Showing posts with label หมวด-2-ความรู้. Show all posts
Showing posts with label หมวด-2-ความรู้. Show all posts

Thursday, December 26, 2024

วิทยาศาสตร์เกี่ยวกับการฟื้นตัวของกล้ามเนื้อ: ควรพักนานแค่ไหนระหว่างเซ็ต?

 

วิทยาศาสตร์เกี่ยวกับการฟื้นตัวของกล้ามเนื้อ: ควรพักนานแค่ไหนระหว่างเซ็ต?

       ตรวจสอบเป้าหมายของคุณและใช้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการออกกำลังกายของคุณ! 

โดย  Mark Barroso, NSCA-CPT 

       ในฐานะเทรนเนอร์ส่วนตัว ผมมักถูกถามว่า "ผมควรพักนานแค่ไหนระหว่างเซ็ต?"

       คำตอบของผมขึ้นอยู่กับเป้าหมายของลูกค้าเสมอครับ ผมมีลูกค้าที่ฝึกเพื่อเพิ่มความแข็งแรง สร้างสรีระที่ดูดี ลดน้ำหนัก หรือเพิ่มความทนทานของกล้ามเนื้อ การออกกำลังกายเหล่านี้ ( หรืออย่างน้อยบางส่วน ) ต้องการช่วงเวลาพักที่แตกต่างกัน 

       ในหนังสือ “Essentials of Strength Training & Conditioning” ของ National Strength & Conditioning Association ได้แนะนำดังนี้:

* * * เพื่อเพิ่ม ความแข็งแรง และ พลัง ควรพักระหว่างเซ็ต 2-5 นาที 

* * * เพื่อเพิ่ม มวลกล้ามเนื้อ ( hypertrophy ) ควรพักระหว่างเซ็ต 30-90 วินาที 

* * * เพื่อเพิ่ม ความทนทานของกล้ามเนื้อ ควรพักระหว่างเซ็ต น้อยกว่า 30 วินาที 

       ช่วงเวลาพักเหล่านี้ขึ้นอยู่กับว่า ร่างกายใช้พลังงานอย่างไรในระหว่างการฝึก โดยเฉพาะร่างกายจะใช้ระบบพลังงานที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับความเข้มข้นและระยะเวลาของการออกกำลังกาย 

      

ระบบพลังงานใดที่ใช้ในการออกกำลังกายของคุณ? 

ระบบฟอสโฟเจน ( Phosphagen System ) 

       ระบบฟอสโฟเจนใช้ Creatine Phosphate ในการสร้าง ATP ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานที่ใช้ในกิจกรรมที่ใช้พลังงานสูง เช่น การยกน้ำหนักหรือการวิ่งเร็ว ATP จะถูกฟื้นฟูเต็มที่ใน 3-5 นาที ซึ่งหมายความว่าคนที่ฝึกเพื่อเพิ่มความแข็งแรงและพลัง ควรพักนานระหว่างเซ็ต
      


ระบบไกลโคไลซิส ( Glycolytic System )  

       หากออกกำลังกายต่อเนื่องกันนาน 30 วินาที ถึง 2 นาที ร่างกายจะใช้ระบบไกลโคไลซิส โดยเป็นการสลายไกลโคเจน ( พลังงานสำรองจากกลูโคสในเลือด ) เพื่อสร้าง ATP 

       หากคุณฝึกหนักมาก ( ใช้พลังงานสูงถึง 100% ของ VO2 max ) ร่างกายจะเผาผลาญไกลโคเจนเกือบหมดจากกล้ามเนื้อบางส่วน ดังนั้น ควรบริโภคคาร์โบไฮเดรตภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังการฝึก เพื่อเติมพลังงานและฟื้นฟูได้เต็มที่ภายใน 24 ชั่วโมง 



ระบบออกซิเดทีฟ ( Oxidative System ) 

       หากคุณฝึกนานกว่า 2-3 นาที ระบบออกซิเดทีฟจะเริ่มทำงาน โดยใช้คาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน ( ในกรณีที่ไม่มีพลังงานอื่นเหลือ )

       ตัวอย่างเช่น การออกกำลังกายที่ฝึกความทนทานของกล้ามเนื้อด้วยการฝึกแบบใช้น้ำหนักเบาแต่ทำซ้ำมาก ( 30 วินาทีต่อเซ็ต ) ใช้พลังงานจากระบบนี้ 




การฝึกแบบเป็นช่วง ( Interval Training )

       การฝึกแบบ Interval Training คือการออกกำลังกายด้วยความเข้มข้นสูงใกล้กับ VO2 max เป็นการฝึกที่นิยมสำหรับการพัฒนาความทนทาน เช่น วิ่ง ปีนเขา หรือว่ายน้ำ โดยพักระหว่างเซ็ต 3-5 นาที เพื่อเพิ่ม VO2 max และพัฒนาความสามารถในการฟื้นฟูของร่างกาย



การฝึกแบบเข้มข้นสูง ( High-Intensity Interval Training )

       HIIT ( High-Intensity Interval Training ) คือการฝึกหนักสลับกับการพักสั้น โดยอัตราการทำงานต่อการพักมักเป็น 1:1 หรือ 2:1 ตัวอย่างเช่น ฝึกหนัก 45 วินาที และพัก 45 วินาที หรือฝึกหนัก 40 วินาที และพัก 20 วินาที 

       ระบบฟอสโฟเจนจะไม่สามารถรองรับพลังงานได้ตลอดในช่วงการฝึก HIIT ร่างกายจึงต้องเริ่มใช้ระบบไกลโคไลซิสและออกซิเดทีฟเพื่อรองรับพลังงานเพิ่มเติม 



งานวิจัยเกี่ยวกับการพักและการฟื้นตัวของกล้ามเนื้อ


งานวิจัยปี 2017 ศึกษา 3 รูปแบบการออกกำลังกายที่แตกต่างกัน 

* * * การฝึก "ซินดี้" ( Cindy ) ที่ทำท่าต่าง ๆ เช่น วิดพื้น ดึงข้อ และสควอชให้ได้มากที่สุดใน 20 นาที 

* * * HIIT แบบกระโดดเชือก 

* * * การยกน้ำหนัก ( Power Clean ) ที่ใช้ 40% ของ 1RM ภายใน 5 นาที 

       ผลลัพธ์พบว่ากลุ่มที่พักระหว่างเซ็ตแบบเหมาะสมสามารถฟื้นฟูพลังงานได้ดีกว่าและลดความเหนื่อยล้าลงอย่างชัดเจน 


การพัก 2 นาที มีประโยชน์ในการรักษาความสามารถของกล้ามเนื้อมากกว่าเมื่อเทียบกับการพัก 1 นาที

* * * งานวิจัยในปี 2015 พบว่า การพัก 2 นาทีระหว่างการสควอชสามารถช่วยให้นักกีฬาสามารถทำเซ็ตได้สำเร็จมากขึ้น เมื่อเทียบกับการพักเพียง 1 นาที 


สรุป 

       การพักระหว่างเซ็ตที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับเป้าหมายการฝึกและประเภทของพลังงานที่ร่างกายใช้ หากต้องการเพิ่มพลังหรือความแข็งแรง พักนาน 2-5 นาที หากต้องการเพิ่มกล้ามเนื้อ พัก 30-90 วินาที และหากต้องการเพิ่มความทนทานของกล้ามเนื้อ ให้พักน้อยกว่า 30 วินาที 

- จบ -

Thursday, May 6, 2021

วิธีวัดขนาดของร่างกาย

 


วิธีวัดขนาดของร่างกาย


      หลายปีมาแล้ว เดวิด พี.วิลลอบี้ ( David P. Willoughby ) นักเขียนชาวอเมริกันที่มีชื่อเสียงในด้านมนุษยมิติ ได้นำเสนอวิธีการต่อไปนี้ สำหรับการวัดผลที่ถูกต้อง

* * * ใช้สายวัดที่เป็นเหล็ก หรือถ้าท่านใช้สายวัดที่เป็นผ้า ก็ต้องแน่ใจว่าวัดได้ถูกต้องเที่ยงตรง


* * * ให้คนอื่นช่วยวัดด้วยถ้าทำได้ แต่ถ้าจำเป็นต้องวัดด้วยตนเอง ควรจะยืนหน้ากระจก เพื่อให้เห็นว่าตำแหน่งของสายวัดอยู่บริเวณใด ก็จะช่วยได้มาก


* * * บันทึกส่วนสูง และขนาดกล้ามเนื้อที่วัดได้เป็นนิ้ว  และจดเศษส่วนให้ละเอียดด้วย รวมทั้งจดน้ำหนักร่างกาย


* * * การวัดขนาด ให้ทำโดยเอาปลายด้านหนึ่งของสายวัด ( ด้านที่ขึ้นต้นด้วยเลข 0 ( ศูนย์ ) ) กดไว้ที่จุดแกนกลางของกล้ามเนื้อ  จากนั้นก็ลากสายวัดให้ล้อมรอบกล้ามเนื้อที่กำลังวัดอยู่  /  ลากสายวัดมาจนกระทั่งกลับมาชนจุดเริ่มต้น โดยไม่ให้สายวัดเอียงหรือเฉไป


* * * การวัดส่วนสูง ควรให้อยู่ในสภาพเท้าเปล่า ยืนตัวตรงส้นเท้าชิด ( ทำตัวให้ยืดสูงเท่าที่จะทำได้ แต่ส้นเท้าต้องอยู่ติดพื้น ) 


* * * การชั่งน้ำหนัก ไม่ควรสวมเสื้อผ้า เพราะทำให้ได้ผลไม่ตรงตามความจริง ดังนั้น เราจึงควรจะเอาน้ำหนักของเสื้อผ้าออกไป ด้วยการไม่สวมเสื้อผ้า 


การวัดขนาดของกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ 


อายุ - ใช้หน่วยเป็นปี ( มีความสำคัญในการพิจารณาเรื่องการฝึกด้วย )


ความสูง - ใช้หน่วยเป็นเซนติเมตร 


น้ำหนัก - ใช้หน่วยเป็นกิโลกรัม   


คอ - ให้วัดส่วนที่เล็กที่สุด เหนือลูกกระเดือก  /  เวลาวัดให้ศีรษะตรง ใช้หน่วยเป็นนิ้ว 


ภาพบน ) กล้ามต้นแขนของคุณ ลู เฟอริโน - Lou Ferrigno

( ยังไม่ได้วอร์ม วัดได้ถึง 22 นิ้วกว่าๆทีเดียว ! )

ต้นแขน - ให้ยกแขนขึ้นระดับไหล่ งอข้อศอกเต็มที่และเกร็งกล้ามเนื้อ ( เหมือนที่เห็นในภาพข้างบนนี้ ) แล้ววัดส่วนที่ใหญ่ที่สุด ที่นูนเด่นที่สุด ใช้หน่วยเป็นนิ้ว 


แขนท่อนปลาย - วัดส่วนที่ใหญ่ที่สุด  /  เวลาวัด ให้เหยียดแขนตรง กำหมัด ข้อมือตรง ใช้หน่วยเป็นนิ้ว


ข้อมือ - วัดส่วนที่อยู่ถัดจากโคนฝ่ามือขึ้นมา ( ระหว่างปุ่มข้อกระดูก กับ ฝ่ามือ)  /  เวลาวัดให้แบมือ นิ้วเหยียดตรง มืออยู่แนวเดียวกับปลายแขน ใช้หน่วยเป็นนิ้ว


ทรวงอก - วัดส่วนที่ใหญ่ที่สุดซึ่งจะอยู่ใต้รักแร้ลงมาเล็กน้อย ใช้สายวัดๆโอบรอบ กระดูกสะบัก แล้วผ่านหัวนมด้านหน้า

       เวลาวัด ลำตัวต้องตรง ศีรษะเชิด หายใจเบาๆ กล้ามเนื้อผ่อนคลาย ใช้หน่วยเป็นเซนติเมตร หรือนิ้วก็ได้


เอว - วัดส่วนที่เล็กที่สุด ซึ่งจะเหนือสะดือขึ้นมาเล็กน้อย  /  เวลาวัด ให้ตั้งลำตัวตรง โดยให้อยู่ในสภาพปกติ ( ไม่ต้องแขม่ว หรือเบ่งหน้าท้อง ) ใช้หน่วยเป็นนิ้ว 


สะโพก - วัดส่วนที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งก็คือ บริเวณที่สะโพกผาย  /  เวลาวัดให้ยืนเท้าชิดก่อน แล้ววัดผ่านก้นส่วนที่มีเนื้อมากที่สุด ใช้หน่วยเป็นนิ้ว 


ต้นขา - ให้วัดส่วนที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งมักจะเป็นบริเวณรอยพับใต้ก้น  /  เวลาวัด ให้ยืนแยกเท้าห่างประมาณ 6 นิ้ว , กล้ามเนื้อต้นขาผ่อนคลาย ใช้หน่วยเป็นนิ้ว


เข่า - วัดล้อมรอบกึ่งกลางสะบ้าหัวเข่า  /  เวลาวัด ต้องให้กล้ามเนื้อต้นขาผ่อนคลาย แต่เข่าตรง , ทิ้งน้ำหนักตัวลงบนขาทั้งสองข้างเท่าๆกัน ใช้หน่วยเป็นนิ้ว 

ภาพบน ) กล้ามน่องของคุณ เฟล็กซ์ วีลเลอร์ - Flex Wheeler

( ในความสูง 170 ซม. แต่มีขนาดกล้ามน่อง 20 นิ้วกว่าๆ - ไม่ธรรมดาจริงๆ ! )


น่อง - วัดส่วนที่ใหญ่ที่สุด กดส้นเท้าลง ทิ้งน้ำหนักตัวลงบนเท้าทั้งสองข้าง เท่าๆกัน ใช้หน่วยเป็นนิ้ว 


ข้อเท้า - วัดส่วนที่เล็กที่สุดเหนือตาตุ่มขึ้นประมาณ 2 นิ้ว เวลาวัดยืนเท้าราบกับพื้น ทิ้งน้ำหนักตัวลงข้างละเท่าๆกัน ใช้หน่วยเป็นนิ้ว 


* * * จงแน่ใจว่าได้วัดแขนขาทั้งซ้ายและขวา


* * * การวัดเส้นรอบวงของกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ควรให้สายวัดแตะผิวหนังแต่เพียงเบาๆ ไม่ว่าท่านจะผอม หรือมีกล้ามเนื้อ  ถ้าวัดส่วนที่เป็นกระดูก ( เช่น ข้อมือ ข้อเข่า ข้อเท้า ) ให้วัดโดยสายวัด แตะผิวหนังแต่เบาๆเช่นกัน

       แต่ถ้าท่านมีน้ำหนักมาก ก็ให้วัดส่วนที่ว่านี้ ( ข้อมือ หัวเข่า ข้อเท้า ) โดยให้สายวัดแนบติดแน่นขึ้น 


* * * ในผู้หญิง การวัดทรวงอก ควรวัดเหนือระดับเต้านม

       การวัดทรวงอก และเต้านมควรแยกวัดต่างหาก  /  ใช้สายวัดๆที่ ระดับสูงสุดของเต้านม

หมายเหตุ - นอกจากเรื่องการวัดทรวงอก ระหว่างผู้หญิงและผู้ชาย ( ซึ่งแตกต่างกัน ) นี้แล้ว  ส่วนที่เหลือ ทั้งผู้ชายและผู้หญิงก็จะใช้วิธีวัดเหมือนกันหมด 

- END -