Thursday, April 15, 2021

Bent arm lateral raises with dumbbells

 

Bent arm lateral raises with dumbbells 



- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -  

ท่าเตรียม

ข้างล่างนี้ )

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -  

ท่าเตรียม

* * * ใช้มือทั้งสองข้าง ถือดัมเบลล์ไว้ข้างละ 1 ลูก


* * * งอแขนทั้ง 2 ข้างขึ้นมาจนกระทั่งแขนท่อนปลายทั้ง 2 ข้างขนานกับพื้น  และให้ต้นแขน ( ทั้ง 2 ข้าง ) กับแขนท่อนปลาย ( ทั้ง 2 ข้าง ) อยู่ในลักษณะที่ตั้งฉากกัน


* * * "หนีบ" ข้อศอกทั้ง 2 ข้างในแนบกับลำตัว 



* * * "ล็อก" ช่วงหัวไหล่จนถึงมือ - ของแขนแต่ละข้าง - ทั้ง 2 ข้าง ให้อยู่ในลักษณะนี้ - ตลอดเวลาที่บริหารท่านี้อยู่  /  คือหมายความว่า ให้แขนทังสองข้าง อยู่ในลักษณะงอแขนแบบนี้ไปตลอด ( คือ ต้นแขนกับแขนท่อนปลาย ( ของแต่ละข้าง ) อยู่ในลักษณะที่ตั้งฉากกันไปตลอดเวลาที่บริหารท่านี้อยู่ )


- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -  

เริ่มบริหารจริง

ข้างล่างนี้ )

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -  

* * * จากการที่เราอยู่ในท่าเตรียม ( ซึ่งก็จะเป็นท่าเดียวกันกับ จังหวะที่ 1 ) ก็ให้ผู้บริหาร "เกร็งกล้ามหัวไหล่" แล้วเริ่มยกแขนทั้งสองข้างขึ้นพร้อมกัน

       แขนซ้ายยกขึ้นทางด้านซ้าย , แขนขวายกขึ้นทางด้านขวา 

       และอย่าลืมว่า เรากำลัง "ล็อก" ช่วงหัวไหล่จนถึงมือ - ของแขนแต่ละข้าง - ทั้ง 2 ข้าง ให้อยู่ในลักษณะที่ ต้นแขนกับแขนท่อนปลาย ( ของแต่ละข้าง ) อยู่ในลักษณะที่ตั้งฉากกัน

       ทันทีที่เราเริ่มยกแขนทั้งสองข้างขึ้นนั้น ก็ให้ "เริ่ม-หายใจเข้า


* * * ให้ยกแขนทั้ง 2 ข้างขึ้น จนกระทั่งต้นแขนทั้ง 2 ข้างนั้น "ขนาน" กับพื้น

       ในจังหวะที่ต้นแขนทั้ง 2 ข้าง "ขนาน" กับพื้นนั้น ผู้บริหารก็จะ "หายใจเข้า" เต็มปอดพอดี 

       ในจังหวะที่ต้นแขนทั้ง 2 ข้าง "ขนาน" กับพื้นนั้น ก็คือการที่ผู้บริหาร ทำ จังหวะที่ 2 ได้เสร็จสมบูรณ์แล้ว 


* * * จากนั้น ก็ให้เริ่มลดระดับแขนลง ( ขอย้ำอีกครั้งว่า เรายังคง "ล็อก" ช่วงหัวไหล่จนถึงมือ - ของแขนแต่ละข้าง - ทั้ง 2 ข้าง ให้อยู่ในลักษณะที่ ต้นแขนกับแขนท่อนปลาย ( ของแต่ละข้าง ) อยู่ในลักษณะที่ตั้งฉากกัน )

       เมื่อเริ่มลดระดับแขนลง ก็ให้ "เริ่ม-หายใจออก


* * * เมื่อแขนทั้งสองกลับมาอยู่ใน จังหวะที่ 1 โดยสมบูรณ์แล้ว ( ซึ่งก็คือการกลับมาอยู่ใน "ท่าเตรียม" นั่นเอง ) เราจะ "หายใจเข้า" เต็มปอดพอดี 

       ในตอนนี้เอง ( คืออยู่ใน จังหวะที่ 1 โดยสมบูรณ์แล้ว ) ให้นับว่า "1" ( ซึ่งหมายถึง Rep ที่ 1 )


* * * ทำซ้ำ - คือเคลื่อนตัวจาก จังหวะที่ 1 ไป จังหวะที่ 2 อีกครั้ง  /  จากนั้นก็เคลื่อนตัวจาก จังหวะที่ 2 กลับมา จังหวะที่ 1 อีกครั้ง

และเมื่ออยู่ในตำแหน่งของ จังหวะที่ 1 โดยสมบูรณ์แบบอีกครั้งแล้ว ก็ให้นับว่า "2" ( ซึ่งหมายถึง Reps ที่ 2 ) 


* * * ให้ทำซ้ำอย่างนี้ไปเรื่อยๆจนกระทั่ง จบเซท  /  คำว่า จบเซท หมายถึงการที่คุณทำครบตามจำนวน Reps ที่คุณกำหนดไว้ในเซทนี้แล้ว 

       เช่น คุณกำหนดไว้ว่าในเซทนี้จะทำให้ได้ 8 Reps  /  แล้วพอคุณนับในตอนที่คุณกลับมาอยู่ที่ จังหวะที่ 1 ได้ว่า "8" เมื่อไร นั่นก็คือการที่คุณทำจน จบเซท แล้วนั่นเอง ( คือคุณทำครบ 8 Reps ตามที่กำหนดไว้แล้ว ) 


* * * หลังจากบริหารจน จบเซท เรียบร้อยแล้ว ก็ให้คุณ พักเซท เป็นเวลา 2 นาที แล้วถึงกลับมาบริหารในเซทถัดไปครับ 

-END-


Push up on parallel bars

 

Push up on parallel bars

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -  

ท่าเตรียม

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -        


ท่าเตรียม

* * * ขึ้นไปอยู่บนบาร์คู่ โดยให้มือทั้ง 2 ข้างจับอยู่ที่ตัวบาร์ และเท้าทั้ง 2 ข้าง อยู่บนตัวบาร์


* * * ผมจะแยกเรียกกันว่าเป็น "บาร์ด้านซ้ายมือ" กับ "บาร์ด้านขวามือ" โดยมีหลักการเรียกดังนี้คือ

       เมื่อเราก้มหน้าในขณะที่อยู่บนตัวบาร์นั้น ( เหมือนที่เห็นในภาพข้างบนนี้ ) ตัวบาร์ที่อยู่ด้านซ้ายของผู้บริหาร ผมจะเรียกว่า "บาร์ด้านซ้ายมือ"

       
ส่วนบาร์ที่อยู่ด้านขวามือ ผมก็จะเรียกว่า "บาร์ด้านขวามือ"


* * * เอามือข้างซ้าย จับที่ "บาร์ด้านซ้ายมือ"  /  เอามือข้างขวา จับที่ "บาร์ด้านขวามือ" 

       เอาปลายเท้าข้างซ้าย วางไว้ที่ "บาร์ด้านซ้ายมือ"  /  เอาปลายเท้าข้างขวา วางไว้ที่ "บาร์ด้านขวามือ" 


* * * เหยียดแขนซ้ายและขวาให้ตึงจนสุด


* * * ให้กระดูกสันหลัง , บั้นเอว , ก้น และ ขา เป็นแนวเส้นตรงเดียวกัน 


- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -  

เริ่มบริหารจริง

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -        

* * * จากการที่เราอยู่ในท่าเตรียม ( ซึ่งก็จะเป็นท่าเดียวกันกับ จังหวะที่ 1 )  ก็ให้ผู้บริหาร "เกร็งกล้ามหน้าอก" และเริ่ม งอ แขนทั้งสองข้าง

       การ งอ แขนทั้งสองข้าง ก็คือการลดระดับช่วง "ลำตัวท่อนบน" ลงไป ( แต่ยังคงต้องบังคับตัวเองให้ กระดูกสันหลัง , บั้นเอว , ก้น และ ขา เป็นแนวเส้นตรงเดียวกันอยู่ )

       ระหว่างที่กำลังเริ่มลดระดับ "ลำตัวท่อนบน" ลงนั้น ก็ให้ "เริ่ม-หายใจเข้า


* * * เมื่อลดระดับ "ลำตัวท่อนบน" ลงจนถึงระดับต่ำสุด ( คืออยู่ใน จังหวะที่ 2 อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว ) ก็จะ "หายใจเข้า" เต็มปอดพอดี

       และต้องไม่ลืมว่า ในขณะนี้ ( คือในขณะที่ยังอยู่ใน จังหวะที่ 2 อยู่นี้ ) เรายังคงต้องบังคับตัวเองให้ กระดูกสันหลัง , บั้นเอว , ก้น และ ขา เป็นแนวเส้นตรงเดียวกันอยู่เหมือนเดิม 


* * * จากนั้น ให้เกร็งกล้ามหน้าอกอีกครั้ง แล้วออกแรงไปที่แขนทั้ง 2 ข้าง ( ออกแรงไปที่กล้ามไทรเซบ ) ทำการเริ่มเหยียดแขนทั้ง 2 ข้างขึ้น

       การเริ่มเหยียดแขนทั้ง 2 ข้างขึ้น ก็คือการยกระดับของ "ลำตัวท่อนบน"ขึ้นด้วย ( ต้องไม่ลืมว่า เรายังคงต้องบังคับตัวเองให้ กระดูกสันหลัง , บั้นเอว , ก้น และ ขา เป็นแนวเส้นตรงเดียวกันอยู่เหมือนเดิม )

       ระหว่างที่กำลังเริ่มยกระดับ "ลำตัวท่อนบน" ขึ้นนั้น ก็ให้ "เริ่ม-หายใจออก


* * * เมื่อเหยียดแขนทั้งสองข้างขึ้นจนสุดแล้ว ( คืออยู่ใน จังหวะที่ 1 อย่างสมบูรณ์แล้ว ) ก็จะ "หายใจออก" หมดปอดพอดี

       ในตอนนี้เอง ( คืออยู่ใน จังหวะที่ 1 อย่างสมบูรณ์แล้ว ) ให้นับว่า "1" ( ซึ่งหมายถึง Rep ที่ 1 )


* * * ทำซ้ำ - คือเคลื่อนตัวจาก จังหวะที่ 1 ไป จังหวะที่ 2 อีกครั้ง  /  จากนั้นก็เคลื่อนตัวจาก จังหวะที่ 2 กลับมา จังหวะที่ 1 อีกครั้ง

       และเมื่ออยู่ในตำแหน่งของ จังหวะที่ 1 
โดยสมบูรณ์แบบอีกครั้งแล้ว ก็ให้นับว่า "2" ( ซึ่งหมายถึง Rep ที่ 2 ) 


* * * ให้ทำซ้ำอย่างนี้ไปเรื่อยๆจนกระทั่ง จบเซท  /  คำว่า จบเซท หมายถึงการที่คุณทำครบตามจำนวน Reps ที่คุณกำหนดไว้ในเซทนี้แล้ว

       เช่น คุณกำหนดไว้ว่าในเซทนี้จะทำให้ได้ 8 Reps  /  แล้วพอคุณนับในตอนที่คุณกลับมาอยู่ที่ จังหวะที่ 1 ได้ว่า "8" เมื่อไร นั่นก็คือการที่คุณทำจน จบเซท แล้วนั่นเอง ( คือคุณทำครบ 8 Reps ตามที่กำหนดไว้แล้ว )


* * * หลังจากบริหารจน จบเซท เรียบร้อยแล้ว ก็ให้คุณ พักเซทเป็นเวลา 2 นาที แล้วถึงกลับมาบริหารในเซทต่อไปครับ 

- END - 

Sunday, April 11, 2021

Quadriceps femoris

 

Quadriceps femoris

ควอดริเซ็บ ฟีเมอริส

      กล้ามเนื้อกลุ่มควอดริเซ็บ ฟีเมอริส ( Quadriceps femoris muscle , ภาษาลาตินแปลว่า กล้ามเนื้อสี่หัวของกระดูกต้นขา "four headed muscle of the femur") , มีชื่อเรียกสั้นๆว่า ควอดริเซ็บ ( quadriceps ) หรือ ควอดส ( quads ) 

       ควอดริเซ็บ ฟีเมอริส เป็นกลุ่มกล้ามเนื่อขนาดใหญ่รวมกันสี่กล้ามเนื้อ อยู่ด้านหน้าของต้นขา กล้ามเนื้อกลุ่มนี้ถูกใช้ในการเหยียดขาตรง หรือยืดขา ( extensor of the knee ) กลุ่มกล้ามเนื้อนี้ครอบคลุมอยู่ทางด้านหน้า และด้านข้างของกระดูกต้นขา ( femur ) 


โครงสร้าง

แบ่งเป็นสี่กล้ามเนื้อย่อย

1.เรกตัส ฟีเมอร์ริส ( rectus femoris ) - อยู่ตรงกลางของต้นขา ครอบคลุมกล้ามเนื้อควอดริเซ็บที่เหลือทั้งหมด มีจุดเริ่มต้นจากกระดูกิเลียม และยาวเป็นแนวตรงไปยึดเกาะกับลูกสะบ้าของหัวเข่า


2.วาสตัส แลเธอรัลลิส ( vastus lateralis ) - อยู่ทางด้านข้างส่วนนอก ( lateral ) ของกระดูกฟีเมอร์ 


3.วาสตัส มีดีแอลิส ( vastus medialis ) - อยู่ทางด้านข้างส่วนใน ( medial ) ของกระดูกฟีเมอร์ 


4.วาสตัส อินเทอร์มีเดียส ( vastus intermedius ) - อยู่ตรงกลางระหว่าง วาสตัส แลเธอรัลลิส และ วาสตัส มีเดียส ทางด้านหน้าของกระดูกต้นขา แต่อยู่ลึกหลังกล้ามเนื้อ เรกตัส ฟีเมอริส โดยปกติแล้วจะมองไม่เห็นถ้าไม่ผ่าตัดเอาเรกตัส ฟีเมอร์ริสออก


       กล้ามเนื้อทั้งสี่นั้นมีจุดยึดอยู่ที่หัวหน่อของกระดูกแข้ง ( tibial tuberosity ) โดยรวมกันเป็นเส้นเอ็นยึดกล้ามเนื้อควอดริเซ็บ ( quadriceps tendon ) ผ่านกระดูสะบ้าของหัวเข่า จนกลายมาเป็น เส้นเอ็นกระดูสะบ้าของหัวเข่า ( patellar ligament ) จนมายึดกับกระดูกแข้ง


เส้นประสาทควบคุมการทำงาน 

       ควบคุมโดย เส้นประสาทฟีเมอรัล ( femoral nerve ) จาก L1 , L2 , L3 , L4 


หน้าที่ 

       มีส่วนช่วยในการเดิน , วิ่ง , กระโดด , และย่อหัวเข่า กล้ามเนื้อเรกตัส ฟีเมอร์ริส ยังมีส่วนช่วยในการงอเอว ( hip flexion ) 

       กล้ามเนื้อวาสตัส มีเดียส มีส่วนสำคัญในการสร้างสมดุลให้กับกระดูสะบ้าของหัวเข่าระหว่างการย่างก้าวเพื่อการเดิน  


- END -




Deadlift ( Weightlifting )

 

Deadlift ( Weightlifting )

      ท่า Deadlift หมายถึงการออกกำลังกายด้วยการยกบาร์เบลล์ที่ใส่แผ่นน้ำหนักไว้แล้ว ขึ้นจากพื้น  /  โดยยกบาร์เบลล์ขึ้นมาจนถึงระดับสะโพก , ร่างกายท่อนบนให้ตั้งฉากกับพื้น  /  หลังจากนั้น ก็วางบาร์เบลล์กลับไปที่เดิม

       ท่า Deadlift เป็นหนึ่งในสามท่าของกีฬา Powerlifting ( สามท่าของกีฬา Powerlifting คือท่า Squat , ท่า Bench Press และท่า Deadlift ) 

ภาพรวม 

       Deadlift เป็นการยกน้ำหนักที่วางอยู่กับพื้นขึ้นมา โดยวิธีการยกนั้น จะยกขึ้นด้วยพละกำลังเพียวๆ ไม่ใช้โมเมนตัมเข้าช่วยแต่อย่างไร ( และเพราะการไม่ใช้โมเมนตัมนี่เอง น้ำหนักที่ยกนี้ จึงเป็น Dead Weight  /  และเมื่อเป็น Dead Weight ก็เลยทำให้การยก Weight นี้ ( ที่เป็น Dead Weight ) ก็เลยถูกเรียกกว่า Deadlft )

       รูปแบบของการทำ Deadlift ก็คือการออกกำลังที่จะมีจังหวะที่ยกลูกน้ำหนัก ( หมายถึงบาร์เบลล์ ) ขึ้น และจังหวะที่ลดลูกน้ำหนักลง

       เมื่อพูดถึงคำศัพท์ว่า Deadlift นั้น จะมีความหลากหลาย ไม่ได้ตายตัวว่าถ้าพูดว่า Deadlift จะต้องทำอย่างนี้ อย่างนั้น แต่อย่างใด  /  ยกตัวอย่างเช่น การทำท่า Sumo Deadlift ก็จะถือว่าเป็น Deadlift ท่าหนึ่ง

       แม้ว่าการออกกำลังกายท่านี้ จะใช้ "ขา" และ "สะโพก" เป็นตัวขับเคลื่อนเป็นหลัก แต่ท่านี้ ก็ถือว่าเป็นท่าสำหรับการบริหาร "กล้ามหลังส่วนล่าง" ท่าหนึ่ง 

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -  

ท่าทางในการบริหารท่านี้

ข้างล่างนี้ )

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -        

       ท่า Deadlift แบบมาตรฐานดั้งเดิมนั้ัน จะแบ่งเป็น 3 ส่วนหลักๆด้วยกัน คือ ส่วนที่ 1 - การจัดท่าทาง , ส่วนที่ 2 การดึงน้ำหนักขึ้น , ส่วนที่ 3 การตรึงร่างกายให้อยู่กับที่  


ส่วนที่ 1 - การจัดท่าทาง 

       ( ภาพบน ) เมื่อทำท่า Deadlift นั้น ผู้ยกจะต้องเกร็งกล้ามเนื้อไปที่

* * * Gluteus maximus - กลูเตียสแม็กซิมัส - กล้ามเนื้อส่วนสะโพกและก้นกบ  

* * * Gluteus minimus - กลูเตียสมินิมัส - กล้ามเนื้อส่วนสะโพก

* * * Biceps Femoris - ไบเซพส์ ฟีมอริส - กล้ามต้นขาด้านหลังหัวนอก

* * * Semitendinosus - เซมิเทนดิโนซัส - กล้ามต้นขาด้านหลังหัวใน

* * * Semimembranosus - เซมิเมมเบรโนซัส - กล้ามต้นขาด้านหลังหัวกลาง 


       จากนั้น ก็ทำให้กระดูกสันหลังส่วนบั้นเอว ( Lumbar ) เป็น "แนวตรง" กับกระดูกสันหลัง ( Spine ) โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้กระดูกสันหลังมีความเสถียร ( เพื่อพร้อมที่จะทำท่า Deadlift นี้ )

       - ให้อยู่ด้านหลังบาร์ โดบบาร์เบลล์อยู่ใกล้ๆ "เกือบ" สัมผัสกับหน้าแข้งของเรา


       - มือทั้งสองข้างที่จับบาร์เบลล์อยู่นั้น ให้จับอยู่ด้านนอกของขา ตลอดเวลาที่ทำท่านี้


       - เกร็งไปที่ สะโพกและหัวเข่า และให้มีความรู้สึกว่าน้ำหนักทั้งหมดกดลงไปที่ส้นเท้า  ( แต่เท้าก็ยังวางแบนราบไปกับพื้น เต็มทั้งฝ่าเท้า ) 


       - รักษาแนวกระดูกสันหลังให้ตรง  /  ระวังอย่าให้หัวเข่าเคลื่อนที่ไปข้างหน้าจนเลยนิ้วเท้า 

ส่วนที่ 2 - การเคลื่อนที่ในขณะที่ทำท่า Deadlift  

       ( ภาพบน ) หลังจากจัดท่าทาง ( ในส่วนที่ 1 ) เรียบร้อยแล้ว ในส่วนถัดไปก็คือการใช้พละกำลังทั้งหมด "กดส้นเท้า" ลงไปที่พื้นพร้อมทั้งดันสะโพกไปข้างหน้า แต่ต้องรักษาแนวกระดูกสันหลังให้ตรงอยู่ตลอดเวลา เพื่อเป็นการรักษาปลอดภัยให้ตัวเองในขณะที่เริ่มยกบาร์ขึ้นจากพื้น ไม่ทำตัวเองให้บาดเจ็บ ซึ่งถือเป็นส่วนที่สำคัญที่สุด และยากที่สุดของการทำท่า Deadlft นี้  ( หมายถึง การทำตัวเองให้ปลอดภัย ด้วยการรักษาแนวของกระดูกสันหลังให้ตรง เป็นส่วนที่สำคัญที่สุด และยากที่สุด ทันทีที่เริ่มยกบาร์ขึ้นจากพื้น )

* * * ก่อนจะเริ่มยกบาร์เบลล์ขึ้นจากพื้นนั้น ให้หายใจเข้าให้ลึกๆแล้ว "กลั้น" ลมหายใจไว้ จนกระทั่งยกบาร์เบลล์ขึ้นมายืนตรงได้สำเร็จ


* * * เกร็งกล้ามเนื้อหลังไว้ให้ "แน่น" ตลอดการเคลื่อนที่ เพื่อเป็นการรักษาความปลอดภัยให้กับหลัง


* * * ยกบาร์ขึ้นจากพื้นพร้อมกับดัน Hip ไปด้านหน้า จากนั้นก็ยืดตัวขึ้นจนยืนกระทั่งยืนตรง



ส่วนที่ 3 - ล็อคร่างกายให้อยู่กับที่ 

       การจบท่า Deadlft ถือว่าเป็นส่วนที่สำคัญมาก  /  การจบท่า Deadlift คือ การใช้พละกำลัง ดัน Hip ไปด้านหน้า จนกระทั่ง กระดูกสันหลัง ตั้งฉากกับพื้น โดยมี กระดูกสันหลังส่วนบั้นเอว ( Lumbar ) และกล้ามท้อง และ กลูเตียส ( Glutes ) อยู่ในแนวเดียวกันนั้นด้วย ( คือทั้งหมดที่พูดมานี้ จะต้องอยู่ในแนวตั้งฉากกับพื้นด้วย ) 

* * * การเคลื่อนที่ในขณะทำท่านี้ หลักๆคือการดัน Hip เข้าหาบาร์เบลล์


* * * การเกร็งกล้าม กลูเตียส ( Glutes ) และ กล้ามท้อง ( Rectus Abdominis ) ตลอดเวลาที่กำลังเคลื่อนที่ในท่านี้อยู่ จะทำให้ หลังส่วนล่าง ได้รับการป้องกัน ( คือทำให้หลังส่วนล่าง ไม่ได้รับบาดเจ็บ )



การวางบาร์เบลล์กลับลงไปที่พื้น

       การวางบาร์เบลล์ลงกับพื้น ให้ทำ "ย้อนกลับ" กับการเคลื่อนที่ ที่เรายกบาร์เบลล์ขึ้น ( คือมีรายละเอียดของการเคลื่อนที่ , การเกร็งกล้ามเนื้อทุกอย่างเหมือนกัน เพียงแต่กลับจังหวะกันเท่านั้น )

       และถึงแม้จะเป็นการวางบาร์เบลล์ลงกับพื้น แต่เราก็ต้องระมัดระวังในการเรื่องการเกร็งกล้ามเนื้อต่างๆด้วย ( คือให้เกร็งกล้ามเนื้อ เหมือนกับการที่กำลังยกบาร์เบลล์ขึ้นจากพื้น )

       ลดระดับหน้าอกลง ( คือก้มตัวลงไปทางด้านหน้า ) 
พร้อมกับพยายามให้บาร์เบลล์อยู่ใกล้กับหัวเข่าให้มากที่สุดตลอดเวลาที่กำลังก้มตัวลง จะเป็นท่าที่ปลอดภัยที่สุด 

- END -

Thursday, April 8, 2021

Hip - กล้ามเนื้อสะโพก

 

Hip

กล้ามเนื้อสะโพก

       ในกายวิภาคของมนุษย์ กล้ามเนื้อของข้อต่อสะโพกเป็นกล้ามเนื้อที่ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวในสะโพก นักกายวิภาคศาสตร์สมัยใหม่ส่วนใหญ่กำหนดกล้ามเนื้อเหล่านี้มี 17 มัด และอาจมีการพิจารณากล้ามเนื้อเพิ่มเติม

       กล้ามเนื้อสะโพกถูกแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม คือ กลุ่มของ Gluteal , กลุ่มของ  Adductor , กลุ่มของ Iliopsoas และ กลุ่มของ Lateral rotator


กลุ่มของ gluteal

       กล้ามเนื้อกลูเตียล หรือ กล้ามเนื้อสะโพก ( Gluteal Muscle ) เป็นกลุ่มกล้ามเนื้อที่มารวมตัวกันกลายเป็นส่วนกล้ามเนื้อก้นหรือกล้ามเนื้อสะโพกของมนุษย์ ประกอบด้วยกล้ามเนื้อ 3 มัด ได้แก่ กลูเตียสมินิมัส ( Gluteus minimus ), กลูเตียสมีเดียส ( Gluteus medius ) และ กลูเตียสแม็กซิมัส ( Gluteus maximus )

       กล้ามเนื้อกลูเตียลเป็นกลุ่มกล้ามเนื้อที่ใหญ่ที่สุดในร่างกาย มีความสำคัญมากในการงอและเหยียดข้อสะโพก ( Hip joint ) โดยอาศัยการทำงานร่วมกันของมัดกล้ามเนื้อย่อยทั้งสามมัด

กลุ่มของ Adductor 

       กลุ่มกล้ามเนื้อหุบข้อสะโพก ( Hip adductor muscle group ) อยู่บริเวณด้านในของต้นขา มีบทบาทในการเริ่มต้นการถ่ายน้ำหนัก ช่วยให้เชิงกรานอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้องและช่วยสร้างความมั่นคงแก่ร่างกายส่วนล่างตลอดช่วงของการสวิง

       หากกลุ่มกล้ามเนื้อหุบข้อสะโพก ( Hip adductor muscle group ) ขาดความยืดหยุ่นหรือทำงานหนักเกินไปจนเกิดความไม่สมดุลกับกล้ามเนื้อกางสะโพก อาจทำให้เกิดอาการปวดตึงหรือบาดเจ็บที่บริเวณสะโพก ต้นขาด้านใน หรือข้อเข่าด้านในได้

       กล้ามเนื้อ Adductor นี้ ประกอบไปด้วยกลุ่มกล้ามเนื้อชื่อ 

* * * Adductor brevis

* * * Adductor longus 

* * * Adductor magnus 

* * * Pectineus 

* * * Gracilis 

       โดยกลุ่มกล้ามเนื้อทั้งหมดที่พูดมานี้ ( คือกลุ่มของ Adductor ข้างบนนี้ ) มีจุดเริ่มมาจากหัวหน่าว ( Pubis )

กลุ่มของ Iliopsoas 

       Iliacus ( อุ้งเชิงกราน ) และ Psoas major ประกอบด้วยกลุ่ม Iliopsoas psoas major

       Psoas major เป็นกล้ามเนื้อขนาดใหญ่ที่วิ่งจากร่างกาย ตรงที่เป็นแผ่นดิสก์ของกระดูกสันหลัง L1 ถึง L5  /  แล้วมาเชื่อมต่อกับอุ้งเชิงกราน ( Iliacus ) ด้วยเส้นเอ็น  /  จากนั้นก็เชื่อมต่อกับส่วนล่างของโคนขาด้วย

       Iliacus ( อุ้งเชิงกราน ) มีต้นกำเนิดจากอุ้งเชิงกรานของไอเลียม ( ilium )


* * * ที่พูดมาทั้งหมดนี้ เรียกรวมกันว่า Iliopsoas 


กลุ่มของ Lateral rotator 

       กลุ่มนี้ประกอบไปด้วย

* * * E
xternus 

* * * Internus obturators

* * * Piriformis

* * * Superior

* * * Inferior gemelli

* * * Quadratus femoris 

       กล้ามเนื้อทั้ง 6 อัน ( ที่เห็นข้างบนนี้ ) เริ่มต้นที่ด้านล่างของ Acetabulum ของ Ilium โดยแทรกอยู่ในกล้ามเนื้อโคนขา


กล้ามเนื้อกลุ่มอื่นๆ

       ยังมีกล้ามเนื้ออื่นๆที่ไม่ได้รวมอยู่ในกล้ามเนื้อ 4 กลุ่มข้างบนนี้ ( คือไม่ได้รวมอยู่ในกลุ่มของ Gluteal , กลุ่มของ  Adductor , กลุ่มของ Iliopsoas และ กลุ่มของ Lateral rotator ) ยกตัวอย่างเช่นกล้ามเนื้อ Rectus femoris และ Sartorius

       ซึ่งกล้ามเนื้อ Rectus femoris และ Sartorius มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวในข้อต่อสะโพก

       และกล้ามเนื้อ Rectus femoris และ Sartorius นี้ ก็มีส่วนสำคัญในการเคลื่อนไหวของ หัวเข่า

       แต่โดยทั่วไป กล้ามเนื้อทั้งหมดที่พูดมานี้ ไม่จัดว่าเป็น กล้ามเนื้อสะโพก 

สะโพก - Hip

       ใน สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง กายวิภาคศาสตร์ , สะโพก ( หรือ "coxa "ในคำศัพท์ทางการแพทย์ ) หมายถึงบริเวณทางกายวิภาคหรือข้อต่อ

       บริเวณสะโพก อยู่ ด้านข้าง และ ด้านหน้า ถึง gluteal region , ต่ำกว่า ไปที่ iliac crest และวางทับ มากกว่า trochanter ของ femur หรือ "ต้นขา" ในผู้ใหญ่กระดูกเชิงกรานสามชิ้นได้หลอมรวมเป็น กระดูกสะโพก หรือ acetabulum ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของบริเวณสะโพก


ข้อต่อสะโพก เรียกทางวิทยาศาสตร์ว่า acetabulofemoral joint ( art. coxae ) คือ joint ระหว่างโคนขาและ acetabulum ของ กระดูกเชิงกราน และหน้าที่หลักของมันคือการรองรับน้ำหนักของร่างกายทั้งในท่าทางนิ่ง ( เช่นยืน ) และไดนามิก ( เช่นเดินหรือวิ่ง ) ข้อต่อสะโพกมีบทบาทที่สำคัญมากในการรักษาสมดุลและในการรักษา มุมเอียงของอุ้งเชิงกราน

       ความเจ็บปวดของสะโพก อาจเป็นผลมาจากสาเหตุหลายประการเช่นประสาทโรคข้อเสื่อมการติดเชื้อบาดแผลและพันธุกรรม 

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -  

โครงสร้าง

ข้างล่างนี้ )

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -        

      กระดูกโคนขาส่วนต้นถูกปกคลุมไปด้วยกล้ามเนื้อเป็นส่วนใหญ่ดังนั้น ที่ใหญ่กว่า มักเป็นโครงสร้างกระดูกที่เห็นได้ชัดเพียงแห่งเดียวในบริเวณสะโพก

ข้อต่อ

       ข้อสะโพกเป็นข้อต่อ

       ข้อต่อ ที่เกิดจากการประกบของส่วนหัว ที่โค้งมนของโคนขา และ acetabulum คล้ายถ้วยของกระดูกเชิงกราน เป็นการเชื่อมต่อหลักระหว่างกระดูกของแขนขาส่วนล่างกับ โครงกระดูกตามแนวแกน ของลำต้นและกระดูกเชิงกราน พื้นผิวข้อต่อทั้งสองถูกปกคลุมด้วยชั้นที่แข็งแรง แต่มีการหล่อลื่นเรียกว่า articular hyaline cartilage

       cuplike acetabulum ก่อตัวขึ้นที่การรวมกันของกระดูกเชิงกรานสามชิ้น - ilium , pubis , และ ischium แผ่นการเจริญเติบโตรูปตัว Y ที่แยกออกจากกันซึ่งเป็นกระดูกอ่อน triradiate ถูกหลอมรวมกันอย่างชัดเจนเมื่ออายุ 14-16 ปี เป็นทรงกลมชนิดพิเศษหรือ ball and socket joint โดยที่หัวกระดูกต้นขาทรงกลมโดยมากจะบรรจุอยู่ภายในอะซิตาบุลัมและมีรัศมีความโค้งเฉลี่ย 2.5 ซม. acetabulum จับลูกกระดูกต้นขาได้เกือบครึ่งด้ามจับเสริมด้วยริมฝีปาก fibrocartilaginous รูปวงแหวน acetabular labrum ซึ่งขยายข้อต่อออกไปนอกเส้นศูนย์สูตร ช่องว่างระหว่างหัวกระดูกต้นขาและอะซิตาบูลัมที่เหนือกว่าโดยปกติจะอยู่ระหว่าง 2 ถึง 7 มม

       ส่วนหัวของโคนขายึดกับเพลาโดยบริเวณคอบาง ๆ ซึ่งมักจะเกิดการแตกหักในผู้สูงอายุ ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากผลการเสื่อมของ โรคกระดูกพรุน 

       อะซิตาบูลัมมีลักษณะที่ด้อยกว่าด้านข้างและด้านหน้าในขณะที่คอกระดูกต้นขาจะชี้ไปทางเหนือกว่าอยู่ตรงกลางและเล็กน้อย ล่วงหน้า

มุมข้อต่อ

* * * มุมตามขวางของทางเข้าอะซิตาบูลาร์ ( เรียกอีกอย่างว่ามุมของชาร์ปและโดยทั่วไปเป็นมุมที่อ้างถึงโดยมุมอะซิตาบูลาร์โดยไม่มีข้อกำหนดเพิ่มเติม ) สามารถกำหนดได้โดยการวัดมุมระหว่างเส้นที่ผ่านจาก ดีกว่าขอบ acetabular ที่ด้อยกว่าและระนาบแนวนอน มุมที่โดยปกติจะวัดได้ 51 °เมื่อแรกเกิดและ 40 °ในผู้ใหญ่และมีผลต่อการครอบคลุมด้านข้างของอะซิตาบูลาร์ของหัวกระดูกต้นขาและพารามิเตอร์อื่น ๆ อีกมากมาย


* * * มุมทัลของทางเข้าอะซิตาบูลาร์คือมุมระหว่างเส้น ผ่านจากด้านหน้าไปยังขอบ acetabular ด้านหลังและระนาบทัล วัดได้ 7 °เมื่อแรกเกิดและเพิ่มขึ้นเป็น 17 °ในผู้ใหญ่ 


* * * มุมขอบตรงกลางของ Wiberg ( มุม CE ) เป็นมุมระหว่างเส้นแนวตั้งและเส้นจากกึ่งกลางของหัวกระดูกต้นขาไปยังด้านข้างมากที่สุด ส่วนหนึ่งของ acetabulum ตามที่เห็นใน anteroposteriorradiograph


* * * vertical-center-anterior margin angle ( VCA ) คือมุมที่เกิดจากเส้นแนวตั้ง ( V ) และเส้นจาก กึ่งกลางของหัวกระดูกต้นขา ( C ) และขอบด้านหน้า ( A ) ของเงาหนาแน่นของกระดูกใต้คอนดรัลด้านหลังเล็กน้อยถึงขอบด้านหน้าของอะซิตาบูลัมโดยการถ่ายภาพรังสีจากมุมเท็จนั่นคือมุมมองด้านข้างหมุน 25 องศาต่อการกลายเป็นหน้าผาก


* * * มุมกระดูกอ่อนของข้อต่อ ( มุม AC หรือที่เรียกว่าดัชนีอะซิตาบูลาร์หรือมุมฮิลเจนเรเนอร์ ) เป็นมุมที่ขนานกับโดมรับน้ำหนักนั่นคือ acetabular sourcil หรือ "หลังคา" และระนาบแนวนอนหรือเส้นที่เชื่อมต่อมุมของกระดูกอ่อนรูปสามเหลี่ยมกับอะซีตาบุลด้านข้าง ขอบ ar. ในเด็กสะโพกปกติในเด็กอายุระหว่าง 11 ถึง 24 เดือนโดยเฉลี่ยแล้วจะอยู่ที่ 20 °โดยอยู่ระหว่าง 18 °ถึง 25 ° มันจะลดลงเรื่อย ๆ ตามอายุ ค่าคัตออฟที่แนะนำ เพื่อจัดประเภทของมุมที่เพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ ได้แก่

       - 30 °ถึง 4 เดือนของอายุ 

       - 25 °ถึง 2 ปี


คอกระดูกต้นขา มุม

       มุมระหว่างแกนตามยาวของคอกระดูกต้นขาและเพลาเรียกว่ามุม caput-collum-diaphyseal หรือมุม CCD โดยปกติจะวัดได้ประมาณ 150 °ในทารกแรกเกิดและ 126 °ในผู้ใหญ่ ( coxa norma ) 

       มุมที่เล็กผิดปกติเรียกว่า coxa vara และมุมที่ใหญ่ผิดปกติเป็น coxa valga เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงรูปร่างของโคนขาโดยธรรมชาติส่งผลกระทบต่อหัวเข่า coxa valga จึงมักใช้ร่วมกับ genu varum ( bow-leggedness ) ในขณะที่ coxa vara นำไปสู่ ​​genu valgum ( Knock-knee ) 

       การเปลี่ยนแปลงรูปแบบ trabecular เนื่องจากมุม CCD ที่เปลี่ยนแปลง Coxa valga นำไปสู่การบีบอัด trabeculae มากขึ้น coxa vara ไปสู่ ​​trabeculae ที่มีความตึงเครียดมากขึ้น
การเปลี่ยนแปลงของมุม CCD เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงรูปแบบความเค้นที่ใช้กับข้อต่อสะโพก การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเช่นเกิดจากความคลาดเคลื่อนเปลี่ยนรูปแบบ trabecular ภายในกระดูก ระบบ trabecular ต่อเนื่องสองระบบที่เกิดขึ้นบนพื้นผิวใบหูของ ข้อต่อ sacroiliac คดเคี้ยวและไขว้กันผ่านกระดูกสะโพกหัวกระดูกต้นคอคอและเพลา  

* * * ในกระดูกสะโพกระบบหนึ่งเกิดขึ้นที่ส่วนบนของพื้นผิวใบหูเพื่อมาบรรจบกับพื้นผิวด้านหลังของ รอยบากที่ใหญ่กว่า จากที่ trabeculae สะท้อนไปยังส่วนที่ด้อยกว่าของ acetabulum . อีกระบบปรากฏขึ้นที่ส่วนล่างของพื้นผิวใบหูโดยมาบรรจบกันที่ระดับ เส้นกลูเทอลที่เหนือกว่า และสะท้อนด้านข้างไปยังส่วนบนของอะซิตาบูลัม 


* * * ในโคนขา ระบบแรกจัดเรียงด้วยระบบที่เกิดจากส่วนด้านข้างของกระดูกต้นขาเพื่อยืดไปยังส่วนที่ต่ำกว่าของคอและศีรษะกระดูกต้นขา ระบบอื่น ๆ จะเชื่อมต่อกับระบบในกระดูกโคนขาที่ยืดจากส่วนตรงกลางของกระดูกต้นขาไปยังส่วนที่เหนือกว่าของหัวกระดูกต้นขา


       ที่ด้านข้างของข้อต่อสะโพก พังผืด lata คือ ได้รับการเสริมสร้างเพื่อสร้าง iliotibial tract ซึ่งทำหน้าที่เป็นแถบความตึงและลดแรงดัดที่ส่วนใกล้เคียงของโคนขา


Capsule

       แคปซูลยึดติดกับสะโพก กระดูกภายนอกสะโพกอะซิตาบูลาร์ซึ่งจะยื่นเข้าไปในช่องว่าง ที่ด้านกระดูกต้นขาระยะห่างระหว่างขอบกระดูกอ่อนของศีรษะและส่วนยึดของกระดูกอ่อนที่ฐานของคอจะคงที่ซึ่งจะทำให้ส่วนนอกของคอด้านหลังกว้างกว่าทางด้านหน้า

       ความแข็งแรง แต่ข้อต่อสะโพกหลวมทำให้ข้อสะโพกมีช่วงการเคลื่อนไหวที่ใหญ่เป็นอันดับสอง ( รองจาก ไหล่ ) และยังรองรับน้ำหนักของลำตัวแขนและศีรษะ

       แคปซูลมีเส้นใยสองชุด: ตามยาวและวงกลม

* * * เส้นใยวงกลมสร้างปลอกคอรอบคอกระดูกต้นขาเรียกว่า zona orbicularis 


* * * เส้นใยเรตินาตามยาวจะเคลื่อนที่ไปตามคอและนำพาเส้นเลือด 

เส้นเอ็น

       ข้อต่อสะโพกเสริมด้วยเอ็นสี่เส้นซึ่งสามข้อเป็นส่วนนอกของแคปซูลาร์และอีกหนึ่งภายใน 

       เอ็น extracapsular คือ iliofemoral , ischiofemoral และ ligaments pubofemoral ที่ติดกับกระดูกของกระดูกเชิงกราน ( ilium , ischium และ pubis ตามลำดับ ) ทั้งสามเสริมความแข็งแรงของแคปซูลและป้องกันไม่ให้มีการเคลื่อนไหวมากเกินไปในข้อต่อ ในจำนวนนี้เอ็น iliofemoral รูปตัว Y และบิดเป็นเอ็นที่แข็งแรงที่สุดในร่างกายมนุษย์ ในตำแหน่งตั้งตรงจะป้องกันไม่ให้ลำต้นล้มไปข้างหลังโดยไม่จำเป็นต้องมีกิจกรรมของกล้ามเนื้อ ในท่านั่งมันจะผ่อนคลายจึงอนุญาตให้กระดูกเชิงกรานเอียงไปด้านหลังในท่านั่ง เอ็น iliofemoral ช่วยป้องกันไม่ให้มีการเพิ่มมากเกินไปและการหมุนภายในของสะโพก เอ็น ischiofemoral ป้องกันการหมุนตรงกลาง ( ภายใน ) ในขณะที่เอ็น pubofemoral จำกัด การลักพาตัวและการหมุนภายในของข้อต่อสะโพก zona orbicularis ซึ่งอยู่เหมือนปลอกคอรอบส่วนที่แคบที่สุดของ คอกระดูกต้นขา ถูกหุ้มด้วยเอ็นอีกอันซึ่งบางส่วนแผ่เข้ามา zona orbicularis ทำหน้าที่เหมือนรังดุมบนหัวกระดูกต้นขาและช่วยในการรักษาหน้าสัมผัสในข้อต่อ เอ็นทั้งสามจะตึงเมื่อข้อต่อยืดออกซึ่งจะทำให้ข้อต่อคงที่และลดความต้องการพลังงานของกล้ามเนื้อเมื่อยืน 

      เอ็น ภายใน เอ็น ติดอยู่กับภาวะซึมเศร้าใน acetabulum ( รอยบาก acetabular ) และการกดทับที่หัวกระดูกต้นขา ( fovea ของศีรษะ ) จะยืดเฉพาะเมื่อสะโพกหลุดจากนั้นอาจป้องกันไม่ให้มีการเคลื่อนย้ายเพิ่มเติม มันไม่สำคัญเท่าเอ็น แต่มักจะมีความสำคัญอย่างมากในฐานะท่อของหลอดเลือดแดงเล็ก ๆ ไปยังหัวของโคนขานั่นคือหลอดเลือดแดง foveal หลอดเลือดแดงนี้ไม่ได้มีอยู่ในทุกคน แต่สามารถกลายเป็นเลือดไปเลี้ยงกระดูกที่หัวของโคนขาได้เมื่อคอของโคนขาหักหรือหยุดชะงักจากการบาดเจ็บในวัยเด็ก


ปริมาณเลือด

       ข้อต่อสะโพกจะได้รับเลือดจาก medial circumflex femoral และ lateral circumflex femoral artery ซึ่งโดยปกติทั้งคู่จะเป็นแขนงของหลอดเลือดแดงส่วนลึก ของต้นขา ( profunda femoris ) แต่ก็มีหลายรูปแบบและหนึ่งหรือทั้งสองอย่างอาจเกิดขึ้นโดยตรงจาก เส้นเลือดแดง นอกจากนี้ยังมีการสนับสนุนเล็กน้อยจากหลอดเลือดแดง foveal ซึ่งเป็นเส้นเลือดเล็ก ๆ ในเอ็นของหัวของโคนขาซึ่งเป็นกิ่งก้านของ ส่วนหลังของหลอดเลือดแดง obturator ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่จะหลีกเลี่ยง avascular necrosis ของ หัวของกระดูกต้นขา เมื่อเลือดที่มาจากหลอดเลือดแดงที่อยู่ตรงกลางและด้านข้างเกิดการหยุดชะงัก ( เช่นจากการแตกหักของคอของโคนขาตามแนวของพวกเขา )

       สะโพกมี anastomoses ที่สำคัญทางกายวิภาค 2 ตัวคือ cruciate และ trochanteric anastomoses ซึ่งส่วนหลังจะให้เลือดส่วนใหญ่ไปที่หัวของโคนขา anastomoses เหล่านี้มีอยู่ระหว่างหลอดเลือดต้นขาหรือ profunda femoris และท่อ glutealWikipedia site:th.wikiarabi.org


กล้ามเนื้อและการเคลื่อนไหว

       กล้ามเนื้อสะโพกทำหน้าที่บนแกนหลักสามแกนที่ตั้งฉากกันซึ่งทั้งหมดนี้ผ่านศูนย์กลางของ หัวกระดูกต้นขา ส่งผลให้มีสาม องศาอิสระ และทิศทางหลักสามคู่: งอ และ ส่วนขยาย รอบแกนขวาง ( ซ้าย - ขวา ); การหมุนด้านข้าง และ การหมุนตรงกลาง รอบแกนตามยาว ( ตามต้นขา ) และ การลักพาตัว และ adduction รอบแกนทัล ( ไปข้างหน้า - ถอยหลัง ); และการรวมกันของการเคลื่อนไหวเหล่านี้ ( เช่น การขลิบ การเคลื่อนที่แบบผสมที่ขาอธิบายพื้นผิวของกรวยที่ผิดปกติ )

       กล้ามเนื้อสะโพกบางส่วนยังทำหน้าที่เกี่ยวกับข้อต่อกระดูกสันหลังหรือข้อเข่าด้วยโดยมีบริเวณต้นกำเนิดและ  /  หรือการแทรกที่กว้างขวางส่วนต่างๆของกล้ามเนื้อแต่ละส่วนมีส่วนร่วมในการเคลื่อนไหวที่แตกต่างกันมากและช่วงของการเคลื่อนไหวจะแตกต่างกันไปตามตำแหน่ง ของข้อต่อสะโพก นอกจากนี้ ด้อยกว่า และ กล้ามเนื้อ gemelli ที่เหนือกว่า ยังช่วย obturator internus และกล้ามเนื้อทั้งสามรวมกันเป็นกล้ามเนื้อสามหัวที่เรียกว่า triceps coxae .

       ดังนั้นการเคลื่อนไหวของข้อต่อสะโพกจึงดำเนินการโดยชุดของกล้ามเนื้อซึ่งนำเสนอในที่นี้ตามลำดับความสำคัญโดยช่วงของการเคลื่อนไหวจากตำแหน่งศูนย์องศาที่เป็นกลางที่ระบุ:

* * * ด้านข้าง หรือ ภายนอก การหมุน ( 30 ° โดยยืดสะโพกออกไป 50 ° พร้อมกับงอสะโพก ): gluteus maximus ; ควอดราตัส femoris ; obturator internus ; เส้นใยหลังของ gluteus medius และ minimus ; iliopsoas ( รวมถึง psoas major จากคอลัมน์ vertebral ); สารสกัดจากภายนอก ; adductor magnus , longus , brevis และ minimus ; piriformis ; และ ซาร์โทเรียส iliofemoral ligament ยับยั้งการหมุนด้านข้างและส่วนขยายนี่คือสาเหตุที่สะโพกสามารถหมุนไปด้านข้างได้ในระดับที่มากขึ้นเมื่อมีการงอ


* * * อยู่ตรงกลาง หรือ การหมุนภายใน ( 40 ° ): เส้นใยด้านหน้าของ gluteus medius และ minimus ; เทนเซอร์ Fasciae latae ; ส่วนของ adductor magnus สอดเข้าไปใน adductor tubercle ; และด้วยขาที่ถูกลักพาตัวไปยัง pectineus


* * * ส่วนขยาย หรือ การย้อนกลับ ( 20 ° ): gluteus maximus ( หากไม่ได้รับการปฏิบัติยืนอย่างแข็งขันจาก ท่านั่งเป็นไปไม่ได้ แต่ยืนและเดินบนพื้นผิวเรียบ ); เส้นใยหลังของ gluteus medius และ minimus ; แมกนัสโฆษณา ; และ piriformis นอกจากนี้กล้ามเนื้อต้นขาต่อไปนี้จะขยายสะโพก: semimembranosus , semitendinosus และส่วนหัวยาวของ biceps femoris ส่วนขยายสูงสุดถูกยับยั้งโดย iliofemoral ligament 


* * * Flexion หรือ anteversion ( 140 ° ): the hip flexors : iliopsoas ( with psoas ที่สำคัญจากคอลัมน์กระดูกสันหลัง ); tensor fasciae latae , pectineus , adductor longus , adductor brevis และ gracilis กล้ามเนื้อต้นขาทำหน้าที่เป็นงอสะโพก: rectus femoris และ sartorius การงอสูงสุดถูกยับยั้งโดยต้นขาสัมผัสกับหน้าอก


* * * การลักพาตัว ( 50 °โดยยืดสะโพกออก 80 °พร้อมกับสะโพกงอ ): gluteus medius ; เทนเซอร์ Fasciae latae ; gluteus maximus พร้อมกับสิ่งที่แนบมาที่ Fascia lata ; gluteus minimus ; piriformis ; และ obturator internus การลักพาตัวสูงสุดถูกยับยั้งโดยคอของโคนขาที่สัมผัสกับกระดูกเชิงกรานด้านข้าง เมื่อสะโพกงอสิ่งนี้จะชะลอการปะทะจนกว่าจะได้มุมที่มากขึ้น


* * * Adduction ( 30 °โดยที่สะโพกขยายออก 20 °พร้อมกับสะโพกที่งอ ): adductor magnus พร้อม adductor minimus ; adductor longus , adductor brevis , gluteus maximus พร้อมกับสิ่งที่แนบมาที่ gluteal tuberosity ; กราซิลิส ( ขยายไปถึงกระดูกแข้ง ); pectineus , quadratus femoris ; และ obturator externus ของกล้ามเนื้อต้นขา semitendinosus มีส่วนเกี่ยวข้องโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการกระตุ้นสะโพก การยึดเกาะสูงสุดถูกขัดขวางโดยต้นขาที่สัมผัสกัน สิ่งนี้สามารถหลีกเลี่ยงได้โดยการลักพาตัวขาตรงข้ามหรือให้ขาสลับกันงอ  /  ขยายที่สะโพกเพื่อให้เดินทางไปในระนาบที่แตกต่างกันและไม่ตัดกัน


ความสำคัญทางการแพทย์

       กระดูกสะโพกหัก คือ แตก ที่เกิดขึ้นที่ส่วนบนของโคนขา อาการต่างๆอาจรวมถึงอาการปวดรอบ ๆ สะโพกโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเคลื่อนไหวและขาสั้นลง ข้อสะโพกสามารถแทนที่ได้ด้วย เทียม ในการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพก เนื่องจากกระดูกหักหรือเจ็บป่วยเช่น โรคข้อเข่าเสื่อม อาการปวดสะโพก อาจมีได้หลายแหล่งและยังสามารถเชื่อมโยงกับ อาการปวดหลังส่วนล่าง 

พลัมฟิสซึ่มทางเพศและความสำคัญทางวัฒนธรรม

       ในมนุษย์ไม่เหมือน สัตว์อื่น ๆ กระดูกสะโพกมีความแตกต่างกันอย่างมากในสองเพศ สะโพกของมนุษย์ผู้หญิงกว้างขึ้นในช่วง วัยแรกรุ่น นอกจากนี้ femora ยังมีระยะห่างกันมากขึ้นในเพศหญิงเพื่อให้ช่องเปิดในกระดูกสะโพกกว้างขึ้นและทำให้คลอดบุตรได้ง่ายขึ้น ในที่สุด ilium และสิ่งที่แนบมาของกล้ามเนื้อจะมีรูปร่างเพื่อให้ก้นอยู่ห่างจากช่องคลอดซึ่งการหดตัวของก้นอาจทำให้ทารกเสียหายได้

       สะโพกของผู้หญิงมีความสัมพันธ์กับทั้ง การเจริญพันธุ์ และการแสดงออกทั่วไปของ เรื่องเพศ เนื่องจากสะโพกที่กว้างช่วยให้ การคลอดบุตร และยังใช้เป็นสัญญาณบ่งชี้ทางกายวิภาคของวุฒิภาวะทางเพศจึงถูกมองว่าเป็นลักษณะที่น่าดึงดูดสำหรับผู้หญิงมานานหลายพันปี

       การโพสท่าแบบคลาสสิกของผู้หญิงหลายคนใช้ในการปั้นวาดหรือถ่ายภาพเช่น Grande Odalisque เพื่อเน้นความโดดเด่นของสะโพก ในทำนองเดียวกัน แฟชั่นของผู้หญิง ในยุคต่างๆมักดึงดูดความสนใจไปที่เส้นรอบวงของสะโพกของผู้สวมใส่

- END -

Monday, April 5, 2021

Glutes

 

Glutes

กลูเตียส


กล้ามเนื้อกลูเตียล

       กล้ามเนื้อกลูเตียล หรือ กล้ามเนื้อสะโพก ( Gluteal Muscle ) เป็นกลุ่มกล้ามเนื้อที่มารวมตัวกันกลายเป็นส่วนกล้ามเนื้อก้นหรือกล้ามเนื้อสะโพกของมนุษย์ ประกอบด้วยกล้ามเนื้อ 3 มัด ได้แก่ กลูเตียสมินิมัส ( Gluteus Minimus ) , กลูเตียสมีเดียส ( Gluteus Medius ) และ กลูเตียสแม็กซิมัส ( Gluteus Maximus )


หน้าที่ของกล้ามเนื้อกลูเตียล

       กล้ามเนื้อกลูเตียลเป็นกลุ่มกล้ามเนื้อที่ใหญ่ที่สุดในร่างกาย มีความสำคัญมากในการงอและเหยียดข้อสะโพก ( hip joint ) โดยอาศัยการทำงานร่วมกันของมัดกล้ามเนื้อย่อยทั้งสามมัด 


การบริหารกล้ามเนื้อกลูเตียล

       การบริหารกล้ามเนื้อในส่วนนี้จะช่วยให้การทรงตัวดีขึ้น และช่วยรักษาสมดุลของแนวแกนกระดูกสันหลัง


ทำความรู้จัก Glutes

       Glutes เป็นกลุ่มของกล้ามเนื้อสะโพกที่ประกอบไปด้วยกล้ามเนื้อย่อย 3 มัด ได้แก่ Gluteus Maximus , Gluteus Medius และ Gluteus Minimus ถ้าเราเอื้อมมือไปจับก้นตัวเอง เราจะจับโดนมัดใหญ่สุดก็คือกล้ามเนื้อ Gluteus Maximus นั่นเอง ส่วนอีกสองมัดเล็กนั้นจะอยู่ใต้ Gluteus Maximus ลงไปอีกชั้นหนึ่ง

       ภาพรวมคร่าว ๆ ของกล้ามเนื้อกลุ่มนี้คือมันยึดเกาะอยู่ตามบริเวณต่าง ๆ ของสันของกระดูกเชิงกรานและกระดูกกระเบนเหน็บ พาดผ่านข้อต่อสะโพกแล้วไปเกาะอยู่ที่ส่วนต่าง ๆ ของหัวกระดูกต้นขา แต่ละมัดทำงานเหมือนกันบ้าง ตรงข้ามกันบ้าง แต่รวม ๆ แล้วกล้ามเนื้อกลุ่มนี้ทำงานร่วมกันเพื่อเตะขาไปด้านหลัง ( Hip Extension ) กางขาออกไปด้านข้าง ( Hip Abduction ) และหมุนต้นขาออกด้านนอก ( Hip External Rotation ) 

- END - 

Sunday, April 4, 2021

Rectus Abdominis

 

Rectus Abdominis

       กล้ามเนื้อ Rectus Abdominis หรือที่เรียกว่า "กล้ามเนื้อหน้าท้อง" เป็นกล้ามเนื้อคู่ที่เรียงอยู่ในแนวตั้ง ของผนังหน้าท้องด้านหน้าของมนุษย์ เช่นเดียวกับของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่น ๆ

       ลักษณะของกล้ามเนื้อ เป็นแนวขนานสองแนว คั่นด้วยแถบกึ่งกลางของเนื้อเยื่อที่เรียกว่า Linea Alba

       กล้ามเนื้อนี้ จะอยู่ระหว่างกระดูกซี่โครง กับกระดูกหัวหน่าว

       Rectus Abdominis เป็นกล้ามเนื้อหน้าท้องที่น่าจะเป็นที่รู้จักมากที่สุดในบรรดาทั้งหมด เพราะมันคือส่วนที่เป็น Six Pack สวย ๆ ซึ่งอยู่ด้านหน้าและอยู่ชั้นนอกสุด

       Rectus Abdominis มีหน้าที่หลักก็คือใช้ในการงอลำตัว เช่นเวลาที่เราทำ Sit Up

        กล้ามเนื้อเหล่านี้จำเป็นอย่างมากต่อการทำกิจกรรมทั่วๆไปได้อย่างปลอดภัยและไม่บาดเจ็บโดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่นักกีฬาเช่น นักยิมนาสติก นักเต้นรำ นักมวยและนักกีฬาต่อสู้ประเภทอื่นๆซึ่งต้องมีความแข็งแรงของลำตัวส่วนบนมากถึงแม้จะไม่เห็นเป็น six-pack ก็ตาม 

- END -


Saturday, April 3, 2021

Spine

 

กระดูกสันหลัง

( Spine )

      กระดูกสันหลัง ( vertebral column ) ในกายวิภาคของมนุษย์ คือกระดูกแกนของสัตว์มีกระดูกสันหลัง ตั้งแต่ส่วนต้นคอ ลงมาจนถึงส่วนก้น ภายในมีไขสันหลัง ซึ่งอยู่ในช่องไขสันหลังอีกทีหนึ่ง

      
กายวิภาคศาสตร์ของกระดูกสันหลัง

       กระดูกสันหลังนอกจากเป็นโครงสร้างแข็งแรงที่ปกป้องแกนของไขสันหลังแล้ว ยังทำหน้าที่เป็นจุดเกาะของกล้ามเนื้อของหลัง และยังเชื่อมต่อกับกะโหลกศีรษะ ( skull ) กระดูกสะบัก ( scapula ) กระดูกเชิงกราน ( pelvic bones ) และกระดูกซี่โครง ( ribs ) อีกด้วย

       กระดูกสันหลังในคนปกติจะมี 33 ชิ้น ซึ่งจะจัดจำแนกตามตำแหน่งและรูปร่างลักษณะ ได้แก่ 

1.กระดูกสันหลังส่วนคอ ( Cervical vertebrae ) ซึ่งมีจำนวน 7 ชิ้น อยู่ในช่วงลำคอ กระดูกสันหลังในส่วนนี้ทำหน้าที่เป็นจุดเกาะของกล้ามเนื้อและเอ็นที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของลำคอและศีรษะ


2.กระดูกสันหลังส่วนอก ( Thoracic vertebrae ) มีจำนวน 12 ชิ้น อยู่ในส่วนอก และมีลักษณะพิเศษคือจะมีจุดเชื่อมต่อสำหรับกระดูกซี่โครง ซึ่งเป็นโครงร่างสำคัญของช่องอก


3.กระดูกสันหลังส่วนบั้นเอว ( Lumber vertebrae ) มี 5 ชิ้น อยู่ในช่วงเอว และมีขนาดใหญ่เพื่อรองรับน้ำหนักของร่างกายท่อนบน และมีส่วนเป็นจุดเกาะของกล้ามเนื้อที่เป็นผนังทางด้านหลังของช่องท้องอีกด้วย


4.กระดูกสันหลังส่วนกระเบนเหน็บ ( Sacral vertebrae ) ซึ่งเดิมมี 5 ชิ้น แต่จะเชื่อมรวมกันเป็นชิ้นเดียว และจะต่อกับกระดูกเชิงกราน ( pelvic bone ) โดยจะมีช่องเปิด ( sacral foramina ) เพื่อเป็นทางผ่านของเส้นประสาทที่ไปยังบริเวณเชิงกรานและขา


5.กระดูกสันหลังส่วนก้นกบ ( Coccygeal vertebrae ) ซึ่งเดิมมี 4 ชิ้น ซึ่งจะเชื่อมกันเป็นกระดูกชิ้นเดียวเป็นกระดูกรูปสามเหลี่ยมที่ปลายด้านล่างสุด 


องค์ประกอบของกระดูกสันหลังหนึ่งชิ้น

       กระดูกสันหลังแต่ละชิ้น จะประกอบด้วยโครงสร้าง ช่องเปิดและแขนงของกระดูกที่ยื่นออกมาจากแนวกลาง ซึ่งได้แก่

* * * Vertebral body - เป็นแกนกลางของกระดูกสันหลังและเป็นส่วนรองรับน้ำหนัก ส่วนนี้จะติดต่อกับกระดูกสันหลังถัดไปโดยหมอนรองกระดูกสันหลัง ( intervertebral discs ) และเอ็นต่างๆ ขนาดของ vertebral body ของกระดูกสันหลังส่วนล่างจะมากกว่าส่วนบน เนื่องจากต้องรองรับน้ำหนักมากกว่า


* * * Vertebral arch - เป็นส่วนที่ยื่นออกไปจากทางด้านหลังของ body และจะประกอบกันเป็นส่วนทางด้านข้างและด้านหลังของ ช่องกระดูกสันหลัง ( vertebral foramen ) ซึ่งภายในช่องนี้จะมีไขสันหลัง ( spinal cord ) วางตัวอยู่ แต่ละ vertebral arch จะประกอบด้วยสองส่วน คือ เพดิเซล ( pedicels ) ซึ่งต่อกับ vertebral body และ ลามินี ( laminae ) ซึ่งเป็นแผ่นของกระดูกที่ยื่นต่อจากเพดิเซล แล้วมาบรรจบกันที่แนวกลางของกระดูกสันหลัง


* * * Spinous process - เป็นส่วนที่ยื่นออกมาทางด้านหลังและชี้ลงทางด้านล่างของกระดูกสันหลัง และจะเป็นจุดเกาะของกล้ามเนื้อและเอ็นต่างๆมากมาย


* * * Transverse process - เป็นส่วนที่ยื่นออกมาจากรอยต่อระหว่างเพดิเซลและลามินี และยื่นออกมาทางด้านข้างเยื้องไปทางด้านหลังเล็กน้อย และเป็นจุดต่อกับกระดูกซี่โครง ในกระดูกสันหลังส่วนอก


* * * Superior and inferior articular processes - ยื่นออกมาจากรอยต่อระหว่างเพดิเซลและลามินีของกระดูกสันหลังแต่ละชิ้น ซึ่งจะเป็นจุดที่ต่อกันระหว่างกระดูกสันหลังแต่ละชิ้นนอกจากที่บริเวณหมอนรองกระดูกสันหลัง



กระดูกสันหลังส่วนคอ ( Cervical vertebrae )  

       
ลักษณะทั่วไปของกระดูกสันหลังส่วนคอคือจะค่อนข้างเล็กและเตี้ย รูปร่างของ body เมื่อมองจากด้านบนจะออกเป็นรูปสี่เหลี่ยม ซึ่งจะเว้าทางด้านบน แต่นูนออกทางด้านล่าง vertebral foramen จะเป็นรูปสามเหลี่ยม มี spinous process ที่สั้นและแยกเป็นสองแฉก ( bifid ) ที่สำคัญคือมีช่องที่ transverse process ที่เรียกว่า ฟอราเมน ทรานส์เวอร์สซาเรียม ( foramen transversarium ) ซึ่งภายในเป็นที่อยู่ของหลอดเลือดแดงเวอร์ทีบรัล ( Vertebral artery ) ซึ่งนำเลือดขึ้นไปเลี้ยงบริเวณก้านสมองและไขสันหลัง กระดูกสันหลังส่วนคอที่มีลักษณะเฉพาะคือชิ้นแรกและชิ้นที่สอง ซึ่งเรียกว่า แอตลาส ( atlas ) และแอกซิส ( axis ) ตามลำดับ

* * * กระดูกสันหลังส่วนคอชิ้นแรก ( First cervical vertebra ) หรือแอตลาส ( Atlas ) เป็นกระดูกสันหลังที่ต่อกับกะโหลกศีรษะโดยตรง ลักษณะที่สำคัญคือจะไม่มีส่วนของ body แต่ตรงกลางจะเป็นช่องเปิดใหญ่ที่ล้อมรอบด้วยแนวกระดูกโค้งทั้งทางด้านข้าง ด้านหน้าและด้านหลังที่บริเวณผนังด้านข้างของช่องนี้ทางด้านบนจะเป็นจุดต่อกับปุ่มท้ายทอย ( occipital condyle ) ของกะโหลกศีรษะโดยข้อต่อท้ายทอย ( atlanto-occipital joint ) ขณที่ส่วนด้านล่างจะต่อกับ superior articular process ของกระดูกสันหลังส่วนคอชิ้นที่สอง ที่แนวกระดูกโค้งทางด้านหน้าจะเป็นพื้นผิวข้อต่อสำหรับเดือยที่เรียกว่า เดนส์ ( dens ) ซึ่งยื่นขึ้นมาจาก body ของกระดูกสันหลังส่วนคอชิ้นที่สอง และจะถูกตรึงไว้กับที่ด้วยเอ็นแนวขวาง ( transverse ligaments of atlas ) ซึ่งอยู่ทางด้านหลัง โครงสร้างนี้ทำหน้าที่คล้ายเดือยที่ทำให้แอตลาสสามารถหมุนได้ในระดับหนึ่ง ส่วน transverse processes ของกระดูกสันหลังส่วนคอชิ้นแรกนี้จะยื่นออกไปทางด้านข้างมากเป็นพิเศษ ซึ่งจุดนี้จะเป็นจุดเกาะของกล้ามเนื้อต่างๆที่ช่วยในการเคลื่อนไหวของข้อต่อระหว่างกระดูกแอตลาสกับแอกซิส ( Atlanto-axial joint )

* * * กระดูกสันหลังส่วนคอชิ้นที่สอง ( Second cervical vertebra ) หรือแอกซิส ( Axis ) จะมีลักษณะที่สำคัญคือ dens ที่ยื่นขึ้นไปด้านบน นอกจากนี้ที่บริเวณด้านข้างเยื้องไปทางด้านบนเล็กน้อยของ dens จะมีรอยบุ๋มเล็กๆทั้งสองด้าน ซึ่งเป็นจุดเกาะของเอ็น alar ligaments ซึ่งเชื่อมระหว่าง dens กับ occipital condyle และป้องกันการหมุนที่มากเกินไประหว่างศีรษะและกระดูกสันหลังส่วนคอ

กระดูกสันหลังส่วนอก ( Thoracic vertebrae )

       กระดูกสันหลังส่วนอกทั้ง 12 ชิ้นจะมีลักษณะเด่นคือรอยต่อกับกระดูกซี่โครง ( costal facets ) ที่แต่ละข้างของ vertebral body เพื่อติดต่อกับปลายส่วนหัวของกระดูกซี่โครง นอกจากนี้บน transverse process ยังมีรอยต่อทางด้านข้าง ( transverse costal facets ) เพื่อต่อกับส่วนปุ่มของกระดูกซี่โครง ( tubercle of rib )


กระดูกสันหลังส่วนบั้นเอว ( Lumbar vertebrae ) 

       กระดูกสันหลังส่วนเอวทั้ง 5 ชิ้นจะมีขนาดใหญ่กว่าส่วนอื่น และมี transverse processes ที่บางและยาว ยกเว้นกระดูกสันหลังส่วนบั้นเอวชิ้นที่5 ซึ่งจะมีขนาดใหญ่เพื่อเป็นจุดเกาะของเอ็นที่ยึดระหว่างกระดูกสันหลังส่วนเอวกับกระดูกเชิงกราน ( ileolumbar ligaments ) ซึ่งเชื่อมระหว่างกระดูกสันหลังชิ้นนี้กับกระดูกเชิงกราน


กระดูกสันหลังส่วนกระเบนเหน็บ ( Sacral vertebrae ) และส่วนก้นกบ ( Coccyx )

       กระดูกสันหลังส่วนกระเบนเหน็บเป็นกระดูกห้าชิ้นที่เชื่อมรวมกันเป็นชิ้นเดียว และมีปลายชี้ไปทางด้านล่าง ลักษณะของกระดูกชิ้นนี้จะเว้าทางด้านหน้าและนูนออกไปทางด้านหลัง ทางด้านบนจะมีรอยต่อขนาดใหญ่กับกระดูกสันหลังส่วนบั้นเอวชิ้นที่ 5 ส่วนด้านล่างจะต่อกับกระดูกสันหลังส่วนก้นกบ ที่ด้านข้างรอยต่อรูปตัว L ขนาดใหญ่เพื่อต่อกับกระดูกเชิงกราน พื้นผิวทั้งด้านหน้าและด้านหลังจะมีช่องเปิดอยู่ด้านละ 4 คู่ ซึ่งคือ posterior and anterior sacral foramina ซึ่งเป็นทางออกของแขนงเส้นประสาทจากไขสันหลังที่ออกไปสู่บริเวณเชิงกรานและขา สำหรับกระดูกสันหลังส่วนก้นกบ ( Coccyx ) จะอยู่ด้านล่างสุดของกระดูกสันหลัง เป็นกระดูกเล็กๆรูปสามเหลี่ยม และไม่มีทั้ง vertebral arch และ vertebral canal


ช่องเปิดระหว่างกระดูกสันหลัง ( Intervertebral foramina ) 

       ช่องเปิดระหว่างกระดูกสันหลัง ( Intervertebral foramina ) นี้เป็นช่องที่อยู่ทางด้านข้างระหว่างรอยต่อของกระดูกสันหลังสองชิ้นที่อยู่ติดกัน และเป็นทางผ่านของเส้นประสาทไขสันหลัง ( spinal nerves ) และหลอดเลือดต่างๆที่ผ่านเข้าออกช่องภายในกระดูกสันหลังและบริเวณไขสันหลัง และเนื่องจากขอบเขตของช่องส่วนใหญ่เป็นกระดูกและเอ็น ดังนั้นความผิดปกติของโครงสร้างโดยรอบช่องเปิดนี้ รวมถึงกล้ามเนื้อและข้อต่อ จะส่งผลต่อหลอดเลือดเส้นประสาทที่ผ่านช่องนี้ด้วย  


- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -     

โรคและความผิดปกติของกระดูกสันหลัง

ข้างล่างนี้ )

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -     

      เนื่องจากกระดูกสันหลังเป็นโครงสร้างที่เป็นแกนกลางของลำตัว และยังเกี่ยวข้องกับระบบกล้ามเนื้อและระบบประสาท ความผิดปกติหรือโรคที่เกิดขึ้นกับกระดูกสันหลังจึงมีความสำคัญในทางการแพทย์อย่างมาก ความผิดปกตินี้อาจเป็นมาแต่กำเนิด หรืออาจเกิดจากความผิดปกติของกล้ามเนื้อและกระดูก หรืออาจเกิดจากอุบัติเหตุ ตัวอย่างของความผิดปกติของกระดูกสันหลังได้แก่

1.สไปนา ไบฟิดา ( Spina bifida ) เป็นความผิดปกติที่มักเป็นมาแต่กำเนิด ซึ่งเกิดขึ้นจากแนวโค้งของ vertebral arches ทั้งสองด้านไม่เชื่อมต่อกันระหว่างการเจริญในครรภ์ ซึ่งมักจะเป็นที่กระดูกสันหลังส่วนล่าง ผลคือทำให้ช่องภายในกระดูกสันหลังเปิดออกมา Spina bifida ที่พบโดยทั่วไปมีสองแบบ แบบที่พบได้บ่อยที่สุดคือแบบที่ไม่ร้ายแรง หรือ Spina bifida occulta โดยจะมีความผิดปกติที่ vertebral arches ของกระดูกสันหลังส่วนบั้นเอวชิ้นที่ 5 ถึงส่วนกระดูกสันหลังส่วนกระเบนเหน็บ ทั่วไปมักจะไม่มีอาการหรือความผิดปกติที่เด่นชัด หรืออาจมีแค่กระจุกของเส้นผมที่อยู่เหนือ spinous process ที่ผิดปกติเท่านั้น ส่วน Spina bifida ชนิดที่รุนแรงกว่าคือแบบที่มีความผิดปกติของแนวกระดูกสันหลังทางด้านหลังที่รอยต่อระหว่างกระดูกสันหลังส่วนบั้นเอวกับส่วนกระเบนเหน็บ ซึ่งจะทำให้มีถุงของ meninges ยื่นออกมาด้านนอก โดยในถุงนี้อาจมีน้ำเลี้ยงสมองและไขสันหลัง ( cerebrospinal fluid ) ซึ่งจะเรียกว่า เมนินโกซีล ( meningocele ) หรืออาจมีบางส่วนของไขสันหลังหลุดออกมาด้วย ซึ่งจะเรียกว่า ไมอีโลเมนินโกซีล ( myelomeningocele ) ซึ่งในกรณีนี้มักจะมีอาการความผิดปกติของระบบประสาทร่วมด้วย เช่นความผิดปกติในการเดิน หรือการควบคุมการปัสสาวะ


2.กระดูกสันหลังคด ( Scoliosis ) เป็นภาวะที่กระดูกสันหลังมีความโค้งในแนวซ้ายขวาที่ผิดปกติ นอกจากนี้อาจมีการบิดหรือหมุนออกไปจากแนวเดิมของกระดูกสันหลังอีกด้วย ภาวะกระดูกสันหลังคดที่พบได้บ่อยที่สุดคือแบบ idiopathic scoliosis ซึ่งไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด โดยจะไม่พบในช่วงแรกเกิด แต่จะเกิดขึ้นในวัยเด็กหรือวัยรุ่น นอกจากนี้ส่วนโครงสร้างของกระดูกสันหลัง เช่นส่วนของ bodies, เพดิเซล หรือลามินี ก็ไม่พบความผิดปกติใดๆ ในกรณีที่พบกระดูกสันหลังคดตั้งแต่กำเนิด จะเรียกว่า congenital scoliosis ซึ่งจะมีสาเหตุมาจากความผิดปกติระหว่างการเจริญ และยังพบว่ากลุ่มนี้จะมีความผิดปกติของผนังช่องอก หัวใจ รวมทั้งระบบขับถ่ายและระบบสืบพันธุ์ ดังนั้นผู้ป่วยในกลุ่มนี้จึงต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากผู้เชี่ยวชาญ ภาวะกระดูกสันหลังคดยังสามารถพบเป็นภาวะแทรกซ้อนจากโรคทางระบบประสาท เช่นโรคโปลิโอ (  poliomyelitis ) อีกด้วย ซึ่งจะเรียกกลุ่มนี้ว่า neuropathic scoliosis ภาวะกระดูกสันหลังคดอีกประเภทที่พบได้ไม่มาก แต่มีความสำคัญคือกระดูกสันหลังคดเนื่องจากความผิดปกติของกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะที่เกิดจากโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ( muscular dystrophy ) เนื่องจากกล้ามเนื้อบริเวณหลังไม่สามารถยึดกระดูกสันหลังไว้ได้ กระดูกสันหลังจึงคด โรคอื่นๆที่สามารถทำให้เกิด scoliosis ได้เช่นกัน คือเนื้องอกของกระดูก เนื้องอกของไขสันหลัง และอาการหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน


3.หลังค่อม ( Kyphosis ) เป็นความผิดปกติของความโค้งในกระดูกสันหลังส่วนอก ทำให้เกิดภาวะหลังค่อม อาการนี้มักเป็นอาการแทรกซ้อนของโรคอื่น โดยเฉพาะวัณโรค ( tuberculosis ) ที่มีการแพร่กระจายของเชื้อเข้าไปในกระดูกสันหลัง ทำให้กระดูกสันหลังที่ติดเชื้อเกิดการงอลงมา ซึ่งเรียกภาวะนี้ว่า gibbus deformity ซึ่งเป็นภาวะที่พบได้มากในช่วงที่ก่อนจะมีการใช้ยารักษาวัณโรค


4.การแตกหักของกระดูกสันหลัง ( Vertebral fractures ) การแตกหักของกระดูกสันหลังสามารถเกิดขึ้นได้ทุกส่วน แต่ความร้ายแรงของอาการที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจากการแตกหักเท่านั้น แต่เกิดจากความเสียหายที่เกิดกับโครงสร้างภายในช่องภายในกระดูกสันหลังและเนื้อเยื่อโดยรอบ ในกระดูกสันหลังส่วนคอ แม้ว่าจะมีเอ็นต่างๆจำนวนมากเพื่อเพิ่มเสถียรภาพของโครงสร้าง แต่หากเกิดการบาดเจ็บรุนแรงจะสามารถทำลายความเสถียรของกระดูกสันหลังส่วนนี้ได้ โอกาสที่จะเกิดการบาดเจ็บของไขสันหลังจะมีได้สูง และอาการที่เกิดขึ้นจากการบาดเจ็บที่ส่วนนี้ ได้แก่อัมพาตทั้งแขนและขา ( quadriplegia ) รวมทั้งอาจเกิดความล้มเหลวของระบบหายใจ เนื่องจากความเสียหายของไขสันหลังส่วนคอและเส้นประสาทไขสันหลังส่วนคอคู่ที่ 3 ถึง 5 ซึ่งมีแขนงประสาทที่ไปควบคุมกะบังลม ( phrenic nerve ) แม้แต่การบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยของกระดูกสันหลังส่วนคอนี้ก็อาจส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของแขนและขา รวมทั้งการหายใจก็จะติดขัดได้ง่าย ส่วนการบาดเจ็บของกระดูกสันหลังส่วนบั้นเอว นั้นพบได้ไม่มากนัก แต่หากเกิดขึ้น มักจะเกิดจากแรงจำนวนมาก เช่นการกระแทกอย่างรุนแรงในกรณีของอุบัติเหตุหรือการบาดเจ็บระหว่างการเล่นกีฬา ซึ่งอาจต้องตรวจอวัยวะภายในช่องท้องและกระดูกอื่นๆ เพื่อตรวจหาความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับอวัยวะโดยรอบ


5.กระดูกทับเส้น ( Herniated disc ) มักจะมีสาเหตุที่เกิดจากการที่ส่วนหนึ่งของไขสันหลังไปสัมผัสกับส่วนหนึ่งของเส้นประสาท ส่งผลให้เกิดอาการปวดหลัง ปวดเอว ต้นขาและอาจจะมีการลามไปจนกระทั่งถึงส่วนของเท้าและบริเวณนิ้วเท้า ในรายที่มีอาการหนักจะมีอาการอ่อนแรงของเท้าเข้ามาประกอบด้วยเพราะว่ากล้ามเนื้อที่ได้รับการดูแลจากเส้นประสาทนั้นถูกกดทับอยู่ เป็นโรคที่พบได้บ่อยในวัยทำงาน สาเหตุโดยส่วนใหญ่ของโรคกระดูกทับเส้นนั้นสามารถที่จะสรุปออกมาเป็นประเด็นได้ดังนี้ การสึกกร่อนตามอายุการใช้งาน เมื่อมีอายุที่เพิ่มมากขึ้นร่างกายจะเกิดการสึกไป, พฤติกรรมการยกของหนักเป็นประจำ, การนั่งผิดท่าหรือการนั่งทำงานเป็นเวลานานๆ และพฤติกรรมเสี่ยงอื่นๆ ตัวอย่างเช่น การสูบบุหรี่  

- END - 

Tuesday, March 30, 2021

Gluteus minimus

 

Gluteus minimus 

กลูเตียสมินิมัส

กล้ามเนื้อส่วนสะโพก

กลูเตียสมินิมัส

       Gluteus minimus - กลูเตียสมินิมัส - เป็นกล้ามเนื้อสะโพกหรือกล้ามเนื้อกลูเตียลมัดที่เล็กที่สุดจากทั้ง 3 มัด โดยอยู่ใต้กล้ามเนื้อกลูเตียสมีเดียส ( Gluteus medius ) 

       กล้ามเนื้อมัดนี้มีจุดเริ่มอยู่ที่ผิวด้านนอกของกระดูกเชิงกรานตรงบริเวณที่เรียกว่า ilium ระหว่างด้านหลังและด้านหน้าของเส้นแนวกลูเตียล ( gluteal lines ) และมีเส้นประสาทกล้ามเนื้อสะโพกด้านบน ( superior gluteal nerve ) มาเลี้ยง 


หน้าที่

       กล้ามเนื้อกลูเตียสมินิมัสทำงานร่วมกับสะโพกเพื่อรักษาเสถียรภาพของกระดูกเชิงกรานเพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อกลูเตียสแม็กซิมัสเคลื่อนไหวข้อต่อสะโพกได้ เช่นการเหยียดออก การงอเข้า และการหมุน ซึ่งเราไม่สามารถแยกการทำงานของกล้ามเนื้อแต่ละมัดออกจากกันได้เนื่องจากกล้ามเนื้อนั้นมีการเชื่อมต่อกับกล้ามเนื้อสะโพกโดยอาศัยเส้นประสาทและเนื้อเยื่อเกี่ยวพันต่างๆ

- END - 

Gluteus maximus

 

Gluteus maximus

กลูเตียสแม็กซิมัส

กล้ามเนื้อส่วนสะโพกและก้นกบ 

        Gluteus maximus - กลูเตียสแม็กซิมัส - เป็นกล้ามเนื้อมัดใหญ่ และหน้าที่สุดของส่วนสะโพก มีจุดเกาะที่ Ilium และ Sacrum ของกระดูกเชิงกราน แล้วไปเกาะยังกระดูกต้นขา ทำหน้าที่เหยียดขา กางต้นขา หมุนต้นขา ไปทางด้านข้าง


- END -  

Sunday, March 28, 2021

Clean and Jerk

 

Clean and Jerk

      ท่า Clean and Jerk ประกอบด้วยท่าหลัก 2 ท่าด้วยกัน คือ

       1.ท่า Clean - คือการบกบาร์เบลล์ขึ้นจากพื้น แล้วเอาบาร์เบลล์นั้นไปอยู่ที่ระดับของหัวไหล่ "แต่" จะไม่มีการค้างจังหวะด้วยการวางบาร์เบลล์ไว้ที่กระดูกไหปลาร้าแต่อย่างใด  คือนักกีฬา จะต้องทำท่าต่อไปโดยทันทีคือ .... ( อันดับ 2 ) 


       2.ท่า Jerk - นักกีฬาจะยกบาร์เบลล์ขึ้นไปเหนือศีรษะทันที โดยยกบาร์เบลล์ขึ้นไปจนสุดแขน และเมื่อสิ้นสุดการทำท่านี้แล้ว นักกีฬาจะต้องยืนนิ่ง โดยแขนทั้งสองข้าง ชูบาร์เบลล์อยู่เหนือศีรษะ แขนเหยียดจนสุด ส่วนเท้าทั้งสองข้าง ก็จะต้องอยู่ในแนวเส้นตรง ( ระนาบในแนวดิ่ง ) กับลำตัว และบาร์เบลล์ 


       ท่า Clean and Jerk จะใช้ในการแข่งขัน Weightlifting โดยทำร่วมกับท่า Snatch  

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -  
   
1.ท่า Clean ( อธิบายเพิ่มเติม )

ข้างล่างนี้ )

      นักกีฬาจะย่อตัวลงจับบาร์เบลล์ โดยทำมือเหมือนขอเกี่ยว มือทั้งสองข้างจับบาร์เบลล์ที่ด้านนอกของขา

       ยกบาร์เบลล์มาตรงที่บริเวณหัวเข่า จากนั้นให้ยกบาร์เบลล์ขึ้นอย่างแรงและเร็ว ( ระเบิดจังหวะ ) โดยยกบาร์เบลล์มาวางอยู่ที่บริเวณหน้าคอ และหัวไหล่  /  และย่อขาลงเพื่อเป็นการทำจังหวะให้รองรับการวางบาร์เบลล์ที่หน้าคอ และหัวไหล่ 

       เพื่อจะทำท่านี้ให้เสร็จสมบูรณ์ นักกีฬาจะต้องเหยียดขาทั้งสองข้างขึ้นให้ตรง ( ซึ่งตอนแรก นักกีฬาย่อขาลง เพื่อทำจังหวะให้รองรับการวางเบาร์เบลล์ที่หัวไหล่ ) "พร้อม" กับการดันบาร์ขึ้นจากหัวไหล่เล็กน้อย โดยมีจุดประสงค์ ( ในการดันบาร์ขึ้นจากหัวไหล่เล็กน้อย ) นั้น ก็เพื่อจะทำให้ "ร่างกายท่อนบน" อยู่ในแนวตั้งฉากกับพื้น  

       ในขณะที่ "ร่างกายท่อนบน" กำลังจะอยู่ในแนวตั้งฉากกับพื้นนั้น นักกีฬามักจะขยับมือทั้งสองข้าง ( จากที่จับในตำแหน่งเดิม ) ให้กว้างออกไปเล็กน้อย  และขยับเท่าทั้งสองข้างให้แคบเข้ามาเล็กน้อย เพื่อเป็นการทรงตัว โดยทั้งหมดที่ทำมานี้ ก็คือการทำตัวให้พร้อมที่จะเข้าสู่
จังหวะ Jerk ในลำดับต่อไป ( ข้างล่างนี้ ... ) 

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -  

2.ท่า Jerk ( อธิบายเพิ่มเติม )

ข้างล่างนี้ )

      การทำท่า Jerk จะเริ่มจากตำแหน่งสุดท้ายของท่า Clean  ซึ่งจังหวะสุดท้าย ( ของท่า Clean ) นั้น ก็คือการวางบาร์ไว้ที่หน้าคอและหัวไหล่ของนักกีฬา 

       นักกีฬาจะย่อตัวลงประมาณ 2 - 3 นิ้วด้วยการงอเข่า โดยหลังจะตั้งฉากกับพื้น

       จากนั้นให้ดันบาร์เบลล์ออกจากหัวไหล่อย่างรวดเร็ว พร้อมกับการเหยียดหัวเข่าให้ตรง ( ทั้งหมดนี้ ทำในจังหวะเดียวกัน )

       ดันบาร์เบลล์ขึ้นไปเหนือศีรษะ จนกระทั้งเหยียดแขนทั้งสองข้างจนสุด 

       เมื่อทำท่านี้เสร็จสมบูรณ์แล้ว แขนจะเหนียดสุด ส่วนเท้าทั้งสองข้าง ก็จะต้องอยู่ในแนวเส้นตรง ( ระนาบในแนวดิ่ง ) กับลำตัว และบาร์เบลล์    

ภาพบน ) สถิติโลกของนักกีฬาชาย


ภาพบน ) สถิติโลกของนักกีฬาหญิง

      ข้อมูล สถิติโลกของนักกีฬาชายและนักกีฬาหญิง 2 อันข้างบนนี้ คือสถิติโลกอย่างเป็นทางการสำหรับการทำ Clean and Jerk ในประเภทชาย 109 กก. ขึ้นไป โดยน้ำหนักสูงสุดที่เคยยกได้ในท่านี้คือ 266 กิโลกรัม ( 586 ปอนด์ ) ในปี พ.ศ.2531 ( ค.ศ.1988 ) โดย Leonid Taranenko แห่งสหภาพโซเวียต

       แต่ต่อมาภายหลัง สถิตินี้ไม่ถือว่าเป็นสถิติโลกอีกต่อไป เพราะสหพันธ์ยกน้ำหนักนานาชาติได้ปรับโครงสร้างของคลาสน้ำหนักในปี พ.ศ.2536 ( ค.ศ.1993 ) , พ.ศ.2541 ( ค.ศ.1998 ) , พ.ศ.2561 ( ค.ศ.2018 )

- END -

Saturday, March 27, 2021

Snatch ( weightlifting )

 

Snatch ( weightlifting )

      ท่า Snatch เป็นหนึ่งในสองท่าที่ใช้ในการแข่งขันยกน้ำหนักแบบ Weightlifting  ( หรือที่เรียกแบบเต็มว่า Olympic weightlifting ) ( ส่วนที่เหลืออีกท่าหนึ่งคือท่า Clean and Jerk )

       ท่า Snatch คือการยกบาร์เบลล์ขึ้นจากพื้นแล้วชูขึ้นเหนือศีรษะ โดยใช้การเคลื่อนไหวต่อเนื่องเพียงครั้งเดียว 

       ท่า Snatch มีอยู่ 4 รูปแบบหลักๆ คือ

       1.Squat Snatch ( หรือ Full Snatch )

       2.Split Snatch

       3.Power Snatch

       4.Muscle Snatch


* * * ท่า Squat Snatch และท่า Split Snatch จะใช้สำหรับการแข่งขัน 


* * * ท่า Power Snatch และท่า Muscle Snatch เป็นท่าที่ใช้ในการฝึก

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -  

ท่า Squat Snatch

ข้างล่างนี้ )

       ในการทำท่า Squat Snatch นั้น ผู้ยกจะยกบาร์ให้สูงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้และดึงตัวเองเข้าไปข้างใต้บาร์เบลล์ โดยพยายามทำให้แขนตรงเพื่อรองรับบาร์ที่อยู่เหนือศีรษะ  จากนั้นก็ยืดตัวเพื่อให้ยืนขึ้นมาอย่างเต็มที่

       โดยในตำแหน่งสุดท้ายที่จะทำการนับคะแนนให้ ก็คือการที่ผู้เข้าแข่งขันยืดตัวขึ้นยืนได้ตรงที่สุด แขนเทั้งสองข้างเหยียดจนสุด 

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -     

ท่า Split Snatch

ข้างล่างนี้ )

       ในการยกท่านี้ ผู้ยกน้ำหนักจะยกบาร์ให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ และดึงตัวเองเข้าไปใต้บาร์ ( คล้ายๆกับการยกในท่า Squat Snatch ) เพียงแต่ในการยกท่านี้ ผู้ยกจะ "แยก" ขาของเขา โดยเอาเท้าข้างหนึ่งไว้ข้างหน้า และเท้าอีกข้างหนึ่งไว้ข้างหลัง 

       ท่านี้ ในตอนแรกที่ยกบาร์ขึ้นจากพื้นนั้น ตัวเองจะได้รับบาร์ที่ต่ำกว่าในการท่าท่า Squat Snatch 

       การยกในท่านี้ ได้รับความนิยม "น้อยลง" ในขณะที่การยกในท่า Squat Snatch ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีนักยกบางคนที่ยังยกในท่านี้อยู่บ้างเป็นบางโอกาส 

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -     

 ท่า Power Snatch

ข้างล่างนี้ )

      ในการยกท่านี้ ผู้ยกจะยกบาร์เบลให้สูงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และรับบาร์ที่อยู่เหนือศีรษะด้วยการงอเข่าและสะโพกเพียงเล็กน้อย

       จากนั้นก็ยืดตัวให้ยืนขึ้น โดยบาร์ยังอยู่เหนือศีรษะอยู่อย่างนั้น 

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -     

ท่า Muscle Snatch

ข้างล่างนี้ )
  
      ท่า Muscle Snatch นี้ เป็นการยกบาร์ ขึ้นไปเหนือศีรษะในจังหวะเดียวเลย โดยล็อคแขนทั้งสองข้างไว้ ( ไม่มีการมาพักบาร์ที่หัวไหล่ก่อน )

       เมื่อยกบาร์ขึ้นมาแล้วก็ยืดสะโพกและเข่าให้ตรงจนสุด

ภาพบน สถิติโลกของนักกีฬาชาย




ภาพบน ) สถิติโลกของนักกีฬาหญิง 

       ท่า Snatch ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการฝึกนักกีฬาในกีฬาประเภทต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับนักกีฬาในกีฬาที่ต้องมีการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างเต็มพลังเช่น การขว้างค้อน ขว้างจักร ในกีฬาประเภทลาน และ การวิ่งแบบ Sprint ในกีฬาประเภทลู่ รวมไปถึงกีฬาประเภทที่ต้องกระโดดทั้งหลาย

       การฝึกท่า Snatch เป็นการฝึกให้มีการยืดกล้ามเข่าและสะโพกพร้อมกัน เป็นการเลียนแบบจังหวะการเคลื่อนที่ของร่างกายในกีฬาที่พูดมาก่อนหน้านี้ ( ข้างค้อน , จักร , การวิ่งแบบ Sprint และการกระโดด )

       การทำท่า Snatch จะมีความเร็วเฉลี่ย 1.52–1.67 เมตร / วินาที 

- END -   

Tuesday, March 23, 2021

Mr.Olympia - หน้า 2 -

 

- หน้า 2 ( หน้าสุดท้าย ) -

 1  <  2


ดอเรียน  เยตส์  /  Dorian Yates

มิสเตอร์โอลิมเปีย พ.ศ.2535 - 2540  /  ค.ศ.1992 - 1997


ข้างล่างนี้ )

ชื่อ : ดอเรียน เยตส์  ( Dorian Yates )

วันเดือนปีที่เกิด
 : 19 เมษายน พ.ศ.2505  /  April 19, 1962

อายุ ขณะที่ได้เป็นมิสเตอร์โอลิมเปีย : 30 ปี , 31 ปี , 32 ปี , 33 ปี , 34 ปี และ 35 ปี

ความสูง : 179 เซนติเมตร  /  5 ฟุต 10-1/2 นิ้ว 

สัดส่วน : ต้นแขน 21 นิ้ว ( 54 ซม. ) / หน้าอก 58 นิ้ว ( 148 ซม. ) / เอว 34 นิ้ว ( 86 ซม. ) / ต้นขา 31 นิ้ว ( 73 ซม. ) / น่อง 22 นิ้ว ( 56 ซม. )

น้ำหนัก : ช่วงฤดูการแข่งขัน 125 กก. ( 275 ปอนด์ ) / ช่วงนอกฤดูการแข่งขัน 141 กก. ( 310 ปอนด์ )

      ในปีที่แล้ว คือปี พ.ศ.2534  /  ค.ศ.1991 ดอเรียน  เยตส์ ขึ้นแข่งขันในรายการมิสเตอร์โอลิมเปีย และเกือบชนะ คือได้ตำแหน่งอันดับ 2  /  แต่นั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้น

       สิ่งที่คนส่วนมากคิดไว้ก็คือว่า ในระยะเวลา 1 ปีให้หลัง ดอเรียน  เยตส์ จะต้องกลับมาอีกครั้งพร้อมกับร่างกายที่สมบูรณ์แบบ และจะต้องคว้าชัยชนะไปอย่างแน่นอน 

       และ ดอเรียน  เยตส์ ก็ทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น ( หมายถึง สิ่งที่คนส่วนมากคิดไว้ ) นั่นคือการที่เขาขึ้นเวทีโอลิมเปีย ในปี พ.ศ.2535  /  ค.ศ.1992 พร้อมกับกล้ามเนื้ออันทรงพลังทั่วทั้งร่าง และกล้ามหลังที่น่าตื่นตา

       กล้ามเนื้อของ ดอเรียน  เยตส์ ดูราวกับว่ามัน "ไร้ผิวหนัง" เป็นกล้ามเนื้อชิ้นมหึมา ที่ชัดมาก จนสามารถเอามาศึกษาวิชา กายวิภาค ได้เลย

 * * * ดอเรียน  เยตส์ ได้เป็นมิสเตอร์โอลิมเปีย พ.ศ.2535  /  ค.ศ.1992 โดยเป็นที่ยอมรับของทุกคนว่า เขามีสภาพที่ดีเยี่ยมที่สุด  /  ยุคใหม่ของมิสเตอร์โอลิมเปีย ได้เริ่มขึ้นแล้ว - ยุคของ ดอเรียน  เยตส์ 


 
 * * * พ.ศ.2536  /  ค.ศ.1993 - ไม่มีอะไรจะหยุดยั้ง ดอเรียน  เยตส์ ได้  / ในปีนี้ เขาแสดงให้โลกเห็นถึงมวลกล้ามเนื้อขนาด 116.5 กิโลกรัม แบบที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน  และได้ครองบัลลังค์โอลิมเปียอีกครั้ง



 * * * พ.ศ.2537  /  ค.ศ.1994 - ปีนี้ เป็นปีที่ยากลำบากเป็นอย่างมากสำหรับ ดอเรียน  เยตส์ เพราะเขาต้องบาดเจ็บสาหัสจากการที่กล้ามไบเซบฉีกขาด ,รวมไปถึงการบาดเจ็บที่หัวไหล่ และกล้ามต้นขาด้านหน้า ( Quadriceps ) และเขาก็ขึ้นเวทีในสภาพบาดเจ็บอย่างนั้น แต่ก็สามารถเอาชนะผู้อื่นได้ และเป็นแชมป์มิสเตอร์โอลิมเปียได้อีกครั้ง  


 
 * * * พ.ศ.2538  /  ค.ศ.1995 - การแข่งขันปีนี้ถูกจัดขึ้นในแอตแลนตา  /  เยตส์ กลับมาเพื่อพิสูจน์ว่าอาการบาดเจ็บของปีที่แล้วหายเป็นปกติแล้ว และเขาก็พร้อมสำหรับการต่อสู้


       คู่แข่งคนสำคัญในปีนี้คือ นัสเซอร์ เอล ซันบาตี ( Nasser El Sonbaty ) และอีกคนหนึ่งคือ เควิน เลฟโรน ( Kevin Levrone )  /  มีคนจับสังเกตุได้ว่าเยทส์ "กลัว" นัสเซอร์ แต่เยทส์ก็พยายามเก็บอาการไว้  /  ก็น่ากลัวอยู่หรอก เพราะปีนี้ นัสเซอร์ มาด้วยน้ำหนักตัว 122.4 กก.เลยทีเดียว  /  แต่ท้ายที่สุดแล้ว เยทส์ ก็ยังรักษาความเป็นแชมป์ไว้ได้อีกปีหนึ่ง


 
 * * * พ.ศ.2539  /  ค.ศ.1996 - เนื่องจากการแข่งขันจัดที่แอลแลนต้ามาหลายครั้งแล้ว ในปีนี้ จึงเปลี่ยนสถานที่ประกวดไปที่เมืองชิคาโก้  /  เยทส์ปกป้องตำแหน่งไว้ได้ โดยเอาชนะ ชอว์น เรย์ ( Shawn Ray ) และ เควิน เลฟโรน ( Kevin Levrone )  


  * * * พ.ศ.2540  /  ค.ศ.1997 - การแข่งขันปีนี้ จัดขึ้นที่ Long Beach และมีการเฉลิมฉลองการประกวดที่จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 33 ด้วย  /  เงินรางวัลทั้งหมดคือ 285,000 เหรียญ โดยจะเป็นของแชมป์คนเดียวจำนวน 110,000 เหรียญ ( เงินที่เหลือก็แบ่งไปตามลำดับตำแหน่ง ) 


       ความน่าสนใจของการแข่งขันปีนี้คือการลุ้นว่า เยทส์ จะสามารถป้องกันตำแหน่งแชมป์ครั้งที่ 7 ได้หรือไม่? และ นัสเซอร์ ที่มาพร้อมกับมวลกล้ามเนื้ออันน่าเหลือเชื่อ จะเอาชนะ เยตส์ ได้หรือไม่?

       มีหลายคนบอกว่านัสเซอร์นั้นดีกว่า เยตส์ แต่อย่างไรก็ตาม เยตส์ ก็ยังได้เป็นเจ้าของรูปปั้นแซนดาว คือเป็นมิสเตอร์โอลิมเปียเป็นครั้งที่เจ็ดได้ 

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -     

รอนนี่  โคลแมน  /  Ronnie  Coleman

มิสเตอร์โอลิมเปีย พ.ศ.2541 - 2548  /  ค.ศ.1998 - 2005


ข้างล่างนี้ )

ชื่อ : รอนนี่  โคลแมน  ( Ronnie  Coleman )

วันเดือนปีที่เกิด
 : 13 พฤษภาคม พ.ศ.2507  /  May 13, 1964

อายุ ขณะที่ได้เป็นมิสเตอร์โอลิมเปีย : 34 ปี , 35 ปี , 36 ปี , 37 ปี , 38 ปี , 39 ปี , 40 ปี และ 41 ปี

ความสูง : 180 เซนติเมตร  /  5 ฟุต 11 นิ้ว  

สัดส่วน : หน้าอก 60 นิ้ว ( 150 ซม. )  /  ต้นแขน 24 นิ้ว ( 61 ซม. )

น้ำหนัก : ช่วงฤดูการแข่งขัน 130 - 136 กก. ( 287 - 300 ปอนด์ )  /  ช่วงนอกฤดูการแข่งขัน 143 - 145 กก. ( 315 - 320 ปอนด์ ) 


      ก่อนการแข่งขันในรายการมิสเตอร์โอลิมเปีย ที่จะถูกจัดขึ้นในวันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ.2541  /  ค.ศ.1998 ปรากฏว่าดอเรียน  เยทส์ ได้รับบาดเจ็บที่กล้ามเนื้อไทรเซบ จนต้องเข้ารับการผ่าตัด ซึ่งนั่นทำให้เขาต้องถอนตัวจากการแข่งขันในปีนั้น  

       เมื่อตำแหน่งแชมป์ว่างลง ก็มีรายชื่อตัวเต็งปรากฏขึ้นหลายคน อย่างเช่น นักเพาะกายที่ดีที่สุดของยุค 90 คือ เควิน เลอฟโรน ( Kevin Levrone )  /  เฟล็กซ์  วีลเลอร์ ( Flex Wheeler ) ผู้ไม่เหมือนใคร  /  นัสเซอร์ เอล ซันบาตี ( Nasser El Sonbaty ) ที่ยอดเยี่ยมที่สุด  /  และ ชอว์น เรย์ ( Shawn Ray ) ผู้ยิ่งใหญ่  /  ซึ่งทุกคนที่กล่าวชื่อมานี้ ต่างก็เข้าใกล้ตำแหน่งแชมเปี้ยนในปีที่ผ่านมาแล้วทั้งสิ้น แต่ทุกคนที่กล่าวมา ก็ถูก ดอเรียน  เยทส์ สกัดเอาไว้ทั้งหมด  

       ในการสมัครของผู้เข้าแข่งขันในปีนี้ มีผู้เข้าแข่งขันคนหนึ่งที่ก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้มีผลงานโดดเด่นอะไรเป็นพิเศษ ( หมายถึงว่าได้ตำแหน่งไม่ค่อยดี ) เขาคนนั้น คือนายตำรวจชื่อ รอนนี่  โคลแมน ซึ่ง "ไม่ได้อยู่ในรายชื่อตัวเต็ง" ตามที่กล่าวแต่อย่างใด

       จริงๆแล้ว รอนนี่ เข้าร่วมประกวดรายการมิสเตอร์โอลิมเปีย มาตั้งแต่ 6 ปีก่อนหน้านี้แล้ว ( คือ เริ่มเข้าประกวดในรายการมิสเตอร์โอลิมเปียนมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2535  /  ค.ศ.1992 เป็นต้นมา ) เขาพัฒนาร่างกายไปเรื่อยๆ จนกระทั่งในปี พ.ศ.2539  /  ค.ศ.1996 เขาได้เปลี่ยนแปลงการฝึกและทำให้ร่างกายเขาพัฒนาขึ้นมาก จนได้อันดับที่ 6 

       ในปี พ.ศ.2540  /  ค.ศ.1997  ได้เกิดการพัฒนาร่างกายของรอนนี่ อย่างน่าอัศจรรย์ เขาพูดให้ฟังว่า เขาเพิ่งค้นพบวิธีการฝึกที่เหมาะกับตัวเขา อย่างที่ตัวเองก็ไม่เคยรู้ตัวมาก่อน นั่นคือวิธีการฝึกเพาะกายผสมกับการฝึกแบบ Power lifting ซึ่งทำให้กล้ามเนื้อเขาเริ่มเติบโตจนน่าตกใจ  /  ราวกับว่า รอนนี่ ได้ค้นพบกุญแจสำคัญสำหรับไขความลับในสรีวิทยาของเขาเลยก็ว่าได้   

       ผลของการค้นพบวิธีฝึกอันใหม่นี้ ทำให้ในปีนั้น ( พ.ศ.2540  /  ค.ศ.1997 ) ตอนแข่งกรังปรีซ์ที่ประเทศรัสเซีย เขาก็เอาชนะ เควิน เลฟโรน ( Kevin Levrone ) ไปได้  /  ณ.จุดนี้เอง ที่รอนนี่ เริ่มแสดงให้เห็นถึงความน่าทึ่งของการเปลี่ยนแปลงของเขา   

* * * พ.ศ.2541  /  ค.ศ.1998 - เมื่อถึงเวลาของการประกวดมิสเตอร์โอลิมเปีย  ผู้เข้าร่วมการแข่งขัน และะผู้เข้าชมการแข่งขันทุกคน  ต่างก็ตกใจกับการปรับปรุงร่างกายอันน่าทึ่งของรอนนี่  โคลแมน  และแน่นอน เขาได้เป็นแชมป์มิสเตอร์โอลิมเปียคนใหม่ในปีนั้นนั่นเอง


 * * * พ.ศ.2542  /  ค.ศ.1999 - Mandalay Bay Resort and Casino Las Vegas รัฐเนวาดา ซึ่งเป็นศูนย์รวมความบันเทิงที่ใหญ่ที่สุด ได้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันมิสเตอร์โอลิมเปียในปีนี้  /  ผู้เข้าแข่งขันที่สำคัญคือ รอนนี่ โคลแมน ( Ronnie Coleman ) , คริส คอร์เมียร์ ( Chris Cormier ) , เฟล็กซ์  วีลเลอร์ ( Flex Wheeler ) ได้เข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ

       เมื่อกรรมการประกาศชื่อผู้เป็นแขมป์มิสเตอร์โอลิมเปีย ว่าเป็นรอนนี่  โคลแมน นั่นทำให้เฟล็ก  วีลเลอร์ หันหลังเดินออกจากเวที พร้อมทั้งชูนิ้วเพื่อแสดงว่าตัวเขาเองควรจะได้ที่ 1 ไม่ใช่รอนนี่


  * * * พ.ศ.2543  /  ค.ศ.2000 - ปี 2000 เป็นจุดเริ่มต้นของสหัสวรรษใหม่ และเป็นจดเริ่มต้นของการเพาะกายยุคใหม่ ซึ่งมี รอนนี่  โคลแมน ครอบครองความเป็นราชาอยู่  /  เขาเป็นราชาผู้กระหายชัยชนะ อีกทั้งยังยึดครองบัลลังก์ไว้อย่างเหนียวแน่น และการแข่งขันในปีนี้ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น

       รอนนี่  โคลแมน พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเขาเหมาะกับการเป็นที่หนึ่ง และได้เป็นมิสเตอร์โอลิมเปีย เป็นครั้งที่สาม  อย่างไรก็ตาม การแข่งขันในปีนี้จัดขึ้นในสถานที่เดียวกันกับปีที่แล้ว


 * * * พ.ศ.2544  /  ค.ศ.2001 - สถานที่แห่งการต่อสู้ของบรรดายักษ์ใหญ่แห่งโอลิมเปียไม่ได้ย้ายไปที่ไหน ยังคงเป็น Mandalay Bay Resort and Casino Las Vegas  ที่เป้นเจ้าภาพเชื้อเชิญแขกจากทั่วโลกให้มาชมการประกวดเพาะกาย

       ในปีนี้ มี เจย์  คัทเลอร์ ( Jay Cutler ) ที่โผล่มาจากที่ไหนไม่รู้ มาสั่นคลอนัลลังก์ของรอนนี่ อย่างรุนแรง  จริงอยู่ ที่แม้รอนนี่จะมีชัยชนะอีกครั้ง แต่ก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันมาจนถึงทุกวันนี้ว่า ในปีนี้ เจย์  คัทเลอร์ มีร่างกายที่สวยงามกว่ารอนนี่มาก


* * * พ.ศ.2545  /  ค.ศ.2002 - วันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ.2545  /  ค.ศ.2002 เวทีประกวดที่ลาสเวกัส รัฐเนวาดา สหรัฐอเมริกา  มีสัตว์ประหลาดยักษ์ใหญ่หลายตนเข้ามาสู่รอบชิงชนะเลิศ  /  การประชันกันในครั้งร้อนแรงราวกับเปลวไฟ  /  ในรอบนี้ มี รอนนี่  โคลแมน , เจย์  คัทเลอร์ และ กุนเทอร์ ชเลอแคมป์ ( Gunter  Schlierkamp ) เข้าประชันกัน

       เห็นได้ชัดว่าผู้ชมทั้งหลายดูจะเห็นอก เห็นใจ และเชียร์ให้ กุนเทอร์ ชเลอแคมป์ ( Gunter  Schlierkamp ) เป็นผู้ชนะ โดยดูได้จากเสียงเชียร์ที่ดังระงมไปทั้งห้องโถง ซึ่งจะเกิดขึ้นทุกครั้งที่เขาปรากฏตัวบนเวที   /  แต่อย่างไรก็ตาม กรรมการมีสายตาที่ดีกว่า และลงมติมอบชัยชนะให้แก่รอนนี่ไปอีกครั้ง 


 * * * พ.ศ.2546  /  ค.ศ.2003 - มิสเตอร์โอลิมเปีย 2003 จัดชึ้นเป็นครั้งที่สองในลาสเวกัส รัฐเนวาดา สหรัฐอเมริกา  ในปีนี้ เจย์  คัทเลอร์ , คริส  คอเมียร์ และ กุนเทอร์ ชเลอแคมป์ ได้มาท้าทายตำแหน่งราชาแห่งการเพาะกาย  แต่ในปีนี้ เมื่อรอนนี่เหยียบลงบนเวที ผู้ชมต่างก็ยืนปรบมือกันเซ็งแซ่ - ไม่มีใครเคยเห็นมวลกล้ามเนื้อขนาดนี้มาก่อน  ครั้งนี้เป็นชัยชนะอีกครั้งของโคลแมน และปีนี้ เป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า เขาเหมาะสมกับตำแหน่งนี้จริงๆ  /  ปีนี้ รอนนี่ อายุ 39 ปีแล้ว!


 * * * พ.ศ.2547  /  ค.ศ.2004 - ยังคงจัดขึ้นที่เดิมสำหรับการแข่งขันในปีนี้ ( คือจัดการประกวดที่ลาสเวกัส รัฐเนวาดา ) ครั้งนี้ อาร์โนลด์  ชวาลเซเนกเกอร์ ในฐานะผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย ได้รับเกียรติขึ้นมอบรางวัลรูปปั้นแซนดาวให้แก่ผู้ชนะ

       และยังเป็นรอนนี่ โคลแมน ที่รับชัยชนะในปีนี้ ส่วนอันดับสองก็คือ เจย์  คัทเลอร์ ส่วนอันดับสามคือ กุสตาโว บาเดล ( Gustavo Badell )

       ในปีนี้ เงินรางวัลขึ้นสูงเป็นประวัติการณ์ คือสูงถึง 540,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ


 * * * พ.ศ.2548  /  ค.ศ.2005 - มิสเตอร์โอลิมเปีย 2005 จัดขึ้นที่ลาสเวกัส รัฐเนวาดา ผู้แข่งขันที่สำคัญที่สุดของรายการนี้คือคู่ของ รอนนี่  โคลแมน และ เจย์  คัทเลอร์  /  ดูกันจริงๆแล้ว เจย์  คัทเลอร์ มีร่างกายที่ใหญ่ขึ้นกว่าปีที่แล้วมาก และมีลุ้นว่าจะโค่นแชมป์เก่าได้ 

       แต่สุดท้าย ก็ยังเป็นรอนนี่  โคลแมน ที่ได้รับชัยชนะ ได้ครองตำแหน่งมิสเตอร์โอลิมเปียสมัยที่ 8

       อาร์โนลด์  ชวาลเซเนกเกอร์ และเบน  ไวเดอร์ ( น้องชายของโจ  ไวเดอร์ - เจ้าของรายการ ) ขึ้นแสดงความยินดี กับรอนนี่ สำหรับการได้ครองตำแหน่งราชาของนักเพาะกายโลกถึงแปดครั้งติดต่อกัน และในปีนี้ยังมีการเฉลิมฉลองสำหรับการครบรอบสี่สิปปีของการประกวดมิสเตอร์โอลิมเปียนับตั้งแต่การก่อตั้งมา

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -  

เจย์  คัทเลอร์  /  Jay Cutler 

มิสเตอร์โอลิมเปีย พ.ศ.2549 - 2550 และ พ.ศ.2552 - 2553  

 /  ค.ศ.2006 - 2007 และ ค.ศ.2009 - 2010


ข้างล่างนี้ )   

ชื่อ : เจย์  คัทเลอร์  ( Jay  Cutler )

วันเดือนปีที่เกิด
 : 3 สิงหาคม พ.ศ.2516  /  August 3 ,1973

อายุ ขณะที่ได้เป็นมิสเตอร์โอลิมเปีย : 33 ปี , 34 ปี , 36 ปี และ 37 ปี

ความสูง : 178 เซนติเมตร  /  5 ฟุต 10 นิ้ว  

สัดส่วน : ต้นแขน 22 นิ้ว ( 56 ซม. )  /  หน้าอก 58 นิ้ว ( 150 ซม. )  /  เอว 34 นิ้ว ( 86 ซม. )  /  ต้นขา 30 นิ้ว ( 76 ซม. )  /  น่อง 20 นิ้ว ( 51 ซม. )

น้ำหนัก : ช่วงนอกฤดูการแข่งขัน 132 กก. ( 290 ปอนด์ )  /  ช่วงฤดูการแข่งขัน 118 กก. ( 280 ปอนด์ ) 


* * * ในปี พ.ศ.2549  /  ค.ศ.2006  โคลแมน พยายามฝึกมาทั้งปี เพราะมีความตั้งใจที่จะสร้างสถิติใหม่ด้วยการเป็นมิสเตอร์โอลิมเปีย สมัยที่ 9  /  และทุกคนก็รอคอยให้มันเกิดขึ้น

       แต่แล้ว เจย์  คัทเลอร์ ก็ดับฝันของโคลแมนอย่างสิ้นเชิง ด้วยการทำให้มันไม่เกิดขึ้น เพราะในปีนี้ รอนนี่  โคลแมน ต้องสูญเสียตำแหน่งมิสเตอร์โอลิมเปียให้กับเขา

       ชัยชนะของเจย์  คัทเลอร์ เป็นสิ่งที่สมควรแล้ว เขาต่อสู้ด้วยความทะเบอทะยานติดต่อกันมานานหลายปี เพื่อจะให้ได้รับรางวัลขนะเลิศตรงนี้


 * * * พ.ศ.2550  /  ค.ศ.2007 - จากที่พูดไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่า เจย์ ต้องต่อสู้ติดต่อกันมายาวนานหลายปี กว่าที่จะได้เป็นแชมป์  ซึ่งการต่อสู้อันยาวนานที่พูดถึงนั้น ส่งผลที่ไม่่ค่อยดีนักกับเขา  ความทรุดโทรมบางอย่างปรากฏชัดบนเรือนร่างของเขาบนเวทีประกวด  และนั่นทำให้เขาชนะด้วยความยากลำบาก  เขา "เกือบ" ที่จะสูญเสียตำแหน่งแชมป์ให้แก่ วิกเตอร์ มาร์ติเนซ ( Victor Martinez ) 

       ผลการประกวดในปีนี้คือ เจย์ ได้เป็นแชมป์ ส่วนอันดับสองเป็นของ วิคเตอร์ มาติเนซ  และอันดับสามเป็นของ เด็กซ์เตอร์ แจ็กสัน 


* * * พ.ศ.2551  /  ค.ศ.2008 - เจย์ สูญเสียตำแหน่งให้กับ เด็กซ์เตอร์  แจ็คสัน


 * * * พ.ศ.2552  /  ค.ศ.2009 - มีข่าวลือหนาหูว่า เจย์จะไม่เข้าร่วมประกวดในปีนี้ แต่ข่าวนั้นไม่เป็นความจริง  เราได้เห็นเจย์ คัทเลอร์ บนเวทีประกวดพร้อมกับการแสดงมัดกล้ามเนื้อที่ยอดเยี่ยม  /  วิคเตอร์  มาร์ติเนซ พยายามเบียดเขาทุกวิถึทาง แต่ก็ไม่มีประโยชน์

       คัทเลอร์ ได้รับตำแหน่งแชมป์ และยังได้รับเกียรติให้ได้รับการเสนอชื่อสำหรับ กล้าม Quadriceps  ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของรายการ


 * * * พ.ศ.2553  /  ค.ศ.2010 - การประกวดจัดขึ้นที่ ลาสเวกัส เนวาดา  ในปีนี้มี นอกจากเจย์แล้ว ยังมีนักเพาะกายที่น่าจับตามองอยู่หลายคนบนเวที อันได้แก่ ไค  กรีน ( Kai Greene )  , เดนนิส วูล์ฟ ( Dennes Wolf ) , วิกเตอร์ มาร์ติเนซ ( Victor Martinez ) , บรานช์ วาร์เรน  ( Branch Warren ) , ฟิล ฮีธ ( Phil Heath ) , โทนีย์ ฟรีแมน ( Toney Freeman )

       แต่ในที่สุด เจย์  คัทเลอร์ ประสบความสำเร็จอีกครั้งและได้เป็นแชมป์มิสเตอร์โอลิมเปียในปีนี้  


       หลังจากปีนี้ ( คือหลังจากปี พ.ศ.2553  /  ค.ศ.2010 เป็นต้นไป ) เจย์ขึ้นประกวดอีก แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ถึงแม้เขาจะเพิ่มความหนาใหักับกล้ามหลังส่วนบนได้จนน่าประทับใจ แต่ "เอว" ของคัทเลอร์ ซึ่งกว้างมากๆอยู่แล้ว ก็ยิ่งกว้างขึ้นเรื่อยๆจนเป็นที่ชัดเจน

       ช่วงเวลาแห่งชัยชนะของเจย์สิ้นสุดลง  ความเหนื่อยล้าจากการฝึกมาหลายปี เริ่มส่งผลกระทบต่อคุณภาพกล้ามเนื้อ  /  มันเป็นสัจธรรมอย่างหนึ่งของกล้ามเนื้อ และสรีรวิทยาของนักกีฬาที่ขึ้นประกวดทุกคน  /  เหมือนกับตอนที่ รอนนี่  โคลแมน ขึ้นประกวดในปี พ.ศ.2549  /  ค.ศ.2006 ( ปีที่เสียตำแหน่งให้กับเจย์  คัทเลอร์ ในครั้งแรก ) รูปร่างของรอนนี่ ในปีนั้น ( คือ ปี พ.ศ.2549  /  ค.ศ.2006 ) ดูแย่อย่างเห็นได้ชัด 


- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -     

เด็กซ์เตอร์  แจ็กสัน  /  Dexter Jackson

มิสเตอร์โอลิมเปีย พ.ศ.2551  /  ค.ศ.2008


ข้างล่างนี้ )

ชื่อ : เด็กซ์เตอร์  แจ็กสัน  ( Dexter Jackson )

วันเดือนปีที่เกิด
 :  25 พฤศจิกายน พ.ศ.2512  /  November 25 ,1969 

อายุ ขณะที่ได้เป็นมิสเตอร์โอลิมเปีย : 39 ปี

ความสูง : 168 เซนติเมตร  /  5 ฟุต 6 นิ้ว 

สัดส่วน : ต้นแขน 20 นิ้ว ( 50 ซม. )  /  หน้าอก 52 นิ้ว ( 132 ซม. ) 

น้ำหนัก : ช่วงฤดูการแข่งขัน 98 กก. ( 215 ปอนด์ )  /  ช่วงนอกฤดูการแข่งขัน 107 กก. ( 235 ปอนด์ ) 

      ในวันที่ 27 กันยายน พ.ศ.2551  /  ค.ศ.2008 มีการแข่งขันรายการมิสเตอร์โอลิมเปียจัดขึ้นที่ Orlean Arena ในลาสเวกัส  ซึ่งถือได้ว่าเป็นรายการประกวดที่ตื่นเต้นเร้าใจที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา  ผู้ชนะคือ เด็กซ์เตอร์  แจ็กสัน  /  ตำแหน่งที่สองเป็นของ เจย์  คัทเลอร์  /  ตำแหน่งที่สามเป็นของ ฟิล  ฮีธ

       ไม่ใช่ขนาดที่ใหญ่ที่สุดและหนักที่สุดบนเวทีที่จะเป็นผู้ชนะ แต่เป็นเรื่องของ ความสวยงามของกล้ามเนื้อ , ความนูน , และคุณภาพที่สูงที่สุดของกล้ามเนื้อต่างหาก ที่เป็นตัวตัดสิน

       หลายคนเริ่มพูดถึงการกลับไปสู่ยุคทองของการเพาะกายในช่วงปี ค.ศ.1970 ( Webmaster - หมายถึงว่า คนทั่วไปคิดว่า แฟชั่นการประกวด มันจะกลับไปในช่วงปี พ.ศ.2513 ที่เน้นเรื่องความสวยงามของมัดกล้าม , ไม่เน้นที่ขนาดใหญ่โตมโหฬาร )

       ถึงเม้ว่าเด็กเตอร์ จะชนะเพียงครั้งเดียว แต่เขาก็ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์การเพาะกาย ในฐานะหนึ่งในผู้ชนะการประกวดของรายการประกวดที่ยากที่สุด หินที่สุด เรียบร้อยแล้ว ( Webmaster - หมายถึงรายการประกวดมิสเตอร์โอลิมเปียนั่นเอง )


- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -  

   ฟิล  ฮีธ  /  Phil Heath

มิสเตอร์โอลิมเปีย พ.ศ.2554 - 2560

 /  ค.ศ.2011 - 2017


ข้างล่างนี้ )

ชื่อ : ฟิล  ฮีธ ( Phil Heath )

วันเดือนปีที่เกิด
 : 18 ธันวาคม พ.ศ.2522  /  December 18, 1979

อายุ ขณะที่ได้เป็นมิสเตอร์โอลิมเปีย : 32 ปี , 33 ปี , 34 ปี , 35 ปี , 36 ปี , 37 ปี และ 38 ปี

ความสูง : 175 เซนติเมตร  /  5 ฟุต 9 นิ้ว 

สัดส่วน : ต้นแขน 22 นิ้ว ( 56 ซม. )  /  ต้นขา 31.89 นิ้ว ( 81 ซม. )  /  น่อง 20 นิ้ว ( 51 ซม. )  /  คอ 22.44 นิ้ว ( 57 ซม. )  /  เอว 29.13 นิ้ว ( 74 ซม. ) 
 

น้ำหนัก : ช่วงฤดูการแข่งขัน 109 กก. ( 240 ปอนด์ )  /  ช่วงนอกฤดูการแข่งขัน 125 กก. ( 275 ปอนด์ )  


      ฟิล  ฮีธ เข้าประกวดในรายการมิสเตอร์โอลิเปีย ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2551  /  ค.ศ.2008  ซึ่งในการประกวดครั้งแรกก็ได้ตำแหน่งที่สามแล้ว ซึ่งถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีมากสำหรับนักเพาะกายระดับมืออาชีพ  เพราะในตำนานนักเพาะกายที่ประสบความสาเร็จหลายท่าน ก็เริ่มต้นด้วยตัวชี้วัดแบบนี้

       ในปี พ.ศ.2552  /  ค.ศ.2009 ฟิล ได้เพียงอันดับที่ 5 

       ในปี พ.ศ.2553  /  ค.ศ.2010 ฟิล พัฒนารูปร่างไปอย่างผิดหูผิดตามาก มีทั้งความคมชัดและรูปทรงที่ยอดเยี่ยม  เพียงแต่ว่าในปีนั้น เจย์  คัทเลอร์ ยังมีคุณภาพในกล้ามเนื้ออยู่บ้าง ก็เลยทำให้ฟิล ซึ่งมีร่างกายที่ทัดเทียมกับเจย์ ได้ไปเพียงตำแหน่งที่สอง  

       มีคำสนทนาที่ถูกบันทึกไว้ระหว่างเจย์ กับฟิล ดังนี้ ( ฟิล โดยส่วนตัวแล้ว มีความนับถือในตัวเจย์มาก  ตั้งแต่ฟิล เข้าวงการเพาะกายมาใหม่ๆ ก็มีเจย์ เป็นไอดอลมาโดยตลอด )

จย์ : ปีหน้าคุณต้องกลายเป็นมิสเตอร์โอลิมเปียแล้ว คุณพร้อมหรือยัง?


ฟิล ฮีธ : ครับ ผมพร้อมแล้ว


เจย์ : ฉันดีใจที่การแข่งขันไม่ได้เกิดขึ้นระหว่างมิตรภาพของเรา  เรายังคงเป็นเพื่อนกัน และฉันหวังว่าคุณจะได้เป็นแชมป์ในปีหน้า


ฟิล ฮีธ : คุณแสดงให้ผมเห็นว่าจะทำสิ่งนี้ได้อย่างไร ( Webmaster - หมายถึงว่า เจย์ ถือเป็นอาจารย์ ที่ทำตัวเป็นตัวอย่างว่า จะทำอย่างไรถึงจะได้เป็นแชมป์ในวันข้างหน้า ) และผมจะทำให้ดีที่สุด และจะพยายามไม่ให้ตัวเองล้มลงในโคลน


       ในปี พ.ศ.2554  /  ค.ศ.2011 ไม่มีอะไรหยุดยั้งฟิล ได้อีกแล้ว เพราะในปีนี้เขาได้ปรับปรุงรูปแบบการฝึกไปอีกขั้น จนทำให้เขาอยู่เหนือเจย์ คัทเลอร์ บนเวทีประกวดได้ และได้กลายเป็นมิสเตอร์โอลิมเปียในที่สุด

มันเป็นช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์  หลายคนยังจำภาพถ่ายของฟิล และเจย์ ตอนนี้ได้ มันเป็นภาพของฟิล นักกีฬารุ่นเยาว์ ที่ถายพร้อมกับ เจย์ ยักษ์ใหญ่ที่เป็นผู้ที่ฟิล นับถือเอามากๆ บนเวทีเดียวกัน ก่อนที่จะประกาศผลการแข่งขัน ในปี พ.ศ.2554  /  ค.ศ.2011 นั้นเอง

       หลายปีต่อมา นักกีฬาทั้งสองคนนี้ก็ยังยืนอยู่บนเวทีเดียวกันในรอบชิงชนะเลิศของการแข่งขัน แต่ ฟิล ก็ยังคบชนะอยู่


* * * พ.ศ.2555  /  ค.ศ.2012 - ฟิล ฮีธ ได้รับถ้วยรางวัลแซนดาวน์ เป็นครั้งที่สองในปีถัดมา เขาต้องต่อสู้กับ ไค กรีน  แต่ว่าด้วยร่างกายที่สมมาตรอย่างสมบูรณ์แบบของ ฮีธ ทำให้เขาคว้าชัยชนะมาได้

       บรานช์ วาร์เรน  กลับมาเวทีประกวดอีกครั้งหลังจากการได้รับบาดเจ็บที่กล้ามต้นขาด้านหน้าในปีที่แล้ว  ,และในปีนี้ เป็นการเปิดตัวครั้งแรกของ อีวาน เซนโตปานี ( Evan Centopani ) บนเวทีโอลิมเปีย หลังจากที่ตัดสินใจไม่ลงแข่งขันโอลิมเปีย เมื่อปีที่แล้ว

       มีการคาดเดากันว่า ไบโตลา แอบบาสเพอ ( Baitollah Abbaspour ) และ เฟร็ด สมอล ( Fred Smalls ) อาจไม่แข่งขันกันโอลิมเปียในปีนี้ แต่ถึงเวลาจริงๆแล้ว ทั้งคู่ปรากฏตัวบนเวทีประกวดจนได้

       ปีนี้ เจย์  คัทเลอร์ บอกกับสื่อว่า เขาจะกลับมาเป็นแชมป์ให้ได้ในปีหน้า ให้ผู้เข้าแข่งขันทุกคนเตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้ได้เลย  


 * * * พ.ศ.2556  /  ค.ศ.2013 - ฟิล ฮีธ ได้เป็นมิสเตอร์โอลิมเปียในสมัยที่สาม  ส่วนการกลับมาของเจย์  คัทเลอร์ ก็ทำได้แค่เพียงที่หก

       ไค กรีน ได้อันดับสอง ในขณะที่การฝึกอย่างหนักมาทั้งปีของ เดนนิส วูล์ฟ ช่วยให้เขามาได้ถึงอันดับสาม


 * * * พ.ศ.2557  /  ค.ศ.2014 - ฟิล ฮีธ ปกป้องตำแหน่งของเขาเป็นครั้งที่สี่  ส่วน ไค  กรีน ได้อันดับสอง และ ชอว์น โรเดน ( Shawn Rhoden ) จบที่อันดับสาม


* * * พ.ศ.2558  /  ค.ศ.2015 ถึง พ.ศ.2559  /  ค.ศ.2016 - ฟิล ฮีธ ยังครองตำแหน่งแชมป์  เอาชนะได้ทั้ง เด็กซ์เตอร์ แจ็กสัน , ชอว์น โรเดน และ บิ๊กเรมี่


       ฟิล ฮีธ คว้าแชมป์มิสเตอร์โอลิมเปีย 7 สมัยติดต่อกันเช่นเดียวกับที่ อาร์โนลด์  ชวาร์เซเน๊กเกอร์ ทำเอาไว้  และ "ถ้า" ได้สมัยที่ 8 ด้วยเขาก็จะทำสถิติเทียบเท่ากับ ลี ฮานีย์ และ รอนนี่ โคลแมน ( Webmaster - ลี ฮานีย์ และ รอนนี่ โคลแมน ต่างก็เป็นแชมป์มิสเตอร์โอลิมเปีย 8 สมัยซ้อน )

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -  

ชอว์น  โรเดน  /  Shawn  Rhoden

มิสเตอร์โอลิมเปีย พ.ศ.2561  /  ค.ศ.2018 


ข้างล่างนี้ )

ชื่อ : ชอว์น โรเดน ( Shawn Rhoden )

วันเดือนปีที่เกิด
 : 2 เมษายน พ.ศ.2518  /  April 2, 1975 

อายุ ขณะที่ได้เป็นมิสเตอร์โอลิมเปีย : 43 ปี

ความสูง : 178 เซนติเมตร  /  5 ฟุต 10 นิ้ว 

น้ำหนัก :  ช่วงฤดูการแข่งขัน 109 กก. ( 240 ปอนด์ )  /  ช่วงนอกฤดูการแข่งขัน 118 กก. ( 260 ปอนด์ )


      ในปี พ.ศ.2561  /  ค.ศ.2018  ชอว์น  โรเดิน ทำสิ่งที่คนอื่นทำไม่ได้มาก่อนใน 7 ปี ด้วยการเอาชนะ ฟิล ฮีธ ได้

       ฟิล ฮีธ ทุกข์ทรมานจากปัญหาช่องท้องมาตั้งแต่ตอนที่ประกวดมิสเตอร์โอลิมเปีย ค.ศ.2017 ( คือ 1 ปีก่อนหน้านี้ ) เขาต้องได้รับการผ่าตัดเพื่อแก้ไขอาการบาดเจ็บ แม้ว่าจะยังไม่หายดีนัก แต่ฟิล ก็ขึ้นประกวดในปีนี้เพื่อป้องกันตำแหน่งด้วย

       นักเพาะกายกล้ามสวยๆหลายคนปรากฏตัวบนเวทีในปีนี้ แต่ ชอว์น มีร่างกายที่ดีที่สุด สวยที่สุด เขาจึงเหมาะสมด้วยประการทั้งปวงที่จะได้แชมป์ในปีนี้ 

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -      

แบรนดอน เคอร์รี่  /  Brandon Curry

มิสเตอร์โอลิมเปีย พ.ศ.2562  /  ค.ศ.2019


ข้างล่างนี้ )

ชื่อ : แบรนดอน เคอร์รี่ ( Brandon Curry )

วันเดือนปีที่เกิด
 : 19 ตุลาคม พ.ศ.2525  /  October 19, 1982 

อายุ ขณะที่ได้เป็นมิสเตอร์โอลิมเปีย : 37 ปี

ความสูง : 172.5 เซนติเมตร  /  5 ฟุต 8 นิ้ว

น้ำหนัก : 115.7 -120.2 กก. ( 255 - 265 ปอนด์ )  

สัดส่วน : ต้นแขน 21 นิ้ว ( 53.34 ซม. )  /  หน้าอก 48 นิ้ว ( 121.92 ซม. )  /  เอว 34 นิ้ว ( 86.36 ซม. )

       รูปแบบการจัดงานประกวดมิสเตอร์โอลิมเปียในปีนี้ แตกต่างออกไปจากที่เคยเป็นมา นั่นเป็นเพราะทางผู้จัด ได้จัดทีมงานใหม่สำหรับบริหารจัดการการแข่งขันในปีนี้

       ชอว์น โรเดิน ( มิสเตอร์โอลิมเปียปีที่แล้ว ) ถูกจับกุมในข้อหาช่มขืนกระทำชำเรา และคดียังไม่ตัดสิน ทางคณะกรรมการ มีความเห็นร่วมกันว่าจะไม่ให้เขา ( ชอว์น โรเดน ) ขึ้นป้องกันตำแหน่งแชปม์ในปีนี้ นั่นหมายถึงว่า ตำแหน่งแชมป์ว่างในปีนี้  อีกทั้ง บิ๊กเรมี่ และ ฟิล ฮีธ ก็ไม่ปรากฏตัวในงานประกวดปีนี้อีก

       เมื่อ ชอว์น  โรเดิน , บิ๊กเรมี่ และฟิล ฮีธ ไม่เข้าร่วมการประกวด นั่นจึงเปิดโอกาสให้นักเพาะกายระดับสูงคนอื่นๆ อันได้แก่ วิลเลียม โบแน็ค - William Bonac  /  เด็กซ์เตอร์ แจ็กสัน - Dexter Jackson  /  ฮาดี ชูแปน - Hadi Choopan  และ แบรนดอน เคอร์รี่ - Brandon Curry  ได้เข้าต่อสู้กัน เพื่อช่วงชิงตำหน่งแชมป์

       แบรนดอน เคอร์รี่ ได้เป็นคนสุดท้ายที่ยืนอยู่บนเวที และได้เป็นมิสเตอร์โอลิมเปีย คนที่ 15  , ส่วนโบแน็ค ได้อันดับ 2 , ชูแปน ได้ที่ 3 และ แจ็กสัน ได้ที่ 4 

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -  

แมมเดาะห์ อิสะบิแอห์  /  Mamdouh Elssbiay

มิสเตอร์โอลิมเปีย พ.ศ.2563  /  ค.ศ.2020


ข้างล่างนี้ )
 

ชื่อ : แมมเดาะห์ อิสะบิแอห์ ( Mamdouh Elssbiay )

วันเดือนปีที่เกิด
 : 16 กันยายน พ.ศ.2527  /  September 16, 1984

อายุ ขณะที่ได้เป็นมิสเตอร์โอลิมเปีย : 36 ปี

ความสูง : 178 เซนติเมตร  /  5 ฟุต 10 นิ้ว

น้ำหนัก : 140 กก. ( 310 ปอนด์ ) 

      การแข่งขันปีนี้ จัดขึ้นที่ ออร์แลนโด รัฐฟลอริดา และเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองการครบรอบ 56 ครั้งที่เคยมีรายการมิสเตอร์โอลิมเปียมา ก็เลยจัดงานแบบต่อเนื่องถึง 6 วัน คือวันที่ 15 ถึง 20 ธันวาคม พ.ศ.2563 ประกอบไปด้วยงานย่อยต่างๆเชืนการแข่งขันรอบสมัครเล่น ฯลฯ โดยมีกิจกรรมหลักคือการแข่งขันรายการมิสเตอร์โอลิมเปีย   


       วันที่ 18 ธันวาคม 2563 - จัดรอบชิงชนะเลิศ รายการ Fitness Olympia , รายการ Figure Olympia และรายการ Classic Physique และมีรอบ Pre judging ของรายการมิสเตอร์โอลิมเปีย ในช่วงกลางคืนด้วย


       วันที่ 19 ธันวาคม 2563 - ในตอนเช้า จัดรอบชิงชนะเลิศรายการ Men's Physique Olympia และรายการ Women's Physique Olympia 

       ในตอนกลางคืน จัดรอบชิงชนะเลิศรายการ Bikini Olympia รายการ 212 Olympia และท้ายสุดก็คือรายการ Mr.Olympia

       ผลการแข่งขันรายการ Mr.Olympia 2020 ก็คือ แมมเดาะห์ อิสะบิแอห์ คว้าแชมป์ได้ ส่วนมิสเตอร์โอลิมเปียปที่แล้ว ( 2019 ) แบรนดอน เคอร์รี่ ได้ลำดับ 2  /  ส่วนฟิล ฮีธ ก็ไม่สามารถทวงคืนบัลลังก์ได้ และได้แค่อันดับ 3 


       ประวัติความเป็นมาของรายการประกวดที่เป็นตำนาน นั่นคือรายการประกวดมิสเตอร์โอลิมเปีย ที่ประกอบไปด้วยความหลากหลาย , มีทั้งแผนการที่น่าประหลาดใจ รวมไปถึงผลการตัดสินที่ไม่คาดคิด , การเกิดขึ้นของดวงดาวที่จรัสแสงเป็นครั้งแรก  ซึ่งนักกีฬาเหล่านั้นได้ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ของการประกวดมิสเตอร์โอลิมเปีย ตลอดไป 

       อย่างที่คุณเห็น เวทีประกวดมิสเตอร์โอลิมเปียเป็นสถานที่แห่งสงครามและการแข่งขัน แต่ขณะเดียวกัน การเพาะกายก็เป็นกีฬาที่รวมผู้คนด้วยความคิดเดียวกัน ไปสู่เป้าหมายเดียวกันนั่นคือความสมบูรณ์ของร่างกาย และจิตวิญญาณ 
  

- END - 

 1  <  2