬาแต่ละตัวกัน

       ถ้าเป็นการเพาะกาย คุณสามารถ "เพิ่มความเข้มข้น" โดยใช้ "กรอบเวลาเดิม" ได้  ยกตัตวอย่างเช่น คุณมีกรอบเวลาว่าจะเล่นกล้าม 30 นาที แล้วจะไปทำอย่างอื่น

       วิธี "เพิ่มความเข้มข้นในการฝึก" ก็แค่ เพิ่มน้ำหนักที่ใช้บริหาร และ ลดจำนวน Reps ใน 1 เซท ลง ( หรือจะ เพิ่มน้ำหนักที่ใช้บริหาร โดยให้ จำนวน Reps ใน 1 เซท เท่าเดิม ก็ได้ แล้วแต่ความสะดวก )

       นั่นก็หมายความว่า คุณจะสามารถเล่นกล้ามเสร็จได้ภายใน 30 นาทีเหมือนเดิม ( คือใช้กรอบเวลาเท่าเดิม )


       คราวนี้ มาดูการวิ่งกันบ้าง ถ้าคุณต้องการ "เพิ่มความเข้มข้น" ในการวิ่ง สิ่งที่คุณจะทำก็คือ ต้องวิ่งให้นานขึ้นใช่ไหมครับ

       การวิ่งให้นานขึ้น ก็จะทำให้คุณ "ไม่" สามารถควบคุมกรอบเวลาได้  / ดังนั้น การที่คุณเคยวิ่งอยู่วันละ 30 นาที คุณก็ต้องเพิ่มการวิ่งเป็น 45 นาที หรือ 1 ชั่วโมงไป ( เพราะถ้าวิ่ง 30 นาทีเหมือนเดิม ร่างกายมัน "ดื้อ" เสียแล้ว )

       การเพิ่มเวลาจากการวิ่งแบบเดิม 30 ที เป็น 45 นาที หรือ 1 ชั่วโมงนั้น ก็จะไปเบียดบังเวลาครอบครัว , เวลาพักผ่อน , เวลาทำงาน หรือเวลาที่คุณจะใช้ปฏิบัติภารกิจประจำวันอื่นๆเสียแล้ว

       เห็นไหมครับว่า ข้อดีของการเพาะกายคือ เมื่อสามารถเพิ่มความเข้มข้น ( เพื่อเอาชนะความ "ดื้อ" ของร่างกาย ) โดยไม่ทำให้กรอบเวลาเสียไป ( คือควบคุมกรอบเวลาได้นั่นเอง )


ประการถัดมา : กรณี "หมอ" บอกให้วิ่ง

ข้างล่างนี้ )


      ( ภาพบน ) สมมติว่าเรามีโรคประจำตัว เราไปพบหมอ หมอก็แนะนำว่าต้องวิ่งนะ เราก็เลยคิดว่าการวิ่งนั้น เป็นกีฬาที่ดีที่สุด เพราะหมอแนะนำมา

       แต่ความจริง การออกกำลังกาย ไม่จำเป็นต้องวิ่งอย่างเดียว เราสามารถเพาะกายได้ เพียงแต่ว่า ถ้าหมอแนะนำคุณว่า "วิ่ง หรือเพาะกาย" ก็ได้ คนไข้ก็มักย้อนถามคุณหมอว่า แล้วไอ้เจ้าการเพาะกาย มันต้องทำอย่างไร?

       หมอเขาก็ต้อง "เสียเวลา" มาอธิบายให้คุณฟังอีกว่า การเพาะกายคืออะไร? ใช้อุปกรณ์อะไรบ้าง? ฯลฯ

       ดังนั้น เพื่อประหยัดเวลา หมอจึงพูดว่า "ให้วิ่งนะ" จะได้จบ! คนไข้ไม่ต้องถามอะไรมาก


       สรุปว่า ที่หมอแนะนำว่าให้วิ่งนั้น คุณไม่จำเป็นต้องวิ่งอย่างเดียวนะครับ คุณสามารถเล่นกีฬาอื่นได้ เช่น การเพาะกาย เป็นต้น



ประการถัดมา : อายุที่เพิ่มมากขึ้น กับรูปบบการออกกำลัง


ข้างล่างนี้ )

       ถ้าคุณมีอายุยืนเหมือนคุณพ่อผม ( 96 ปี ) คุณคิดว่าคุณจะวิ่งไหวไหม? คำตอบก็คือไม่ไหวแล้ว

       แต่ถ้าคุณเลือกเล่นกีฬาเพาะกายเสียตั้งแต่หนุ่มๆ คุณจะสามารถเล่นลากยาวไปจนถึงอายุ 96 ปี เท่าคุณพ่อผมได้เลย เพราะคุณพ่อผม ก็ยกน้ำหนัก ยกเวทอยู่ และไม่ได้วิ่งมา 70 ปีแล้ว ก็ยังอายุยืน และสามารถออกกำลังกายได้ต่อเนื่อง

       ถ้าคุณพ่อผมเลือกเอากีฬาวิ่งเป็นหลัก อย่างเก่งก็น่าจะวิ่งได้แค่อายุ 60 กว่าปี ( เพราะหลังจากอายุ 60 ปีแล้วก็คงวิ่งไม่ไหวแล้ว ) แล้ว 30 กว่าปีที่เหลือ ( นับถึงอายุ 96 ปี ) เมื่อไม่ได้่วิ่งแล้วก็จะพาลไม่ออกกำลังกายเอาเลย ( เพราะเลิกวิ่งไปแล้ว เนื่องจากวิ่งไม่ไหว ) คงจะไม่ได้มีอายุยืนถึงขนาดนี้

       ที่คุณพ่อผมอายุยืนได้ขนาดนี้ ก็เป็นเพราะการยกน้ำหนัก การเล่นเวทนั่นเองครับ เพราะแกไม่ได้วิ่งมา 70 ปีแล้ว ดังนั้น การวิ่งจึงไม่มีความจำเป็นแต่อย่างใด


ประการถัดมา : เปรียบเทียบกับการปลูกต้นไม้

แบบที่มี "ผล" ออกมาให้เห็น


ข้างล่างนี้ )




      ( ภาพบน ) การเพาะกาย เหมือนกับการปลูกพืช ที่มี "ผลไม้" ออกมา ส่วนการวิ่ง เหมือนกับการปลูกพืช ที่ "ไม่มีผลไม้" ออกมา

       อธิบายได้ดังนี้นะครับ คือการวิ่ง และการเพาะกาย ต่างก็เป็นการออกกำลังกายอย่างหนึ่งเหมือนกัน ผมก็เลยเปรียบได้กับการปลูกพืช  

       แต่ความต่างกันก็คือ การวิ่ง เปรียบเหมือนการปลูกพืชแบบที่ไม่มีผล  /  ก็คือเป็นการปลูกพืชนั่นแหละ แต่เป็นชนิดที่ไม่ผล   ในขณะที่การเพาะกาย เปรียบเหมือนกับการปลูกพืชที่มีผล เช่น ปลูกมะม่วง 

       ทำไมถึงบอกว่าการเพาะกายเหมือนกับการปลูกมะม่วง  คำตอบก็คือ เพราะมันเห็นผลเป็นรูปธรรม คือมันเป็นลูกๆออกมาให้คนปลูกเห็นเลย  เราจะได้เห็นการเติบโตของมัน วันนี้มันเติบโตเท่านี้นะ เดือนหน้ามันใหญ่ขึ้น และเดือนต่อไปก็ใหญ่ขึ้นอีก ฯลฯ

       การเพาะกายก็เช่นกัน คุณก็ได้เป็นเป็น "รูปธรรม" เลยว่า คุณมีกล้ามไบเซบที่ใหญ่ขึ้น มีกล้ามไทรเซบที่เห็นเป็นรูปเกือกม้ามากขึ้น เห็นกล้ามปีกมันหนุนรักแร้ขึ้นมามากขึ้น  เหมือนกับการที่คุณเห็นผลมะม่วงจากต้นที่เราปลูกไว้ แล้วมันค่อยๆโตนั่นแหละ

       การเห็นสิ่งตอบแทนที่เป็น "รูปธรรม" แบบนี้ ช่วยสร้าง "แรงจูงใจ" ให้เราทำต่อไปเรื่อยๆ ถ้าเป็นการปลูกมะม่วง ก็เปรียบได้กับ การที่เรามี "แรงจูงใจ" ที่จะรดน้ำ พรวนดิน เพราะเราได้เห็นความเติบโตของผลมะม่วงนั้น  /  ถ้าเป็นการเพาะกาย ก็คือ เรามี "แรงจูงใจ" ที่จะออกกำลังไปเรื่อยๆ เพราะเราเห็นความเติบโตของกล้ามเนื้อ ที่เราเสียเม็ดเหงื่อให้ไป  และเมื่อเราออกกำลังไปเรื่อยๆ เราก็จะมีร่างกายที่แข็งแรง ไม่มีโรคภัย


       คราวนี้ ลองมาดูการวิ่งดูบ้าง  ที่ผมบอกว่ามันเหมือนกับการปลูกพืชที่ไม่มีผลนั้น ก็หมายความว่า จริงอยู่ ที่การวิ่งเป็นการออกกำลังเหมือนกัน ก็คือ เหมือนกับการปลุกพืชเหมือนกัน แต่มันเป็นพันธ์พืชที่ไม่มีผล คือหมายความว่า มันไม่ได้เห็นผลเป็นรูปธรรมออกมา

       พวกนักวิ่งอาจจะพูดว่า ก็นี่ไง หุ่นฉันเฟิร์มขึ้น ฉันลดน้ำหนักลงได้แล้วไง นี่ไงผลเป็นรูปธรรม  /  แต่ผมขอบอกว่า  นั่นยังไม่พอที่จะเป็นแรงจูงใจให้คุณทำต่อไปเรื่อยๆหรอกครับ เพราะอะไรผมถึงพูดอย่างนั้น?

       เพราะคนที่ไม่เคยออกกำลังกายมาเลยทั้งชีวิต แต่ลักษณะทางพันธุกรรมเขาเป็นคนสันทัด เมื่อคุณไปเทียบกับเขาแล้ว ก็มีลักษณะภายนอกที่ "เหมือนกันเลย"

       หมายความว่า คุณอุตส่าห์ออกกำลังด้วยการวิ่งวันละ 2 - 3 ชั่วโมง อาทิตย์ละ 7 วัน อยากให้มีคนชมคูบ้างว่า "คนนี้ฟิตดีนะ" แต่จริงๆแล้ว คนข้างนอกเขาดูไม่ออกหรอกว่าคุณฟิต เขาก็แค่เห็นว่าคุณเป็นคนสันทัดคนนึงเท่านั้น ( เพราะรูปร่างคุณ ดันไปเหมือนกับคนที่ไม่เคยออกกำลังกายมาเลยทั้งชีวิต แต่ลักษณะทางพันธุกรรมเป็นคนสันทัด นั่นเอง )

       เมื่อคนอื่นมองไม่เห็นว่าคุณฟิต ( เพราะรูปร่างคุณดันไปเหมือนกับคนสันทัดทั่วไป ที่ไม่เคยออกกำลังกายมาเลยทั้งชีวิต ) มันก็ทำให้คุณ "ขาดแรงจูงใจ" ที่จะทำต่อไป คือวันนึงคุณก็ต้องเบื่อ เพราะมันไม่เห็นผลเป็นรูปธรรม แค่หุ่นเหมือนๆกับคนรูปร่างสันทัดคนนึงเท่านั้น

       ในขณะที่การเพาะกายนั้น คนที่ไม่เคยเพาะกายเลย จะมามีหุ่นเหมือนนักเพาะกายนั้น "เป็นไปไม่ได้"

ภาพบน ) คนที่เป็นนักเพาะกาย เขาจะมี "รูปร่างเฉพาะตัว"

ที่คนทั่วไปดูแล้ว ก็ต้องรู้ว่าคนนี้เพาะกายมา

     ( ภาพบน ) ยกตัวอย่างเช่น คนที่เกิดมาไหล่กว้าง ก็มักจะตามมาด้วยพันธุกรรมที่เอวหนา ในขณะที่ทรงนักเพาะกาย เมื่อไหล่กว้างแล้วเอวก็จะคอด  /  หรือคนที่มีแผงหน้าอกกว้าง แต่ถ้าไม่ได้เพาะกายแล้ว กล้ามอกก็จะไม่มี นมจะห้อยๆ ในขณะที่นักเพาะกาย เมื่อมีแผงหน้าอกกว้างแล้ว ก็จะมีมัดกล้ามหน้าอก "ทะลูเสื้อผ้าออกมาเลย" ( ยิ่งถ้าใส่เสื้อยืดจะเห็นชัด ) 

       พูดง่ายๆว่า ถ้ามีการยืนเทียบกันระหว่าง นาย ก. ที่เพาะกายมา กับ นาย ข.ที่ไม่ได้เพาะกายมาแต่มีโครงสร้างใหญ่ ยังไงมันก็ดูออกอยู่แล้วว่า นาย ก.เพาะกายมา ชัดๆอยู่แล้ว

       เหมือนกับการที่คนที่ "ไม่ได้" ปลูกมะม่วง ไม่มีความรู้เรื่องมะม่วงมาก่อนเลย แต่พอเห็นลูกมะม่วงที่มีที่ต้นแล้ว ก็ต้องรู้ว่านี่คือต้นมะม่วง ( เพราะมันมีผลออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน )

       ก็เช่นกัน คนที่ไม่เคยเพาะกายมาก่อน ไม่มีความรู้เรื่องการเพาะกายเลย พอมาเห็นหุ่นนักเพาะกาย ก็ต้องรู้ว่าคนๆนี้เพาะกายมา คนๆนี้ฟิตนะ

       แต่ถ้าคุณเป็นนนักวิ่งอย่างเดียว ไม่มีใครเขาดูออกหรอกว่าคุณเป็นนักวิ่ง เพราะหุ่นคุณก็เหมือนคนรูปร่างสันทัดทั่วๆไป คนทั่วไปเขาก็ไม่รู้ว่าคุณฟิต คุณขยันออกกำลัง คือการวิ่ง มันไม่เห็นผลเป็นรูปธรรมชัดเจนเหมือนการเพาะกายนั่นเอง ผมจึงเปรียบการวิ่งนั้น เหมือนการปลูกพืชที่ไม่มีผล 

ประการถัดมา : เห็นแค่รูปร่าง "สันทัด" เท่านั้น

( สำหรับคนที่ไม่ได้เพาะกาย ) 


ข้างล่างนี้ )

       สมมติว่ามีคนอยู่ 2 คน คนหนึ่งออกกำลังด้วยการวิ่ง จนได้รูปร่าง "สันทัด" เพราะการวิ่งนั้น ส่วนอีกคนหนึ่ง มีรูปร่าง "สันทัด" เพราะกรรมพันธ์ ทั้งๆที่เขาไม่เคยออกกำลังกายใดๆเลยในชีวิตของเขา

       เมื่อเอาสองคนนี้มายืนเทียบกัน โดยให้ใส่เสื้อผ้าปกปิดร่างกาย ( ก็คือใส่เสื้อผ้าธรรมดา ที่ไม่ใชว์กล้ามเนื้อ ) คนทั่วไปจะมอง "แยกไม่ออก" เลยว่าสองคนนี้ มีความแตกต่างกันอย่างไร เพราะดูแล้ว ก็รูปร่าง "สันทัด" ทั้งคู่

       แต่ถ้ามีคนอีก 2 คน ที่ตอนเริ่มต้น รูปร่างสันทัดเหมือนกันทั้งคู่ แต่คนหนึ่ง เริ่มเล่นกล้าม ส่วนอีกคนหนึ่ง ก็ไม่ได้ออกกำลังกายอะไร ( เหมือนตัวอย่างแรก )

       เมื่อเวลาผ่านไป พอเอาสองคนนี้มายืนเทียบกับ เราจะเห็นความแตกต่างได้ทันที คือเราจะรู้ว่าคนไหนที่เล่นกล้าม คนไหนที่ไม่ได้เล่น

       นั่นก็เพราะว่าคนที่เล่นกล้าม "กล้ามจะทะลุเสื้อผ้า" ออกมาเลย คนที่เล่นกล้ามพอเทียบกับคนทั่วไป ดูแล้วก็รู้ทันทีว่าคนนี้เล่นกล้าม

       สิ่งที่ผมพยายามจะสื่อให้คุณฟังก็คือ เมื่อคุณเลือกกีฬาวิ่ง คนทั่วไป เขาอาจจะไม่เห็นความแตกต่างระหว่างคุณ ( ซึ่งวิ่ง ) กับคนทั่วๆไป ที่รูปร่างสันทัดด้วยกรรมพันธ์ เขาก็เลยไม่รู้่ว่าคุณฟิต ไม่รู้ว่าคุณวิ่ง

       แต่ถ้าคุณเลือกกีฬาเพาะกายเป็นหลัก คนทั่วไป เขาจะเห็นคุณแตกต่างจากคนอื่นทันที คนทั่วไปเขาจะรู้ว่าคุณฟิต คุณเอาใจใส่กับร่างกายของคุณเอง

ประการถัดมา : มีช่วงเวลา "เค้นพลังเต็มที่"

( สำหรับคนที่เพาะกาย )


ข้างล่างนี้ )


ภาพบน ) ช่วงเวลา "เค้นพลังเต็มที่"

       ( ภาพบน ) ถ้าคุณเพาะกาย มันจะมีช่วงเวลาที่คุณได้ "กัดฟัน" หรือ "เค้นพลังเต็มที่" อยู่ในนั้นด้วย  /  คือหมายถึงว่า มันจะมีช่วงเวลาที่คุณต้องขับดันพลังงานทั้งหมดในตัวเพื่อจะผ่านจุดนั้นไปให้ได้ ซึ่งคุณจะรู้สึก "สะใจยิ่งนัก"

       คำว่า "กัดฟัน" หรือ "เค้นพลังเต็มที่"  ก็คือ ตอนที่คุณบริหารไปจนถึง 2 Reps สุดท้ายก่อนจบเซท ( เช่น คุณเล่นจนถึง Rep ที่ 6 จากจำนวน Reps ทั้งหมด 8 Reps ที่กำหนดไว้ในเซทนั้น ) ด้วยความที่คุณลากยาวมาตั้งแต่ Rep ที่ 1 จนถึง Rep ที่ 6 แล้ว คุณก็เหนื่อยมากแล้ว ประกอบกับความหนักของลูกเหล็กที่ "หนักมาก" ยิ่งเพิ่มความหฤโหดเข้าไปอีก  นั่นทำให้คุณถึงขั้นต้อง "กัดฟัน" หรือ "เค้นพลังเต็มที่" เพื่อบริหาร Rep ที่ 7 และ Rep ที่ 8 ให้ได้

       เมื่อผ่านพ้นช่วงนี้ไปได้ และพักเซท คุณจะรู้สึก "สะใจยิ่งนัก" ที่ผ่านจุดที่ทำ Rep ที่ 7 และ Rep ที่ 8 มาได้

       และถึงแม้ว่าจะเล่นกล้ามเสร็จและพักผ่อนจนร่างกายฟื้นตัวเต็มที่แล้ว พอคุณคิดถึงช่วงเวลานี้ ( ช่วง "กัดฟัน" หรือ "เค้นพลังเต็มที่" ที่ทำให้คุณ "สะใจยิ่งนัก" ) คุณก็อยากจะกลับมาเล่นกล้ามอีก

       แล้วพอเทียบกับการวิ่ง ซึ่งเป็นการวิ่งไป เรื่อยๆ เนิบๆ มันเลยไม่มีช่วงเวลาที่คุณต้อง "กัดฟัน" หรือ "เค้นพลังเต็มที่" เหมือนกับการเพาะกายเลย มันจืดชืด ไร้รสชาติสิ้นดี สำหรับการออกกำลังกายแบบนี้

ประการถัดมา : บุคลิกภาพ

ข้างล่างนี้ )




       ผมได้ไปเดินหาสินค้าที่ห้างสรรพสินค้า ได้เห็นผู้ชายคนหนึ่ง ใส่เสื้อกีฬาแบบ "จัดเต็ม" ให้ทุกคนได้เห็นว่าเป็น "นักปั่นจักรยาน" คือใส่เสื้่อกีฬาปั่นจักรยานแบบรัดรูปและมีตัวหนังสือภาษาอังกฤษอะไรก็ไม่รู้เต็มไปหมด

       คนๆนี้อายุไม่ถึง 30 ปี แต่คอโน้มไปข้างหน้าตลอดเวลา ( แบบคนหลังค่อม ) พูดง่ายๆคือบุคลิกภาพไม่ดีเอาเสียเลย ทั้งๆที่อายุยังน้อย

       คุณลองคิดแบบนี้นะครับ สมมติว่า การปั่นจักรยานเป็นสิ่งที่คุณชอบ และคุณก็ต้องทำมันทุกวัน ( คือต้องปั่นจักรยานทุกวัน ) แต่ คุณทำอย่างมากก็ได้ไม่เกินวันละ 1 - 2 ชั่วโมง แล้วก็มีเวลาพักผ่อน ทำภารกิจส่วนตัว รวมถึงการนอน รวมแล้วก็ประมาณวันละ 8 - 10 ชั่วโมง เพราะเวลาที่เหลือคุณก็ต้องทำมาหากิน จริงไหมครับ?

       ประเด็นคือ "เวลาที่เหลือ" ( คือเอา 24 ชม. ลบด้วยเวลาปั่นจักรยาน 2 ชม. และลบด้วยเวลานอน 10 ชม. เหลือ 12 ชม. ) คุณ "ต้องอยู่กับสังคมมนุษย์"

       และการที่คุณ "ต้องอยู่กับสังคมมนุษย์" นั้น คนทั่วไปเขาไม่ได้รู้จักคุณเป็นการส่วนตัว เขาจึงตัดสินคนกันแบบฉาบฉวย ด้วยการดูด้วยสายตาแบบเร็วๆ ( เหมือนที่ผมเห็นนักปั่นจักรยานคนนั้นที่ห้างสรรพสินค้า )

       สิ่งที่คนทั่วไป ( รวมทั้งผม ) ที่จะมองคนอื่นๆในสังคม แล้วตัดสินว่าคนๆนั้นเป็นคนยังไง แบบง่ายที่สุด เร็วที่สุดก็คือดูไปที่ "บุคลิกภาพ"

       ถ้าคุณมีบุคลิกภาพที่ไม่ดี คนอื่นเขาก็จะดูถูกคุณได้ ถึงแม้คุณจะมีความสามารถหลายอย่าง เป็นคนดี ฯลฯ แต่คนทั่วไป เขาไม่ได้รู้จักคุณนี่นา เขาก็แค่ใช้สายตาตัดสินคนแบบฉาบฉวยกันทั้งนั้น

       ผมกำลังสื่อให้คุณฟังว่า คุณทำสิ่งที่คุณชอบเป็นการส่วนตัว ( เช่นปั่นจักรยาน ) และมีเวลาพักผ่อนส่วนตัวได้ก็จริง แต่ "เวลาที่เหลือ" คุณจะต้องไปอยู่ใน "สังคมมนุษย์" ซึ่งเป็นสังคมที่คนตัดสินกันด้วยความฉาบฉวย ตัดสินกันด้วยสายตาแบบเร็วๆ ดังนั้น ต่อให้คุณเป็นคนดี ต่อให้คุณเป็นคนมีความสามารถ ต่อให้คุณเป็นแชมป์ปั่นจักรยาน แต่ถ้าคุณมีบุคลิกภาพที่ไม่ดี คนทั่วไปเขาก็จะดูถูกคุณได้ เขาจะมองว่าคุณเป็นคนกระจอก ฯลฯ

       แต่ถ้าคุณมีบุคลิกภาพที่ดี คุณไม่จำเป็นต้องใส่ชุดปั่นจักรยานไปห้าง เพื่อจะโชว์ให้คนอื่นดูว่า "ตูเป็นนักปั่นจักรยานโว้ย" คุณแค่เล่นกล้าม และใส่เสื้อผ้าธรรมดาๆ แบบที่คนอื่นเขาใส่กัน ( เช่นเสื้อยืดแขนสั้นง่ายๆ ) แต่คุณเดินแบบ "อกเชิด ,คอตั้งตรงอยู่บนบ่า" แค่นี้ คุณก็มีบุคลิกภาพที่ดีแล้ว เมื่อคนภายนอกที่ไม่รู้จักคุณ เขามองคุณแบบฉาบฉวย เขาก็จะคิดทันทีว่า คนๆนี้ดูแข็งแรง และทรงพลัง มีความมั่นใจในตัวเองเป็นอย่างสูง , พวกจิ๊กโก๋ ก็ไม่กล้าแหยม , พวกสาวๆก็แอบเหล่ เวลาไปติดต่องานที่ไหนก็ดูมีความมั่นใจ

       จะเห็นได้ว่าบุคลิกภาพที่ดีมีประโยชน์หลายอย่าง จริงอยู่ที่การปั่นจักรยานก็ทำให้คุณสุขภาพดีได้เหมือนกัน แต่คนข้างนอกเขาไม่ได้รูั้นี่ว่าคุณจะสุขภาพดีหรือเปล่า คนภายนอกเขาตัดสินคุณด้วยสิ่งที่เห็นชัดที่สุด ในเวลาที่สั้นที่สุด ก็คือตัดสินคุณที่ "บุคลิกภาพ" นั่นเอง และสิ่งๆนั้น ( หมายถึงบุคลิกภาพ ) การปั่นจักรยาน หรือการวิ่ง ข่วยอะไรคุณไม่ได้หรอกครับ ต้องการเพาะกายเท่านั้น ถึงจะตรงจุด ตรงประเด็นที่สุด


ถ้าจำเป็นต้อง "วิ่ง" จริงๆ

ข้างล่างนี้ )

      เอาล่ะ! ด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ ที่ทำให้คุณ "ต้องวิ่ง" ยกตัวอย่างเช่น การที่คุณหมอ ยืนยันอย่างหนักแน่นว่าคุณจะต้อง "วิ่ง"  /  รวมไปถึงการที่คุณกำลังอยู่ในช่วงการเตรียมตัวประกวด จึงต้องมีการเอาการทำคาร์ดิโอ หรือการ "วิ่ง" เข้าไปในตารางฝึกด้วย 

       เมื่อคุณอ่านบทความของผมในข้างต้นไปแล้ว คุณก็เข้าใจแล้วว่าคุณต้องเพาะกายเป็นหลัก และไม่จำเป็นต้องวิ่งแต่อย่างใด แต่ในเมื่อมันมีเหตุให้คุณ "ต้องวิ่ง" จริงๆ ( เช่น หมอสั่ง หรืออยู่ในช่วงเตรียมตัวประกวด ) คุณก็ไม่ต้องหยุดการเพาะกาย แล้วมาวิ่งอย่างเดียว แต่ให้เอาการวิ่ง เข้าไปแทรกอยู่ในการเพาะกาย

       ข้างล่างนี้ คือวิธีเอาการวิ่ง เข้าไปอยู่ร่วมกับการเพาะกายนะครับ


1.ถ้าคุณเพาะกายช่วงเย็น เวลาเดียว

       ถ้าต้องการจะวิ่ง ให้วิ่งตอนหกโมงเข้า ( คือ ก่อนอาหารเช้า ) จากนั้น ถ้าเพาะกายตอนเย็น ก็ให้เพาะกายให้เสร็จก่อน แล้ววิ่งหลังจากเพาะกายเสร็จ "ทันที" - อันนี้ เป็นสูตรที่แชมป์เพาะกายทั่วโลกเขาใช้กันนะครับ

       สิ่งที่ห้ามอย่างเด็ดขาด ! คือ "ห้าม-วิ่ง-ก่อน" การเพาะกายเป็นอันขาดนะครับ เพราะว่าตั้งแต่ผมอ่านตารางฝึกของนักเพาะกายมาสามสิบกว่าปี ไม่มีการ วิ่ง หรือเดิน ก่อนการเพาะกายเลย   /  การวอร์มของนักเพาะกาย คือการวอร์มด้วยการบริหารกล้ามเนื้อ ในส่วนที่จะต้องบริหารในวันนั้น เช่น ถ้าวันนั้น ต้องบริหารหน้าอก เขาก็จะวอร์มกันที่กล้ามอกนะครับ

       การวอร์มด้วยการวิ่ง หรือเดิน ก่อนการเล่นกล้าม มันเป็นการทำของพวกฟิตเนสนะครับ ถ้าคุณจะเพาะกาย เขาจะไม่ทำกันอย่างนั้น

       แล้วพอเพาะกายเสร็จ ถ้าคุณอยากวิ่ง หรือเดินบนสายพาน หรือปั่นจักรยาน ก็ให้ทำ "ทันที" หลังเล่นกล้ามเสร็จนะครับ แล้วค่อยไปทานอาหารเย็น


2.ถ้าคุณเพาะกายทั้งช่วงเข้าแลช่วงเย็น

       ถ้าคุณต้องการจะวิ่ง ให้วิ่งตอนหกโมงเข้า ( คือ ก่อนอาหารเช้า ) เสร็จแล้วก็ทานอาหารเช้า แล้วพักผ่อน  /  พอถึงเวลา 10.00 น. ก็ค่อยมาเพาะกายช่วงเข้า จากนั้น ก็ตัดไปช่วงเย็นเลย ก็ทำเหมือนที่ผมบอกมาข้างต้นคือ ให้เพาะกาย ( ช่วงเย็น ) ให้เสร็จก่อน แล้ววิ่งหลังจากเพาะกายเสร็จ "ทันที"


3.เรื่องการใช้อาหารเสริม

* * * ถ้าวิ่งในตอนเช้า ก็ให้ทานอาหารเสริมแบบเม็ด เช่น BCAA แบบเม็ด "ก่อน" การวิ่งตอนเช้าได้นะครับ แต่ "อย่า ทานเวย์โปรตีน" ก่อนการวิ่งตอนเช้า

       เพราะการวิ่งตอนเช้า จุดประสงค์ของนักเพาะกายก็เพื่อ จะได้ดึงไขมันในร่างกายออกมาใช้ ดังนั้น พวกนักเพาะกายระดับแข่งขัน เขาจะ "ไม่" กินเวย์โปรตีนก่อนการวิ่งตอนเช้านะครับ ( กินแค่ BCAA แบบเม็ด เพื่อป้องกันการที่ร่างกายไปเอาเซลล์กล้ามเนื้อ มาเผาเป็นพลังงาน  /  ก็เลยมีตัว BCAA ให้โปรตีน ให้ร่างกายเอาไปเผาแทน

       ตัว BCAA แบบเม็ดหาซื้อได้ที่ GNC ทุกสาขา หรือถ้าอยากสนับสนุนเวบเพาะกายที่คุณกำลังอ่านอยู่นี้ ให้อยู่ได้นานๆ ก็ฝากผมซื้อได้นะครับ "ค่าส่งฟรี" ครับ ( เผื่อผมจะได้เอาส่วนลดของการซื้อนั้น เอามาบริหารเวบนะครับ )  /  หรือถ้า "เบื่อ" ยี่ห้อ GNC ก็สามารถหาซื้อยี่ห้ออื่น "ที่เป็นของแท้" ได้ที่อีเบย์นะครับ ( ทีมงานรับฝากซื้อสินค้า เขาดูเป็นครับว่าอันไหนเป็นของแท้ - และรับประกันได้ว่า การดูว่าอันไหนเป็นของแท้นั้น มันซับซ้อนมากกว่าที่คุณจะดูเองได้นะครับ ) สามารถฝาก "ทีมงานรับฝากซื้อสินค้า" ซื้อให้ก็ได้ เพราะซื้อมา 15 ปี แล้ว และ "ซื้อเกือบทุกวัน" โดยจะซื้อเป็นร้อยรายการ ก็คิดค่าบริการแค่ 100 บาท เท่านั้นครับ อย่าเสี่ยงซื้ออาหารเสริมออนไลน์ด้วยตัวเอง เพราะจะเสี่ยงต่อเรื่องการเจอ อาหารเสริมปลอม ครับ - ถ้าจะฝากซื้ออาหารเสริม "ที่เป็นของแท้" ติดต่อได้ที่อีเมล tuvayanon@outlook.com  นะครับ )

       แล้วพอวิ่งตอนเช้าเสร็จแล้ว จะทานเวย์หรือไม่ก็ได้ แล้วก็ทานอาหารเช้าไป


* * * ส่วนตอนเย็น ก็แล้วแต่สูตรใครสูตรมันนะครับ คือ บางคนก็ทานเวย์ก่อนเพาะกาย ( แล้วพอเพาะกายเสร็จค่อยวิ่ง )  /  บางคนก็ทานเวย์หลังเพาะกายและวิ่งเสร็จแล้ว - อันนี้ยังไม่มีสรุปตายตัวว่าให้ทานเวย์ก่อนหรือหลังเพาะกายดีที่สุดนะครับ ยังมีสองความเห็นอยู่ บางคนก็ว่าให้ทานก่อน จะได้อิ่มท้อง แล้วก็ไปทานเวย์ซ้ำอีกครั้งตอนหลังเพาะกาย ( และวิ่ง ) เสร็จอีกที

       ส่วนบางคน ก็ทานเวย์ครั้งเดียวตอนที่เพาะกายและวิ่งเสร็จแล้ว  /  โดยตอนก่อนเพาะกาย ให้ทานพวกกาแฟ หรือผลไม้ เพื่อกระตุ้นร่างกายให้ตื่นตัว โดยมีแนวความคิดว่า การกินเวย์ก่อนการเพาะกาย มันหนักท้องเกินไป 


ข้อคิด - ถ้าคุณเอาหลักวิชาการมาใช้ คุณต้องเข้าใจอย่างนี้ว่า ทำไมนักวิชาการคนนั้น ไม่ได้เป็นมิสเตอร์โอลิมเปีย? ก็ในเมื่อหลักวิชาการเขาแน่นเสียขนาดนี้ ( เช่น พวกที่เชียวชาญเรื่องสารอาหาร , การเต้นของหัวใจ ฯลฯ ) ทำไมไม่เอาหลักวิชาการพวกนั้น ทำตัวเองให้เป็นมิสเตอร์โอลิมเปียล่ะ?

       ผมพยายามสื่อให้คุณฟังว่า เราควรเน้นที่ "หลักปฏิบัติ" ของพวกแชมป์เพาะกายมากกว่าที่จะไปเน้นเรื่องหลักวิชาการของนักวิชาการทั้งหลาย

       สิ่งที่ถูกก็คือ ถ้าคุณจะจับหลักการเพาะกาย ให้คุณจับหลักของแชมป์เพาะกาย ที่เขาใช้กัน ( ซึ่งแชมป์เพาะกาย ไม่ใช่นักวิชาการ ) จะถูกต้องกว่านะครับ อย่าไปเน้นวิชาการให้มากนัก เอาแค่พอประมาณก็พอ ( หมายถึง พอประมาณในเรื่องหลักวิชาการก็พอ ) ที่เหลือ ให้เน้นไปที่ "หลักปฏิบัติ" ของพวกแชมป์เพาะกายที่เขาทำกันนะครับ

สรุป

ข้างล่างนี้ )

      การที่คุณต้องทำงานทั้งวัน แล้วยังต้องเสียเวลาเดินทางไปและกลับจากที่ทำงานอีก อย่างนี้ ผมถือว่าคุณมี "เวลาและกำลังกาย" ที่จำกัด ดังนั้น ผมขอแนะนำให้คุณ "เพาะกาย เพียงอย่างเดียว" โดยไม่จำเป็นต้องวิ่งนะครับ 


ฝากข้อคิด : มีบางคนพูดว่า การวิ่งทำให้คล่องแคล่ว แต่ถ้าพูดถึงเรื่องอายุ คุณลองเปรียบเทียบดูนะครับว่า "กระต่าย" เป็นสัตว์ที่ไม่อยู่นิ่ง ชอบเคลื่อนไหวไปมา และคล่องแคล่ว แต่สิ่งที่เห็นๆกันอยู่ก็คือ  "กระต่าย" มีอายุขัยแค่ 7 ปี เท่านั้น  /  ในขณะที่ "เต่า" เคลื่อนไหวช้า แต่กลับมีอายุขัยเป็น ร้อยปี เลือกเอาแล้วกันครับว่า อยากจะมีอายุสั้น หรืออายุยืนดี 
 


- END - 


No comments:

Post a Comment