Showing posts with label หมวด-6-กล้ามเนื้อ. Show all posts
Showing posts with label หมวด-6-กล้ามเนื้อ. Show all posts

Wednesday, November 17, 2021

Neck - คอ

 

Neck

คอ



       คอ เป็นส่วนหนึ่งของร่างกายในสัตว์มีกระดูกสันหลังที่มีรยางค์หลายชนิด เป็นโครงสร้างที่แยกศีรษะออกจากลำตัว


กายวิภาคศาสตร์ของคอมนุษย์

* * * เนื้อเยื่อกระดูก: กระดูกสันหลังส่วนคอ 

       กระดูกสันหลังส่วนคอมีทั้งหมด 7 ชิ้น เรียงตามลำดับตั้งแต่บนลงล่าง C-1 ถึง C-7 โดยมีแผ่นกระดูกอ่อนอยู่ระหว่างกระดูกสันหลังแต่ละชิ้น

       คอทำหน้าที่รับน้ำหนักของศีรษะและปกป้องเส้นประสาทซึ่งนำข้อมูลรับความรู้สึกและสั่งการจากสมองลงไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย

       นอกจากนี้คอยังมีความยืดหยุ่นซึ่งทำให้สามารถหมุนและงอได้ในหลายทิศทาง

       กระดูกสันหลังส่วนคอทั้งเจ็ดชิ้นจะเรียงตัวโค้งแอ่นมาทางด้านหน้าเล็กน้อย 

       ส่วนโค้งของกระดูกสันหลังบริเวณคอนี้มีลักษณะโค้งน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับส่วนโค้งของกระดูกสันหลังอื่นๆ 


* * * กายวิภาคศาสตร์เนื้อเยื่ออ่อน 

       เมื่อคลำในแนวกลางใต้ต่อคางจะสามารถสัมผัสตัวของกระดูกไฮออยด์ ( hyoid bone ) ใต้ลงไปจะเป็นส่วนนูนของกระดูกอ่อนไทรอยด์ ( thyroid cartilage ) ซึ่งเรียกว่า "ลูกกระเดือก" ( Adam's apple ) ซึ่งจะเด่นชัดในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง

       ใต้ลงไปเป็นกระดูกอ่อนไครคอยด์ ( cricoid cartilage ) ซึ่งสามารถคลำได้

       ระหว่างกระดูกอ่อนไครคอยด์และรอยเว้าซุปปราสเตอร์นัล ( suprasternal notch ) คือท่อลม ( trachea ) และส่วนคอดของต่อมไทรอยด์ ( isthmus of the thyroid gland )

       ด้านข้างเป็นแนวของกล้ามเนื้อสเตอร์โนไคลโดมาสตอยด์ ( Sternocleidomastoid muscle ) ซึ่งเป็นจุดหลักที่สำคัญที่แบ่งระหว่างพื้นที่สามเหลี่ยมลำคอด้านหน้า ( anterior triangle of neck ) และพื้นที่สามเหลี่ยมลำคอด้านหลัง ( posterior triangle of neck )

       ส่วนบนของพื้นที่สามเหลี่ยมลำคอด้านหน้ามีต่อมน้ำลายใต้ขากรรไกรหรือต่อมซับแมนดิบูลาร์ ( submandibular gland ) ซึ่งวางตัวอยู่ใต้ครึ่งหลังของตัวขากรรไกรล่าง

       การหาแนวของหลอดเลือดแดงคอมมอนคาโรติด ( common carotid artery ) และหลอดเลือดแดงเอกซ์เทอร์นัลคาโรติด ( external carotid artery ) ทำได้โดยลากเส้นเชื่อมระหว่างข้อต่อสเตอร์โนคลาวิคิวลาร์ ( sterno-clavicular articulation ) ไปยังมุมกรามล่าง

       เส้นประสาทสมองคู่ที่ 11 หรือเส้นประสาทแอคเซสซอรี ( accessory nerve ) สัมพันธ์กับเส้นที่ลาก จากจุดกึ่งกลางระหว่างมุมของขากรรไกรล่างและปุ่มกกหู ไปยังกึ่งกลางของขอบด้านหลังของกล้ามเนื้อสเตอร์โนไคลโดมาสตอยด์ แล้วลากข้ามพื้นที่สามเหลี่ยมลำคอด้านหลังไปยังพื้นผิวชั้นลึกของกล้ามเนื้อทราพีเซียส ( trapezius )

       หลอดเลือดดำคอชั้นนอก ( external jugular vein ) สามารถเห็นได้ง่ายจากผิวหนัง หลอดเลือดดำนี้จะทอดตัวในแนวเส้นที่ลากจากมุมขากรรไกรล่างไปยังกึ่งกลางของกระดูกไหปลาร้า ( clavicle )

       ใกล้ๆ กันนั้นจะมีต่อมน้ำเหลืองขนาดเล็ก

       ส่วนหลอดเลือดดำแอนทีเรียร์จูกูลาร์ ( anterior jugular vein ) จะมีขนาดเล็กกว่า วิ่งลงมาประมาณครึ่งนิ้วห่างจากเส้นกึ่งกลางคอ กระดูกไหปลาร้าเป็นขอบเขตล่างสุดของคอ

       ส่วนด้านข้างของคอจะมีลักษณะโค้งชันออกด้านนอกเล็กน้อยไปยังไหล่เนื่องจากมีกล้ามเนื้อทราพีเซียสอยู่ 


การบาดเจ็บที่คอ

       ความผิดปกติของคอเป็นสาเหตุหลักของการปวดคอ

       คอเป็นโครงสร้างที่ทำหน้าที่หลากหลายแต่ก็รับความเค้นสูง

       สาเหตุหลักๆ ของอาการปวดคอ ( และอาการปวดบริเวณอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น การปวดที่ลามมาที่แขน ) ได้แก่

* * * อาการปวดคอ ( Whiplash ) จากความเครียดของกล้ามเนื้อหรือการบาดเจ็บของเนื้อเยื่ออ่อนอื่นๆ 

* * * หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน ( Cervical herniated disc ) 

* * * การตีบของสันหลังส่วนคอ ( Cervical spinal stenosis ) 

* * * กระดูกข้อต่ออักเสบ ( Osteoarthritis ) 

* * * อาการปวดเนื่องจากหลอดเลือด เช่น การกัดเซาะของหลอดเลือดแดง ( arterial dissections ) หรือภาวะหลอดเลือดดำคอชั้นในมีลิ่มเลือด ( internal jugular vein thrombosis ) 


- จบ -

Torso - ลำตัว

 

Torso

ลำตัว



      ลำตัว ( Torso หรือ trunk ) เป็นศัพท์ที่เรียกส่วนตรงกลางของร่างกายสัตว์หลายชนิด ( รวมถึงมนุษย์ ) ซึ่งมีรยางค์และลำคอที่ยื่นออกไป 

       ลำตัวประกอบด้วยอก ( thorax ) และท้อง ( abdomen ) 


อวัยวะที่สำคัญ

       อวัยวะที่สำคัญหลายชิ้นอยู่ภายในลำตัว ในช่องอกจะมีหัวใจและปอดซึ่งมีกระดูกซี่โครงคอยปกป้องอยู่

       และส่วนช่องท้องจะมีอวัยวะที่สำคัญต่อการย่อยอาหาร เช่น ตับทำหน้าที่ผลิตน้ำดีซึ่งมีประโยชน์ในการช่วยย่อยอาหาร ลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่ซึ่งทำหน้าที่ดูดซึมสารอาหาร ทวารหนักซึ่งทำหน้าที่ขับถ่ายอุจจาระ

       ไส้ตรง ( rectum ) ทำหน้าที่กักอุจจาระก่อนขับถ่าย ถุงน้ำดีซึ่งเก็บน้ำดีและช่วยให้น้ำดีเข้มข้นขึ้น ท่อไต ( ureter ) เป็นทางผ่านของปัสสาวะไปยังกระเพาะปัสสาวะที่ทำหน้าที่เก็บปัสสาวะ และท่อปัสสาวะ ( urethra ) ซึ่งเป็นทางผ่านของปัสสาวะและน้ำอสุจิผ่านถุงน้ำอสุจิ ( seminal vesicle ) และเชิงกรานซึ่งเป็นที่อยู่ของอวัยวะเพศชายและหญิง 


กลุ่มกล้ามเนื้อหลัก

       ลำตัวเป็นที่อยู่ของกล้ามเนื้อกลุ่มสำคัญๆ ของร่างกาย เช่น 

* * * กลุ่มกล้ามเนื้อหน้าอก ( pectoral muscles ) 

* * * กลุ่มกล้ามเนื้อท้อง ( abdominal muscles ) 

* * * กล้ามเนื้อแลททิสซิมุส ดอร์ไซ ( lateral muscle ) 


เส้นประสาทที่เลี้ยง

       อวัยวะและกล้ามเนื้อต่างๆ ถูกเลี้ยงด้วยเส้นประสาทหลายเส้น ซึ่งส่วนใหญ่มาจากเส้นประสาทกระดูกสันหลังส่วนอก ตัวอย่างเช่นเส้นประสาทชั้นผิวหนังมาจาก 

* * * แขนงประสาทผิวหนังด้านท้อง ( Ventral cutaneous branches ) 

* * * แขนงประสาทผิวหนังด้านข้าง ( Lateral cutaneous branches ) 

* * * แขนงประสาทผิวหนังด้านหลัง ( Dorsal cutaneous branches ) 


- จบ -

Tuesday, April 20, 2021

Outer Back - Right Side

 

Outer Back - Right Side

กล้ามหลังส่วนนอก - ด้านขวา

      กล้ามเนื้อ แลทิสสิมัส ดอซี่ - Latissimus Dorsi เป็นกล้ามเนื้อบริเวณหลังส่วนล่าง คลอบคลุมบริเวณเอว และมุมด้านล่างของสะบัก มีลักษณะเป็นแผ่นกว้างรูปพัดสามเหลี่ยม มีจุดเกาะอยู่ที่กระดูกสันหลังส่วนล่างและปลายอีกด้านหนึ่งอยู่ที่บริเวณหัวไหล่ ทำหน้าที่ดึงแขนลงเข้าหาลำตัว และหมุนแขนเข้าด้านใน


- END -



Outer Back - Left Side

 

Outer Back - Left Side

กล้ามหลังส่วนนอก - ด้านซ้าย

       กล้ามเนื้อ แลทิสสิมัส ดอซี่ - Latissimus Dorsi เป็นกล้ามเนื้อบริเวณหลังส่วนล่าง คลอบคลุมบริเวณเอว และมุมด้านล่างของสะบัก มีลักษณะเป็นแผ่นกว้างรูปพัดสามเหลี่ยม มีจุดเกาะอยู่ที่กระดูกสันหลังส่วนล่างและปลายอีกด้านหนึ่งอยู่ที่บริเวณหัวไหล่ ทำหน้าที่ดึงแขนลงเข้าหาลำตัว และหมุนแขนเข้าด้านใน  


- END -

Sunday, April 11, 2021

Quadriceps femoris

 

Quadriceps femoris

ควอดริเซ็บ ฟีเมอริส

      กล้ามเนื้อกลุ่มควอดริเซ็บ ฟีเมอริส ( Quadriceps femoris muscle , ภาษาลาตินแปลว่า กล้ามเนื้อสี่หัวของกระดูกต้นขา "four headed muscle of the femur") , มีชื่อเรียกสั้นๆว่า ควอดริเซ็บ ( quadriceps ) หรือ ควอดส ( quads ) 

       ควอดริเซ็บ ฟีเมอริส เป็นกลุ่มกล้ามเนื่อขนาดใหญ่รวมกันสี่กล้ามเนื้อ อยู่ด้านหน้าของต้นขา กล้ามเนื้อกลุ่มนี้ถูกใช้ในการเหยียดขาตรง หรือยืดขา ( extensor of the knee ) กลุ่มกล้ามเนื้อนี้ครอบคลุมอยู่ทางด้านหน้า และด้านข้างของกระดูกต้นขา ( femur ) 


โครงสร้าง

แบ่งเป็นสี่กล้ามเนื้อย่อย

1.เรกตัส ฟีเมอร์ริส ( rectus femoris ) - อยู่ตรงกลางของต้นขา ครอบคลุมกล้ามเนื้อควอดริเซ็บที่เหลือทั้งหมด มีจุดเริ่มต้นจากกระดูกิเลียม และยาวเป็นแนวตรงไปยึดเกาะกับลูกสะบ้าของหัวเข่า


2.วาสตัส แลเธอรัลลิส ( vastus lateralis ) - อยู่ทางด้านข้างส่วนนอก ( lateral ) ของกระดูกฟีเมอร์ 


3.วาสตัส มีดีแอลิส ( vastus medialis ) - อยู่ทางด้านข้างส่วนใน ( medial ) ของกระดูกฟีเมอร์ 


4.วาสตัส อินเทอร์มีเดียส ( vastus intermedius ) - อยู่ตรงกลางระหว่าง วาสตัส แลเธอรัลลิส และ วาสตัส มีเดียส ทางด้านหน้าของกระดูกต้นขา แต่อยู่ลึกหลังกล้ามเนื้อ เรกตัส ฟีเมอริส โดยปกติแล้วจะมองไม่เห็นถ้าไม่ผ่าตัดเอาเรกตัส ฟีเมอร์ริสออก


       กล้ามเนื้อทั้งสี่นั้นมีจุดยึดอยู่ที่หัวหน่อของกระดูกแข้ง ( tibial tuberosity ) โดยรวมกันเป็นเส้นเอ็นยึดกล้ามเนื้อควอดริเซ็บ ( quadriceps tendon ) ผ่านกระดูสะบ้าของหัวเข่า จนกลายมาเป็น เส้นเอ็นกระดูสะบ้าของหัวเข่า ( patellar ligament ) จนมายึดกับกระดูกแข้ง


เส้นประสาทควบคุมการทำงาน 

       ควบคุมโดย เส้นประสาทฟีเมอรัล ( femoral nerve ) จาก L1 , L2 , L3 , L4 


หน้าที่ 

       มีส่วนช่วยในการเดิน , วิ่ง , กระโดด , และย่อหัวเข่า กล้ามเนื้อเรกตัส ฟีเมอร์ริส ยังมีส่วนช่วยในการงอเอว ( hip flexion ) 

       กล้ามเนื้อวาสตัส มีเดียส มีส่วนสำคัญในการสร้างสมดุลให้กับกระดูสะบ้าของหัวเข่าระหว่างการย่างก้าวเพื่อการเดิน  


- END -




Thursday, April 8, 2021

Hip - กล้ามเนื้อสะโพก

 

Hip

กล้ามเนื้อสะโพก

       ในกายวิภาคของมนุษย์ กล้ามเนื้อของข้อต่อสะโพกเป็นกล้ามเนื้อที่ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวในสะโพก นักกายวิภาคศาสตร์สมัยใหม่ส่วนใหญ่กำหนดกล้ามเนื้อเหล่านี้มี 17 มัด และอาจมีการพิจารณากล้ามเนื้อเพิ่มเติม

       กล้ามเนื้อสะโพกถูกแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม คือ กลุ่มของ Gluteal , กลุ่มของ  Adductor , กลุ่มของ Iliopsoas และ กลุ่มของ Lateral rotator


กลุ่มของ gluteal

       กล้ามเนื้อกลูเตียล หรือ กล้ามเนื้อสะโพก ( Gluteal Muscle ) เป็นกลุ่มกล้ามเนื้อที่มารวมตัวกันกลายเป็นส่วนกล้ามเนื้อก้นหรือกล้ามเนื้อสะโพกของมนุษย์ ประกอบด้วยกล้ามเนื้อ 3 มัด ได้แก่ กลูเตียสมินิมัส ( Gluteus minimus ), กลูเตียสมีเดียส ( Gluteus medius ) และ กลูเตียสแม็กซิมัส ( Gluteus maximus )

       กล้ามเนื้อกลูเตียลเป็นกลุ่มกล้ามเนื้อที่ใหญ่ที่สุดในร่างกาย มีความสำคัญมากในการงอและเหยียดข้อสะโพก ( Hip joint ) โดยอาศัยการทำงานร่วมกันของมัดกล้ามเนื้อย่อยทั้งสามมัด

กลุ่มของ Adductor 

       กลุ่มกล้ามเนื้อหุบข้อสะโพก ( Hip adductor muscle group ) อยู่บริเวณด้านในของต้นขา มีบทบาทในการเริ่มต้นการถ่ายน้ำหนัก ช่วยให้เชิงกรานอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้องและช่วยสร้างความมั่นคงแก่ร่างกายส่วนล่างตลอดช่วงของการสวิง

       หากกลุ่มกล้ามเนื้อหุบข้อสะโพก ( Hip adductor muscle group ) ขาดความยืดหยุ่นหรือทำงานหนักเกินไปจนเกิดความไม่สมดุลกับกล้ามเนื้อกางสะโพก อาจทำให้เกิดอาการปวดตึงหรือบาดเจ็บที่บริเวณสะโพก ต้นขาด้านใน หรือข้อเข่าด้านในได้

       กล้ามเนื้อ Adductor นี้ ประกอบไปด้วยกลุ่มกล้ามเนื้อชื่อ 

* * * Adductor brevis

* * * Adductor longus 

* * * Adductor magnus 

* * * Pectineus 

* * * Gracilis 

       โดยกลุ่มกล้ามเนื้อทั้งหมดที่พูดมานี้ ( คือกลุ่มของ Adductor ข้างบนนี้ ) มีจุดเริ่มมาจากหัวหน่าว ( Pubis )

กลุ่มของ Iliopsoas 

       Iliacus ( อุ้งเชิงกราน ) และ Psoas major ประกอบด้วยกลุ่ม Iliopsoas psoas major

       Psoas major เป็นกล้ามเนื้อขนาดใหญ่ที่วิ่งจากร่างกาย ตรงที่เป็นแผ่นดิสก์ของกระดูกสันหลัง L1 ถึง L5  /  แล้วมาเชื่อมต่อกับอุ้งเชิงกราน ( Iliacus ) ด้วยเส้นเอ็น  /  จากนั้นก็เชื่อมต่อกับส่วนล่างของโคนขาด้วย

       Iliacus ( อุ้งเชิงกราน ) มีต้นกำเนิดจากอุ้งเชิงกรานของไอเลียม ( ilium )


* * * ที่พูดมาทั้งหมดนี้ เรียกรวมกันว่า Iliopsoas 


กลุ่มของ Lateral rotator 

       กลุ่มนี้ประกอบไปด้วย

* * * E
xternus 

* * * Internus obturators

* * * Piriformis

* * * Superior

* * * Inferior gemelli

* * * Quadratus femoris 

       กล้ามเนื้อทั้ง 6 อัน ( ที่เห็นข้างบนนี้ ) เริ่มต้นที่ด้านล่างของ Acetabulum ของ Ilium โดยแทรกอยู่ในกล้ามเนื้อโคนขา


กล้ามเนื้อกลุ่มอื่นๆ

       ยังมีกล้ามเนื้ออื่นๆที่ไม่ได้รวมอยู่ในกล้ามเนื้อ 4 กลุ่มข้างบนนี้ ( คือไม่ได้รวมอยู่ในกลุ่มของ Gluteal , กลุ่มของ  Adductor , กลุ่มของ Iliopsoas และ กลุ่มของ Lateral rotator ) ยกตัวอย่างเช่นกล้ามเนื้อ Rectus femoris และ Sartorius

       ซึ่งกล้ามเนื้อ Rectus femoris และ Sartorius มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวในข้อต่อสะโพก

       และกล้ามเนื้อ Rectus femoris และ Sartorius นี้ ก็มีส่วนสำคัญในการเคลื่อนไหวของ หัวเข่า

       แต่โดยทั่วไป กล้ามเนื้อทั้งหมดที่พูดมานี้ ไม่จัดว่าเป็น กล้ามเนื้อสะโพก 

สะโพก - Hip

       ใน สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง กายวิภาคศาสตร์ , สะโพก ( หรือ "coxa "ในคำศัพท์ทางการแพทย์ ) หมายถึงบริเวณทางกายวิภาคหรือข้อต่อ

       บริเวณสะโพก อยู่ ด้านข้าง และ ด้านหน้า ถึง gluteal region , ต่ำกว่า ไปที่ iliac crest และวางทับ มากกว่า trochanter ของ femur หรือ "ต้นขา" ในผู้ใหญ่กระดูกเชิงกรานสามชิ้นได้หลอมรวมเป็น กระดูกสะโพก หรือ acetabulum ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของบริเวณสะโพก


ข้อต่อสะโพก เรียกทางวิทยาศาสตร์ว่า acetabulofemoral joint ( art. coxae ) คือ joint ระหว่างโคนขาและ acetabulum ของ กระดูกเชิงกราน และหน้าที่หลักของมันคือการรองรับน้ำหนักของร่างกายทั้งในท่าทางนิ่ง ( เช่นยืน ) และไดนามิก ( เช่นเดินหรือวิ่ง ) ข้อต่อสะโพกมีบทบาทที่สำคัญมากในการรักษาสมดุลและในการรักษา มุมเอียงของอุ้งเชิงกราน

       ความเจ็บปวดของสะโพก อาจเป็นผลมาจากสาเหตุหลายประการเช่นประสาทโรคข้อเสื่อมการติดเชื้อบาดแผลและพันธุกรรม 

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -  

โครงสร้าง

ข้างล่างนี้ )

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -        

      กระดูกโคนขาส่วนต้นถูกปกคลุมไปด้วยกล้ามเนื้อเป็นส่วนใหญ่ดังนั้น ที่ใหญ่กว่า มักเป็นโครงสร้างกระดูกที่เห็นได้ชัดเพียงแห่งเดียวในบริเวณสะโพก

ข้อต่อ

       ข้อสะโพกเป็นข้อต่อ

       ข้อต่อ ที่เกิดจากการประกบของส่วนหัว ที่โค้งมนของโคนขา และ acetabulum คล้ายถ้วยของกระดูกเชิงกราน เป็นการเชื่อมต่อหลักระหว่างกระดูกของแขนขาส่วนล่างกับ โครงกระดูกตามแนวแกน ของลำต้นและกระดูกเชิงกราน พื้นผิวข้อต่อทั้งสองถูกปกคลุมด้วยชั้นที่แข็งแรง แต่มีการหล่อลื่นเรียกว่า articular hyaline cartilage

       cuplike acetabulum ก่อตัวขึ้นที่การรวมกันของกระดูกเชิงกรานสามชิ้น - ilium , pubis , และ ischium แผ่นการเจริญเติบโตรูปตัว Y ที่แยกออกจากกันซึ่งเป็นกระดูกอ่อน triradiate ถูกหลอมรวมกันอย่างชัดเจนเมื่ออายุ 14-16 ปี เป็นทรงกลมชนิดพิเศษหรือ ball and socket joint โดยที่หัวกระดูกต้นขาทรงกลมโดยมากจะบรรจุอยู่ภายในอะซิตาบุลัมและมีรัศมีความโค้งเฉลี่ย 2.5 ซม. acetabulum จับลูกกระดูกต้นขาได้เกือบครึ่งด้ามจับเสริมด้วยริมฝีปาก fibrocartilaginous รูปวงแหวน acetabular labrum ซึ่งขยายข้อต่อออกไปนอกเส้นศูนย์สูตร ช่องว่างระหว่างหัวกระดูกต้นขาและอะซิตาบูลัมที่เหนือกว่าโดยปกติจะอยู่ระหว่าง 2 ถึง 7 มม

       ส่วนหัวของโคนขายึดกับเพลาโดยบริเวณคอบาง ๆ ซึ่งมักจะเกิดการแตกหักในผู้สูงอายุ ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากผลการเสื่อมของ โรคกระดูกพรุน 

       อะซิตาบูลัมมีลักษณะที่ด้อยกว่าด้านข้างและด้านหน้าในขณะที่คอกระดูกต้นขาจะชี้ไปทางเหนือกว่าอยู่ตรงกลางและเล็กน้อย ล่วงหน้า

มุมข้อต่อ

* * * มุมตามขวางของทางเข้าอะซิตาบูลาร์ ( เรียกอีกอย่างว่ามุมของชาร์ปและโดยทั่วไปเป็นมุมที่อ้างถึงโดยมุมอะซิตาบูลาร์โดยไม่มีข้อกำหนดเพิ่มเติม ) สามารถกำหนดได้โดยการวัดมุมระหว่างเส้นที่ผ่านจาก ดีกว่าขอบ acetabular ที่ด้อยกว่าและระนาบแนวนอน มุมที่โดยปกติจะวัดได้ 51 °เมื่อแรกเกิดและ 40 °ในผู้ใหญ่และมีผลต่อการครอบคลุมด้านข้างของอะซิตาบูลาร์ของหัวกระดูกต้นขาและพารามิเตอร์อื่น ๆ อีกมากมาย


* * * มุมทัลของทางเข้าอะซิตาบูลาร์คือมุมระหว่างเส้น ผ่านจากด้านหน้าไปยังขอบ acetabular ด้านหลังและระนาบทัล วัดได้ 7 °เมื่อแรกเกิดและเพิ่มขึ้นเป็น 17 °ในผู้ใหญ่ 


* * * มุมขอบตรงกลางของ Wiberg ( มุม CE ) เป็นมุมระหว่างเส้นแนวตั้งและเส้นจากกึ่งกลางของหัวกระดูกต้นขาไปยังด้านข้างมากที่สุด ส่วนหนึ่งของ acetabulum ตามที่เห็นใน anteroposteriorradiograph


* * * vertical-center-anterior margin angle ( VCA ) คือมุมที่เกิดจากเส้นแนวตั้ง ( V ) และเส้นจาก กึ่งกลางของหัวกระดูกต้นขา ( C ) และขอบด้านหน้า ( A ) ของเงาหนาแน่นของกระดูกใต้คอนดรัลด้านหลังเล็กน้อยถึงขอบด้านหน้าของอะซิตาบูลัมโดยการถ่ายภาพรังสีจากมุมเท็จนั่นคือมุมมองด้านข้างหมุน 25 องศาต่อการกลายเป็นหน้าผาก


* * * มุมกระดูกอ่อนของข้อต่อ ( มุม AC หรือที่เรียกว่าดัชนีอะซิตาบูลาร์หรือมุมฮิลเจนเรเนอร์ ) เป็นมุมที่ขนานกับโดมรับน้ำหนักนั่นคือ acetabular sourcil หรือ "หลังคา" และระนาบแนวนอนหรือเส้นที่เชื่อมต่อมุมของกระดูกอ่อนรูปสามเหลี่ยมกับอะซีตาบุลด้านข้าง ขอบ ar. ในเด็กสะโพกปกติในเด็กอายุระหว่าง 11 ถึง 24 เดือนโดยเฉลี่ยแล้วจะอยู่ที่ 20 °โดยอยู่ระหว่าง 18 °ถึง 25 ° มันจะลดลงเรื่อย ๆ ตามอายุ ค่าคัตออฟที่แนะนำ เพื่อจัดประเภทของมุมที่เพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ ได้แก่

       - 30 °ถึง 4 เดือนของอายุ 

       - 25 °ถึง 2 ปี


คอกระดูกต้นขา มุม

       มุมระหว่างแกนตามยาวของคอกระดูกต้นขาและเพลาเรียกว่ามุม caput-collum-diaphyseal หรือมุม CCD โดยปกติจะวัดได้ประมาณ 150 °ในทารกแรกเกิดและ 126 °ในผู้ใหญ่ ( coxa norma ) 

       มุมที่เล็กผิดปกติเรียกว่า coxa vara และมุมที่ใหญ่ผิดปกติเป็น coxa valga เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงรูปร่างของโคนขาโดยธรรมชาติส่งผลกระทบต่อหัวเข่า coxa valga จึงมักใช้ร่วมกับ genu varum ( bow-leggedness ) ในขณะที่ coxa vara นำไปสู่ ​​genu valgum ( Knock-knee ) 

       การเปลี่ยนแปลงรูปแบบ trabecular เนื่องจากมุม CCD ที่เปลี่ยนแปลง Coxa valga นำไปสู่การบีบอัด trabeculae มากขึ้น coxa vara ไปสู่ ​​trabeculae ที่มีความตึงเครียดมากขึ้น
การเปลี่ยนแปลงของมุม CCD เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงรูปแบบความเค้นที่ใช้กับข้อต่อสะโพก การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเช่นเกิดจากความคลาดเคลื่อนเปลี่ยนรูปแบบ trabecular ภายในกระดูก ระบบ trabecular ต่อเนื่องสองระบบที่เกิดขึ้นบนพื้นผิวใบหูของ ข้อต่อ sacroiliac คดเคี้ยวและไขว้กันผ่านกระดูกสะโพกหัวกระดูกต้นคอคอและเพลา  

* * * ในกระดูกสะโพกระบบหนึ่งเกิดขึ้นที่ส่วนบนของพื้นผิวใบหูเพื่อมาบรรจบกับพื้นผิวด้านหลังของ รอยบากที่ใหญ่กว่า จากที่ trabeculae สะท้อนไปยังส่วนที่ด้อยกว่าของ acetabulum . อีกระบบปรากฏขึ้นที่ส่วนล่างของพื้นผิวใบหูโดยมาบรรจบกันที่ระดับ เส้นกลูเทอลที่เหนือกว่า และสะท้อนด้านข้างไปยังส่วนบนของอะซิตาบูลัม 


* * * ในโคนขา ระบบแรกจัดเรียงด้วยระบบที่เกิดจากส่วนด้านข้างของกระดูกต้นขาเพื่อยืดไปยังส่วนที่ต่ำกว่าของคอและศีรษะกระดูกต้นขา ระบบอื่น ๆ จะเชื่อมต่อกับระบบในกระดูกโคนขาที่ยืดจากส่วนตรงกลางของกระดูกต้นขาไปยังส่วนที่เหนือกว่าของหัวกระดูกต้นขา


       ที่ด้านข้างของข้อต่อสะโพก พังผืด lata คือ ได้รับการเสริมสร้างเพื่อสร้าง iliotibial tract ซึ่งทำหน้าที่เป็นแถบความตึงและลดแรงดัดที่ส่วนใกล้เคียงของโคนขา


Capsule

       แคปซูลยึดติดกับสะโพก กระดูกภายนอกสะโพกอะซิตาบูลาร์ซึ่งจะยื่นเข้าไปในช่องว่าง ที่ด้านกระดูกต้นขาระยะห่างระหว่างขอบกระดูกอ่อนของศีรษะและส่วนยึดของกระดูกอ่อนที่ฐานของคอจะคงที่ซึ่งจะทำให้ส่วนนอกของคอด้านหลังกว้างกว่าทางด้านหน้า

       ความแข็งแรง แต่ข้อต่อสะโพกหลวมทำให้ข้อสะโพกมีช่วงการเคลื่อนไหวที่ใหญ่เป็นอันดับสอง ( รองจาก ไหล่ ) และยังรองรับน้ำหนักของลำตัวแขนและศีรษะ

       แคปซูลมีเส้นใยสองชุด: ตามยาวและวงกลม

* * * เส้นใยวงกลมสร้างปลอกคอรอบคอกระดูกต้นขาเรียกว่า zona orbicularis 


* * * เส้นใยเรตินาตามยาวจะเคลื่อนที่ไปตามคอและนำพาเส้นเลือด 

เส้นเอ็น

       ข้อต่อสะโพกเสริมด้วยเอ็นสี่เส้นซึ่งสามข้อเป็นส่วนนอกของแคปซูลาร์และอีกหนึ่งภายใน 

       เอ็น extracapsular คือ iliofemoral , ischiofemoral และ ligaments pubofemoral ที่ติดกับกระดูกของกระดูกเชิงกราน ( ilium , ischium และ pubis ตามลำดับ ) ทั้งสามเสริมความแข็งแรงของแคปซูลและป้องกันไม่ให้มีการเคลื่อนไหวมากเกินไปในข้อต่อ ในจำนวนนี้เอ็น iliofemoral รูปตัว Y และบิดเป็นเอ็นที่แข็งแรงที่สุดในร่างกายมนุษย์ ในตำแหน่งตั้งตรงจะป้องกันไม่ให้ลำต้นล้มไปข้างหลังโดยไม่จำเป็นต้องมีกิจกรรมของกล้ามเนื้อ ในท่านั่งมันจะผ่อนคลายจึงอนุญาตให้กระดูกเชิงกรานเอียงไปด้านหลังในท่านั่ง เอ็น iliofemoral ช่วยป้องกันไม่ให้มีการเพิ่มมากเกินไปและการหมุนภายในของสะโพก เอ็น ischiofemoral ป้องกันการหมุนตรงกลาง ( ภายใน ) ในขณะที่เอ็น pubofemoral จำกัด การลักพาตัวและการหมุนภายในของข้อต่อสะโพก zona orbicularis ซึ่งอยู่เหมือนปลอกคอรอบส่วนที่แคบที่สุดของ คอกระดูกต้นขา ถูกหุ้มด้วยเอ็นอีกอันซึ่งบางส่วนแผ่เข้ามา zona orbicularis ทำหน้าที่เหมือนรังดุมบนหัวกระดูกต้นขาและช่วยในการรักษาหน้าสัมผัสในข้อต่อ เอ็นทั้งสามจะตึงเมื่อข้อต่อยืดออกซึ่งจะทำให้ข้อต่อคงที่และลดความต้องการพลังงานของกล้ามเนื้อเมื่อยืน 

      เอ็น ภายใน เอ็น ติดอยู่กับภาวะซึมเศร้าใน acetabulum ( รอยบาก acetabular ) และการกดทับที่หัวกระดูกต้นขา ( fovea ของศีรษะ ) จะยืดเฉพาะเมื่อสะโพกหลุดจากนั้นอาจป้องกันไม่ให้มีการเคลื่อนย้ายเพิ่มเติม มันไม่สำคัญเท่าเอ็น แต่มักจะมีความสำคัญอย่างมากในฐานะท่อของหลอดเลือดแดงเล็ก ๆ ไปยังหัวของโคนขานั่นคือหลอดเลือดแดง foveal หลอดเลือดแดงนี้ไม่ได้มีอยู่ในทุกคน แต่สามารถกลายเป็นเลือดไปเลี้ยงกระดูกที่หัวของโคนขาได้เมื่อคอของโคนขาหักหรือหยุดชะงักจากการบาดเจ็บในวัยเด็ก


ปริมาณเลือด

       ข้อต่อสะโพกจะได้รับเลือดจาก medial circumflex femoral และ lateral circumflex femoral artery ซึ่งโดยปกติทั้งคู่จะเป็นแขนงของหลอดเลือดแดงส่วนลึก ของต้นขา ( profunda femoris ) แต่ก็มีหลายรูปแบบและหนึ่งหรือทั้งสองอย่างอาจเกิดขึ้นโดยตรงจาก เส้นเลือดแดง นอกจากนี้ยังมีการสนับสนุนเล็กน้อยจากหลอดเลือดแดง foveal ซึ่งเป็นเส้นเลือดเล็ก ๆ ในเอ็นของหัวของโคนขาซึ่งเป็นกิ่งก้านของ ส่วนหลังของหลอดเลือดแดง obturator ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่จะหลีกเลี่ยง avascular necrosis ของ หัวของกระดูกต้นขา เมื่อเลือดที่มาจากหลอดเลือดแดงที่อยู่ตรงกลางและด้านข้างเกิดการหยุดชะงัก ( เช่นจากการแตกหักของคอของโคนขาตามแนวของพวกเขา )

       สะโพกมี anastomoses ที่สำคัญทางกายวิภาค 2 ตัวคือ cruciate และ trochanteric anastomoses ซึ่งส่วนหลังจะให้เลือดส่วนใหญ่ไปที่หัวของโคนขา anastomoses เหล่านี้มีอยู่ระหว่างหลอดเลือดต้นขาหรือ profunda femoris และท่อ glutealWikipedia site:th.wikiarabi.org


กล้ามเนื้อและการเคลื่อนไหว

       กล้ามเนื้อสะโพกทำหน้าที่บนแกนหลักสามแกนที่ตั้งฉากกันซึ่งทั้งหมดนี้ผ่านศูนย์กลางของ หัวกระดูกต้นขา ส่งผลให้มีสาม องศาอิสระ และทิศทางหลักสามคู่: งอ และ ส่วนขยาย รอบแกนขวาง ( ซ้าย - ขวา ); การหมุนด้านข้าง และ การหมุนตรงกลาง รอบแกนตามยาว ( ตามต้นขา ) และ การลักพาตัว และ adduction รอบแกนทัล ( ไปข้างหน้า - ถอยหลัง ); และการรวมกันของการเคลื่อนไหวเหล่านี้ ( เช่น การขลิบ การเคลื่อนที่แบบผสมที่ขาอธิบายพื้นผิวของกรวยที่ผิดปกติ )

       กล้ามเนื้อสะโพกบางส่วนยังทำหน้าที่เกี่ยวกับข้อต่อกระดูกสันหลังหรือข้อเข่าด้วยโดยมีบริเวณต้นกำเนิดและ  /  หรือการแทรกที่กว้างขวางส่วนต่างๆของกล้ามเนื้อแต่ละส่วนมีส่วนร่วมในการเคลื่อนไหวที่แตกต่างกันมากและช่วงของการเคลื่อนไหวจะแตกต่างกันไปตามตำแหน่ง ของข้อต่อสะโพก นอกจากนี้ ด้อยกว่า และ กล้ามเนื้อ gemelli ที่เหนือกว่า ยังช่วย obturator internus และกล้ามเนื้อทั้งสามรวมกันเป็นกล้ามเนื้อสามหัวที่เรียกว่า triceps coxae .

       ดังนั้นการเคลื่อนไหวของข้อต่อสะโพกจึงดำเนินการโดยชุดของกล้ามเนื้อซึ่งนำเสนอในที่นี้ตามลำดับความสำคัญโดยช่วงของการเคลื่อนไหวจากตำแหน่งศูนย์องศาที่เป็นกลางที่ระบุ:

* * * ด้านข้าง หรือ ภายนอก การหมุน ( 30 ° โดยยืดสะโพกออกไป 50 ° พร้อมกับงอสะโพก ): gluteus maximus ; ควอดราตัส femoris ; obturator internus ; เส้นใยหลังของ gluteus medius และ minimus ; iliopsoas ( รวมถึง psoas major จากคอลัมน์ vertebral ); สารสกัดจากภายนอก ; adductor magnus , longus , brevis และ minimus ; piriformis ; และ ซาร์โทเรียส iliofemoral ligament ยับยั้งการหมุนด้านข้างและส่วนขยายนี่คือสาเหตุที่สะโพกสามารถหมุนไปด้านข้างได้ในระดับที่มากขึ้นเมื่อมีการงอ


* * * อยู่ตรงกลาง หรือ การหมุนภายใน ( 40 ° ): เส้นใยด้านหน้าของ gluteus medius และ minimus ; เทนเซอร์ Fasciae latae ; ส่วนของ adductor magnus สอดเข้าไปใน adductor tubercle ; และด้วยขาที่ถูกลักพาตัวไปยัง pectineus


* * * ส่วนขยาย หรือ การย้อนกลับ ( 20 ° ): gluteus maximus ( หากไม่ได้รับการปฏิบัติยืนอย่างแข็งขันจาก ท่านั่งเป็นไปไม่ได้ แต่ยืนและเดินบนพื้นผิวเรียบ ); เส้นใยหลังของ gluteus medius และ minimus ; แมกนัสโฆษณา ; และ piriformis นอกจากนี้กล้ามเนื้อต้นขาต่อไปนี้จะขยายสะโพก: semimembranosus , semitendinosus และส่วนหัวยาวของ biceps femoris ส่วนขยายสูงสุดถูกยับยั้งโดย iliofemoral ligament 


* * * Flexion หรือ anteversion ( 140 ° ): the hip flexors : iliopsoas ( with psoas ที่สำคัญจากคอลัมน์กระดูกสันหลัง ); tensor fasciae latae , pectineus , adductor longus , adductor brevis และ gracilis กล้ามเนื้อต้นขาทำหน้าที่เป็นงอสะโพก: rectus femoris และ sartorius การงอสูงสุดถูกยับยั้งโดยต้นขาสัมผัสกับหน้าอก


* * * การลักพาตัว ( 50 °โดยยืดสะโพกออก 80 °พร้อมกับสะโพกงอ ): gluteus medius ; เทนเซอร์ Fasciae latae ; gluteus maximus พร้อมกับสิ่งที่แนบมาที่ Fascia lata ; gluteus minimus ; piriformis ; และ obturator internus การลักพาตัวสูงสุดถูกยับยั้งโดยคอของโคนขาที่สัมผัสกับกระดูกเชิงกรานด้านข้าง เมื่อสะโพกงอสิ่งนี้จะชะลอการปะทะจนกว่าจะได้มุมที่มากขึ้น


* * * Adduction ( 30 °โดยที่สะโพกขยายออก 20 °พร้อมกับสะโพกที่งอ ): adductor magnus พร้อม adductor minimus ; adductor longus , adductor brevis , gluteus maximus พร้อมกับสิ่งที่แนบมาที่ gluteal tuberosity ; กราซิลิส ( ขยายไปถึงกระดูกแข้ง ); pectineus , quadratus femoris ; และ obturator externus ของกล้ามเนื้อต้นขา semitendinosus มีส่วนเกี่ยวข้องโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการกระตุ้นสะโพก การยึดเกาะสูงสุดถูกขัดขวางโดยต้นขาที่สัมผัสกัน สิ่งนี้สามารถหลีกเลี่ยงได้โดยการลักพาตัวขาตรงข้ามหรือให้ขาสลับกันงอ  /  ขยายที่สะโพกเพื่อให้เดินทางไปในระนาบที่แตกต่างกันและไม่ตัดกัน


ความสำคัญทางการแพทย์

       กระดูกสะโพกหัก คือ แตก ที่เกิดขึ้นที่ส่วนบนของโคนขา อาการต่างๆอาจรวมถึงอาการปวดรอบ ๆ สะโพกโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเคลื่อนไหวและขาสั้นลง ข้อสะโพกสามารถแทนที่ได้ด้วย เทียม ในการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพก เนื่องจากกระดูกหักหรือเจ็บป่วยเช่น โรคข้อเข่าเสื่อม อาการปวดสะโพก อาจมีได้หลายแหล่งและยังสามารถเชื่อมโยงกับ อาการปวดหลังส่วนล่าง 

พลัมฟิสซึ่มทางเพศและความสำคัญทางวัฒนธรรม

       ในมนุษย์ไม่เหมือน สัตว์อื่น ๆ กระดูกสะโพกมีความแตกต่างกันอย่างมากในสองเพศ สะโพกของมนุษย์ผู้หญิงกว้างขึ้นในช่วง วัยแรกรุ่น นอกจากนี้ femora ยังมีระยะห่างกันมากขึ้นในเพศหญิงเพื่อให้ช่องเปิดในกระดูกสะโพกกว้างขึ้นและทำให้คลอดบุตรได้ง่ายขึ้น ในที่สุด ilium และสิ่งที่แนบมาของกล้ามเนื้อจะมีรูปร่างเพื่อให้ก้นอยู่ห่างจากช่องคลอดซึ่งการหดตัวของก้นอาจทำให้ทารกเสียหายได้

       สะโพกของผู้หญิงมีความสัมพันธ์กับทั้ง การเจริญพันธุ์ และการแสดงออกทั่วไปของ เรื่องเพศ เนื่องจากสะโพกที่กว้างช่วยให้ การคลอดบุตร และยังใช้เป็นสัญญาณบ่งชี้ทางกายวิภาคของวุฒิภาวะทางเพศจึงถูกมองว่าเป็นลักษณะที่น่าดึงดูดสำหรับผู้หญิงมานานหลายพันปี

       การโพสท่าแบบคลาสสิกของผู้หญิงหลายคนใช้ในการปั้นวาดหรือถ่ายภาพเช่น Grande Odalisque เพื่อเน้นความโดดเด่นของสะโพก ในทำนองเดียวกัน แฟชั่นของผู้หญิง ในยุคต่างๆมักดึงดูดความสนใจไปที่เส้นรอบวงของสะโพกของผู้สวมใส่

- END -

Monday, April 5, 2021

Glutes

 

Glutes

กลูเตียส


กล้ามเนื้อกลูเตียล

       กล้ามเนื้อกลูเตียล หรือ กล้ามเนื้อสะโพก ( Gluteal Muscle ) เป็นกลุ่มกล้ามเนื้อที่มารวมตัวกันกลายเป็นส่วนกล้ามเนื้อก้นหรือกล้ามเนื้อสะโพกของมนุษย์ ประกอบด้วยกล้ามเนื้อ 3 มัด ได้แก่ กลูเตียสมินิมัส ( Gluteus Minimus ) , กลูเตียสมีเดียส ( Gluteus Medius ) และ กลูเตียสแม็กซิมัส ( Gluteus Maximus )


หน้าที่ของกล้ามเนื้อกลูเตียล

       กล้ามเนื้อกลูเตียลเป็นกลุ่มกล้ามเนื้อที่ใหญ่ที่สุดในร่างกาย มีความสำคัญมากในการงอและเหยียดข้อสะโพก ( hip joint ) โดยอาศัยการทำงานร่วมกันของมัดกล้ามเนื้อย่อยทั้งสามมัด 


การบริหารกล้ามเนื้อกลูเตียล

       การบริหารกล้ามเนื้อในส่วนนี้จะช่วยให้การทรงตัวดีขึ้น และช่วยรักษาสมดุลของแนวแกนกระดูกสันหลัง


ทำความรู้จัก Glutes

       Glutes เป็นกลุ่มของกล้ามเนื้อสะโพกที่ประกอบไปด้วยกล้ามเนื้อย่อย 3 มัด ได้แก่ Gluteus Maximus , Gluteus Medius และ Gluteus Minimus ถ้าเราเอื้อมมือไปจับก้นตัวเอง เราจะจับโดนมัดใหญ่สุดก็คือกล้ามเนื้อ Gluteus Maximus นั่นเอง ส่วนอีกสองมัดเล็กนั้นจะอยู่ใต้ Gluteus Maximus ลงไปอีกชั้นหนึ่ง

       ภาพรวมคร่าว ๆ ของกล้ามเนื้อกลุ่มนี้คือมันยึดเกาะอยู่ตามบริเวณต่าง ๆ ของสันของกระดูกเชิงกรานและกระดูกกระเบนเหน็บ พาดผ่านข้อต่อสะโพกแล้วไปเกาะอยู่ที่ส่วนต่าง ๆ ของหัวกระดูกต้นขา แต่ละมัดทำงานเหมือนกันบ้าง ตรงข้ามกันบ้าง แต่รวม ๆ แล้วกล้ามเนื้อกลุ่มนี้ทำงานร่วมกันเพื่อเตะขาไปด้านหลัง ( Hip Extension ) กางขาออกไปด้านข้าง ( Hip Abduction ) และหมุนต้นขาออกด้านนอก ( Hip External Rotation ) 

- END - 

Sunday, April 4, 2021

Rectus Abdominis

 

Rectus Abdominis

       กล้ามเนื้อ Rectus Abdominis หรือที่เรียกว่า "กล้ามเนื้อหน้าท้อง" เป็นกล้ามเนื้อคู่ที่เรียงอยู่ในแนวตั้ง ของผนังหน้าท้องด้านหน้าของมนุษย์ เช่นเดียวกับของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่น ๆ

       ลักษณะของกล้ามเนื้อ เป็นแนวขนานสองแนว คั่นด้วยแถบกึ่งกลางของเนื้อเยื่อที่เรียกว่า Linea Alba

       กล้ามเนื้อนี้ จะอยู่ระหว่างกระดูกซี่โครง กับกระดูกหัวหน่าว

       Rectus Abdominis เป็นกล้ามเนื้อหน้าท้องที่น่าจะเป็นที่รู้จักมากที่สุดในบรรดาทั้งหมด เพราะมันคือส่วนที่เป็น Six Pack สวย ๆ ซึ่งอยู่ด้านหน้าและอยู่ชั้นนอกสุด

       Rectus Abdominis มีหน้าที่หลักก็คือใช้ในการงอลำตัว เช่นเวลาที่เราทำ Sit Up

        กล้ามเนื้อเหล่านี้จำเป็นอย่างมากต่อการทำกิจกรรมทั่วๆไปได้อย่างปลอดภัยและไม่บาดเจ็บโดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่นักกีฬาเช่น นักยิมนาสติก นักเต้นรำ นักมวยและนักกีฬาต่อสู้ประเภทอื่นๆซึ่งต้องมีความแข็งแรงของลำตัวส่วนบนมากถึงแม้จะไม่เห็นเป็น six-pack ก็ตาม 

- END -


Saturday, April 3, 2021

Spine

 

กระดูกสันหลัง

( Spine )

      กระดูกสันหลัง ( vertebral column ) ในกายวิภาคของมนุษย์ คือกระดูกแกนของสัตว์มีกระดูกสันหลัง ตั้งแต่ส่วนต้นคอ ลงมาจนถึงส่วนก้น ภายในมีไขสันหลัง ซึ่งอยู่ในช่องไขสันหลังอีกทีหนึ่ง

      
กายวิภาคศาสตร์ของกระดูกสันหลัง

       กระดูกสันหลังนอกจากเป็นโครงสร้างแข็งแรงที่ปกป้องแกนของไขสันหลังแล้ว ยังทำหน้าที่เป็นจุดเกาะของกล้ามเนื้อของหลัง และยังเชื่อมต่อกับกะโหลกศีรษะ ( skull ) กระดูกสะบัก ( scapula ) กระดูกเชิงกราน ( pelvic bones ) และกระดูกซี่โครง ( ribs ) อีกด้วย

       กระดูกสันหลังในคนปกติจะมี 33 ชิ้น ซึ่งจะจัดจำแนกตามตำแหน่งและรูปร่างลักษณะ ได้แก่ 

1.กระดูกสันหลังส่วนคอ ( Cervical vertebrae ) ซึ่งมีจำนวน 7 ชิ้น อยู่ในช่วงลำคอ กระดูกสันหลังในส่วนนี้ทำหน้าที่เป็นจุดเกาะของกล้ามเนื้อและเอ็นที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของลำคอและศีรษะ


2.กระดูกสันหลังส่วนอก ( Thoracic vertebrae ) มีจำนวน 12 ชิ้น อยู่ในส่วนอก และมีลักษณะพิเศษคือจะมีจุดเชื่อมต่อสำหรับกระดูกซี่โครง ซึ่งเป็นโครงร่างสำคัญของช่องอก


3.กระดูกสันหลังส่วนบั้นเอว ( Lumber vertebrae ) มี 5 ชิ้น อยู่ในช่วงเอว และมีขนาดใหญ่เพื่อรองรับน้ำหนักของร่างกายท่อนบน และมีส่วนเป็นจุดเกาะของกล้ามเนื้อที่เป็นผนังทางด้านหลังของช่องท้องอีกด้วย


4.กระดูกสันหลังส่วนกระเบนเหน็บ ( Sacral vertebrae ) ซึ่งเดิมมี 5 ชิ้น แต่จะเชื่อมรวมกันเป็นชิ้นเดียว และจะต่อกับกระดูกเชิงกราน ( pelvic bone ) โดยจะมีช่องเปิด ( sacral foramina ) เพื่อเป็นทางผ่านของเส้นประสาทที่ไปยังบริเวณเชิงกรานและขา


5.กระดูกสันหลังส่วนก้นกบ ( Coccygeal vertebrae ) ซึ่งเดิมมี 4 ชิ้น ซึ่งจะเชื่อมกันเป็นกระดูกชิ้นเดียวเป็นกระดูกรูปสามเหลี่ยมที่ปลายด้านล่างสุด 


องค์ประกอบของกระดูกสันหลังหนึ่งชิ้น

       กระดูกสันหลังแต่ละชิ้น จะประกอบด้วยโครงสร้าง ช่องเปิดและแขนงของกระดูกที่ยื่นออกมาจากแนวกลาง ซึ่งได้แก่

* * * Vertebral body - เป็นแกนกลางของกระดูกสันหลังและเป็นส่วนรองรับน้ำหนัก ส่วนนี้จะติดต่อกับกระดูกสันหลังถัดไปโดยหมอนรองกระดูกสันหลัง ( intervertebral discs ) และเอ็นต่างๆ ขนาดของ vertebral body ของกระดูกสันหลังส่วนล่างจะมากกว่าส่วนบน เนื่องจากต้องรองรับน้ำหนักมากกว่า


* * * Vertebral arch - เป็นส่วนที่ยื่นออกไปจากทางด้านหลังของ body และจะประกอบกันเป็นส่วนทางด้านข้างและด้านหลังของ ช่องกระดูกสันหลัง ( vertebral foramen ) ซึ่งภายในช่องนี้จะมีไขสันหลัง ( spinal cord ) วางตัวอยู่ แต่ละ vertebral arch จะประกอบด้วยสองส่วน คือ เพดิเซล ( pedicels ) ซึ่งต่อกับ vertebral body และ ลามินี ( laminae ) ซึ่งเป็นแผ่นของกระดูกที่ยื่นต่อจากเพดิเซล แล้วมาบรรจบกันที่แนวกลางของกระดูกสันหลัง


* * * Spinous process - เป็นส่วนที่ยื่นออกมาทางด้านหลังและชี้ลงทางด้านล่างของกระดูกสันหลัง และจะเป็นจุดเกาะของกล้ามเนื้อและเอ็นต่างๆมากมาย


* * * Transverse process - เป็นส่วนที่ยื่นออกมาจากรอยต่อระหว่างเพดิเซลและลามินี และยื่นออกมาทางด้านข้างเยื้องไปทางด้านหลังเล็กน้อย และเป็นจุดต่อกับกระดูกซี่โครง ในกระดูกสันหลังส่วนอก


* * * Superior and inferior articular processes - ยื่นออกมาจากรอยต่อระหว่างเพดิเซลและลามินีของกระดูกสันหลังแต่ละชิ้น ซึ่งจะเป็นจุดที่ต่อกันระหว่างกระดูกสันหลังแต่ละชิ้นนอกจากที่บริเวณหมอนรองกระดูกสันหลัง



กระดูกสันหลังส่วนคอ ( Cervical vertebrae )  

       
ลักษณะทั่วไปของกระดูกสันหลังส่วนคอคือจะค่อนข้างเล็กและเตี้ย รูปร่างของ body เมื่อมองจากด้านบนจะออกเป็นรูปสี่เหลี่ยม ซึ่งจะเว้าทางด้านบน แต่นูนออกทางด้านล่าง vertebral foramen จะเป็นรูปสามเหลี่ยม มี spinous process ที่สั้นและแยกเป็นสองแฉก ( bifid ) ที่สำคัญคือมีช่องที่ transverse process ที่เรียกว่า ฟอราเมน ทรานส์เวอร์สซาเรียม ( foramen transversarium ) ซึ่งภายในเป็นที่อยู่ของหลอดเลือดแดงเวอร์ทีบรัล ( Vertebral artery ) ซึ่งนำเลือดขึ้นไปเลี้ยงบริเวณก้านสมองและไขสันหลัง กระดูกสันหลังส่วนคอที่มีลักษณะเฉพาะคือชิ้นแรกและชิ้นที่สอง ซึ่งเรียกว่า แอตลาส ( atlas ) และแอกซิส ( axis ) ตามลำดับ

* * * กระดูกสันหลังส่วนคอชิ้นแรก ( First cervical vertebra ) หรือแอตลาส ( Atlas ) เป็นกระดูกสันหลังที่ต่อกับกะโหลกศีรษะโดยตรง ลักษณะที่สำคัญคือจะไม่มีส่วนของ body แต่ตรงกลางจะเป็นช่องเปิดใหญ่ที่ล้อมรอบด้วยแนวกระดูกโค้งทั้งทางด้านข้าง ด้านหน้าและด้านหลังที่บริเวณผนังด้านข้างของช่องนี้ทางด้านบนจะเป็นจุดต่อกับปุ่มท้ายทอย ( occipital condyle ) ของกะโหลกศีรษะโดยข้อต่อท้ายทอย ( atlanto-occipital joint ) ขณที่ส่วนด้านล่างจะต่อกับ superior articular process ของกระดูกสันหลังส่วนคอชิ้นที่สอง ที่แนวกระดูกโค้งทางด้านหน้าจะเป็นพื้นผิวข้อต่อสำหรับเดือยที่เรียกว่า เดนส์ ( dens ) ซึ่งยื่นขึ้นมาจาก body ของกระดูกสันหลังส่วนคอชิ้นที่สอง และจะถูกตรึงไว้กับที่ด้วยเอ็นแนวขวาง ( transverse ligaments of atlas ) ซึ่งอยู่ทางด้านหลัง โครงสร้างนี้ทำหน้าที่คล้ายเดือยที่ทำให้แอตลาสสามารถหมุนได้ในระดับหนึ่ง ส่วน transverse processes ของกระดูกสันหลังส่วนคอชิ้นแรกนี้จะยื่นออกไปทางด้านข้างมากเป็นพิเศษ ซึ่งจุดนี้จะเป็นจุดเกาะของกล้ามเนื้อต่างๆที่ช่วยในการเคลื่อนไหวของข้อต่อระหว่างกระดูกแอตลาสกับแอกซิส ( Atlanto-axial joint )

* * * กระดูกสันหลังส่วนคอชิ้นที่สอง ( Second cervical vertebra ) หรือแอกซิส ( Axis ) จะมีลักษณะที่สำคัญคือ dens ที่ยื่นขึ้นไปด้านบน นอกจากนี้ที่บริเวณด้านข้างเยื้องไปทางด้านบนเล็กน้อยของ dens จะมีรอยบุ๋มเล็กๆทั้งสองด้าน ซึ่งเป็นจุดเกาะของเอ็น alar ligaments ซึ่งเชื่อมระหว่าง dens กับ occipital condyle และป้องกันการหมุนที่มากเกินไประหว่างศีรษะและกระดูกสันหลังส่วนคอ

กระดูกสันหลังส่วนอก ( Thoracic vertebrae )

       กระดูกสันหลังส่วนอกทั้ง 12 ชิ้นจะมีลักษณะเด่นคือรอยต่อกับกระดูกซี่โครง ( costal facets ) ที่แต่ละข้างของ vertebral body เพื่อติดต่อกับปลายส่วนหัวของกระดูกซี่โครง นอกจากนี้บน transverse process ยังมีรอยต่อทางด้านข้าง ( transverse costal facets ) เพื่อต่อกับส่วนปุ่มของกระดูกซี่โครง ( tubercle of rib )


กระดูกสันหลังส่วนบั้นเอว ( Lumbar vertebrae ) 

       กระดูกสันหลังส่วนเอวทั้ง 5 ชิ้นจะมีขนาดใหญ่กว่าส่วนอื่น และมี transverse processes ที่บางและยาว ยกเว้นกระดูกสันหลังส่วนบั้นเอวชิ้นที่5 ซึ่งจะมีขนาดใหญ่เพื่อเป็นจุดเกาะของเอ็นที่ยึดระหว่างกระดูกสันหลังส่วนเอวกับกระดูกเชิงกราน ( ileolumbar ligaments ) ซึ่งเชื่อมระหว่างกระดูกสันหลังชิ้นนี้กับกระดูกเชิงกราน


กระดูกสันหลังส่วนกระเบนเหน็บ ( Sacral vertebrae ) และส่วนก้นกบ ( Coccyx )

       กระดูกสันหลังส่วนกระเบนเหน็บเป็นกระดูกห้าชิ้นที่เชื่อมรวมกันเป็นชิ้นเดียว และมีปลายชี้ไปทางด้านล่าง ลักษณะของกระดูกชิ้นนี้จะเว้าทางด้านหน้าและนูนออกไปทางด้านหลัง ทางด้านบนจะมีรอยต่อขนาดใหญ่กับกระดูกสันหลังส่วนบั้นเอวชิ้นที่ 5 ส่วนด้านล่างจะต่อกับกระดูกสันหลังส่วนก้นกบ ที่ด้านข้างรอยต่อรูปตัว L ขนาดใหญ่เพื่อต่อกับกระดูกเชิงกราน พื้นผิวทั้งด้านหน้าและด้านหลังจะมีช่องเปิดอยู่ด้านละ 4 คู่ ซึ่งคือ posterior and anterior sacral foramina ซึ่งเป็นทางออกของแขนงเส้นประสาทจากไขสันหลังที่ออกไปสู่บริเวณเชิงกรานและขา สำหรับกระดูกสันหลังส่วนก้นกบ ( Coccyx ) จะอยู่ด้านล่างสุดของกระดูกสันหลัง เป็นกระดูกเล็กๆรูปสามเหลี่ยม และไม่มีทั้ง vertebral arch และ vertebral canal


ช่องเปิดระหว่างกระดูกสันหลัง ( Intervertebral foramina ) 

       ช่องเปิดระหว่างกระดูกสันหลัง ( Intervertebral foramina ) นี้เป็นช่องที่อยู่ทางด้านข้างระหว่างรอยต่อของกระดูกสันหลังสองชิ้นที่อยู่ติดกัน และเป็นทางผ่านของเส้นประสาทไขสันหลัง ( spinal nerves ) และหลอดเลือดต่างๆที่ผ่านเข้าออกช่องภายในกระดูกสันหลังและบริเวณไขสันหลัง และเนื่องจากขอบเขตของช่องส่วนใหญ่เป็นกระดูกและเอ็น ดังนั้นความผิดปกติของโครงสร้างโดยรอบช่องเปิดนี้ รวมถึงกล้ามเนื้อและข้อต่อ จะส่งผลต่อหลอดเลือดเส้นประสาทที่ผ่านช่องนี้ด้วย  


- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -     

โรคและความผิดปกติของกระดูกสันหลัง

ข้างล่างนี้ )

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -     

      เนื่องจากกระดูกสันหลังเป็นโครงสร้างที่เป็นแกนกลางของลำตัว และยังเกี่ยวข้องกับระบบกล้ามเนื้อและระบบประสาท ความผิดปกติหรือโรคที่เกิดขึ้นกับกระดูกสันหลังจึงมีความสำคัญในทางการแพทย์อย่างมาก ความผิดปกตินี้อาจเป็นมาแต่กำเนิด หรืออาจเกิดจากความผิดปกติของกล้ามเนื้อและกระดูก หรืออาจเกิดจากอุบัติเหตุ ตัวอย่างของความผิดปกติของกระดูกสันหลังได้แก่

1.สไปนา ไบฟิดา ( Spina bifida ) เป็นความผิดปกติที่มักเป็นมาแต่กำเนิด ซึ่งเกิดขึ้นจากแนวโค้งของ vertebral arches ทั้งสองด้านไม่เชื่อมต่อกันระหว่างการเจริญในครรภ์ ซึ่งมักจะเป็นที่กระดูกสันหลังส่วนล่าง ผลคือทำให้ช่องภายในกระดูกสันหลังเปิดออกมา Spina bifida ที่พบโดยทั่วไปมีสองแบบ แบบที่พบได้บ่อยที่สุดคือแบบที่ไม่ร้ายแรง หรือ Spina bifida occulta โดยจะมีความผิดปกติที่ vertebral arches ของกระดูกสันหลังส่วนบั้นเอวชิ้นที่ 5 ถึงส่วนกระดูกสันหลังส่วนกระเบนเหน็บ ทั่วไปมักจะไม่มีอาการหรือความผิดปกติที่เด่นชัด หรืออาจมีแค่กระจุกของเส้นผมที่อยู่เหนือ spinous process ที่ผิดปกติเท่านั้น ส่วน Spina bifida ชนิดที่รุนแรงกว่าคือแบบที่มีความผิดปกติของแนวกระดูกสันหลังทางด้านหลังที่รอยต่อระหว่างกระดูกสันหลังส่วนบั้นเอวกับส่วนกระเบนเหน็บ ซึ่งจะทำให้มีถุงของ meninges ยื่นออกมาด้านนอก โดยในถุงนี้อาจมีน้ำเลี้ยงสมองและไขสันหลัง ( cerebrospinal fluid ) ซึ่งจะเรียกว่า เมนินโกซีล ( meningocele ) หรืออาจมีบางส่วนของไขสันหลังหลุดออกมาด้วย ซึ่งจะเรียกว่า ไมอีโลเมนินโกซีล ( myelomeningocele ) ซึ่งในกรณีนี้มักจะมีอาการความผิดปกติของระบบประสาทร่วมด้วย เช่นความผิดปกติในการเดิน หรือการควบคุมการปัสสาวะ


2.กระดูกสันหลังคด ( Scoliosis ) เป็นภาวะที่กระดูกสันหลังมีความโค้งในแนวซ้ายขวาที่ผิดปกติ นอกจากนี้อาจมีการบิดหรือหมุนออกไปจากแนวเดิมของกระดูกสันหลังอีกด้วย ภาวะกระดูกสันหลังคดที่พบได้บ่อยที่สุดคือแบบ idiopathic scoliosis ซึ่งไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด โดยจะไม่พบในช่วงแรกเกิด แต่จะเกิดขึ้นในวัยเด็กหรือวัยรุ่น นอกจากนี้ส่วนโครงสร้างของกระดูกสันหลัง เช่นส่วนของ bodies, เพดิเซล หรือลามินี ก็ไม่พบความผิดปกติใดๆ ในกรณีที่พบกระดูกสันหลังคดตั้งแต่กำเนิด จะเรียกว่า congenital scoliosis ซึ่งจะมีสาเหตุมาจากความผิดปกติระหว่างการเจริญ และยังพบว่ากลุ่มนี้จะมีความผิดปกติของผนังช่องอก หัวใจ รวมทั้งระบบขับถ่ายและระบบสืบพันธุ์ ดังนั้นผู้ป่วยในกลุ่มนี้จึงต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากผู้เชี่ยวชาญ ภาวะกระดูกสันหลังคดยังสามารถพบเป็นภาวะแทรกซ้อนจากโรคทางระบบประสาท เช่นโรคโปลิโอ (  poliomyelitis ) อีกด้วย ซึ่งจะเรียกกลุ่มนี้ว่า neuropathic scoliosis ภาวะกระดูกสันหลังคดอีกประเภทที่พบได้ไม่มาก แต่มีความสำคัญคือกระดูกสันหลังคดเนื่องจากความผิดปกติของกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะที่เกิดจากโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ( muscular dystrophy ) เนื่องจากกล้ามเนื้อบริเวณหลังไม่สามารถยึดกระดูกสันหลังไว้ได้ กระดูกสันหลังจึงคด โรคอื่นๆที่สามารถทำให้เกิด scoliosis ได้เช่นกัน คือเนื้องอกของกระดูก เนื้องอกของไขสันหลัง และอาการหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน


3.หลังค่อม ( Kyphosis ) เป็นความผิดปกติของความโค้งในกระดูกสันหลังส่วนอก ทำให้เกิดภาวะหลังค่อม อาการนี้มักเป็นอาการแทรกซ้อนของโรคอื่น โดยเฉพาะวัณโรค ( tuberculosis ) ที่มีการแพร่กระจายของเชื้อเข้าไปในกระดูกสันหลัง ทำให้กระดูกสันหลังที่ติดเชื้อเกิดการงอลงมา ซึ่งเรียกภาวะนี้ว่า gibbus deformity ซึ่งเป็นภาวะที่พบได้มากในช่วงที่ก่อนจะมีการใช้ยารักษาวัณโรค


4.การแตกหักของกระดูกสันหลัง ( Vertebral fractures ) การแตกหักของกระดูกสันหลังสามารถเกิดขึ้นได้ทุกส่วน แต่ความร้ายแรงของอาการที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจากการแตกหักเท่านั้น แต่เกิดจากความเสียหายที่เกิดกับโครงสร้างภายในช่องภายในกระดูกสันหลังและเนื้อเยื่อโดยรอบ ในกระดูกสันหลังส่วนคอ แม้ว่าจะมีเอ็นต่างๆจำนวนมากเพื่อเพิ่มเสถียรภาพของโครงสร้าง แต่หากเกิดการบาดเจ็บรุนแรงจะสามารถทำลายความเสถียรของกระดูกสันหลังส่วนนี้ได้ โอกาสที่จะเกิดการบาดเจ็บของไขสันหลังจะมีได้สูง และอาการที่เกิดขึ้นจากการบาดเจ็บที่ส่วนนี้ ได้แก่อัมพาตทั้งแขนและขา ( quadriplegia ) รวมทั้งอาจเกิดความล้มเหลวของระบบหายใจ เนื่องจากความเสียหายของไขสันหลังส่วนคอและเส้นประสาทไขสันหลังส่วนคอคู่ที่ 3 ถึง 5 ซึ่งมีแขนงประสาทที่ไปควบคุมกะบังลม ( phrenic nerve ) แม้แต่การบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยของกระดูกสันหลังส่วนคอนี้ก็อาจส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของแขนและขา รวมทั้งการหายใจก็จะติดขัดได้ง่าย ส่วนการบาดเจ็บของกระดูกสันหลังส่วนบั้นเอว นั้นพบได้ไม่มากนัก แต่หากเกิดขึ้น มักจะเกิดจากแรงจำนวนมาก เช่นการกระแทกอย่างรุนแรงในกรณีของอุบัติเหตุหรือการบาดเจ็บระหว่างการเล่นกีฬา ซึ่งอาจต้องตรวจอวัยวะภายในช่องท้องและกระดูกอื่นๆ เพื่อตรวจหาความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับอวัยวะโดยรอบ


5.กระดูกทับเส้น ( Herniated disc ) มักจะมีสาเหตุที่เกิดจากการที่ส่วนหนึ่งของไขสันหลังไปสัมผัสกับส่วนหนึ่งของเส้นประสาท ส่งผลให้เกิดอาการปวดหลัง ปวดเอว ต้นขาและอาจจะมีการลามไปจนกระทั่งถึงส่วนของเท้าและบริเวณนิ้วเท้า ในรายที่มีอาการหนักจะมีอาการอ่อนแรงของเท้าเข้ามาประกอบด้วยเพราะว่ากล้ามเนื้อที่ได้รับการดูแลจากเส้นประสาทนั้นถูกกดทับอยู่ เป็นโรคที่พบได้บ่อยในวัยทำงาน สาเหตุโดยส่วนใหญ่ของโรคกระดูกทับเส้นนั้นสามารถที่จะสรุปออกมาเป็นประเด็นได้ดังนี้ การสึกกร่อนตามอายุการใช้งาน เมื่อมีอายุที่เพิ่มมากขึ้นร่างกายจะเกิดการสึกไป, พฤติกรรมการยกของหนักเป็นประจำ, การนั่งผิดท่าหรือการนั่งทำงานเป็นเวลานานๆ และพฤติกรรมเสี่ยงอื่นๆ ตัวอย่างเช่น การสูบบุหรี่  

- END - 

Tuesday, March 30, 2021

Gluteus minimus

 

Gluteus minimus 

กลูเตียสมินิมัส

กล้ามเนื้อส่วนสะโพก

กลูเตียสมินิมัส

       Gluteus minimus - กลูเตียสมินิมัส - เป็นกล้ามเนื้อสะโพกหรือกล้ามเนื้อกลูเตียลมัดที่เล็กที่สุดจากทั้ง 3 มัด โดยอยู่ใต้กล้ามเนื้อกลูเตียสมีเดียส ( Gluteus medius ) 

       กล้ามเนื้อมัดนี้มีจุดเริ่มอยู่ที่ผิวด้านนอกของกระดูกเชิงกรานตรงบริเวณที่เรียกว่า ilium ระหว่างด้านหลังและด้านหน้าของเส้นแนวกลูเตียล ( gluteal lines ) และมีเส้นประสาทกล้ามเนื้อสะโพกด้านบน ( superior gluteal nerve ) มาเลี้ยง 


หน้าที่

       กล้ามเนื้อกลูเตียสมินิมัสทำงานร่วมกับสะโพกเพื่อรักษาเสถียรภาพของกระดูกเชิงกรานเพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อกลูเตียสแม็กซิมัสเคลื่อนไหวข้อต่อสะโพกได้ เช่นการเหยียดออก การงอเข้า และการหมุน ซึ่งเราไม่สามารถแยกการทำงานของกล้ามเนื้อแต่ละมัดออกจากกันได้เนื่องจากกล้ามเนื้อนั้นมีการเชื่อมต่อกับกล้ามเนื้อสะโพกโดยอาศัยเส้นประสาทและเนื้อเยื่อเกี่ยวพันต่างๆ

- END - 

Gluteus maximus

 

Gluteus maximus

กลูเตียสแม็กซิมัส

กล้ามเนื้อส่วนสะโพกและก้นกบ 

        Gluteus maximus - กลูเตียสแม็กซิมัส - เป็นกล้ามเนื้อมัดใหญ่ และหน้าที่สุดของส่วนสะโพก มีจุดเกาะที่ Ilium และ Sacrum ของกระดูกเชิงกราน แล้วไปเกาะยังกระดูกต้นขา ทำหน้าที่เหยียดขา กางต้นขา หมุนต้นขา ไปทางด้านข้าง


- END -  

Friday, September 11, 2020

Lumbar

 

Lumbar 

กระดูกสันหลัง ส่วนบั้นเอว

ภาพบน ) Lumbar คือส่วนที่เป็น สีส้ม ในภาพข้างบนนี้

กระดูกสันหลังส่วนบั้นเอว ( Lumber vertebrae )

       มี 5 ชิ้น อยู่ในช่วงเอว และมีขนาดใหญ่เพื่อรองรับน้ำหนักของร่างกายท่อนบน และมีส่วนเป็นจุดเกาะของกล้ามเนื้อที่เป็นผนังทางด้านหลังของช่องท้องอีกด้วย  

- END - 

Cervical

 Cervical

( หน้าเว็บนี้ กำลังอยู่ในระหว่างการปรับปรุงครับ )

Tuesday, April 7, 2020

Upper Lat


Upper Lat

( หน้าเว็บนี้ กำลังอยู่ในระหว่างการปรับปรุงครับ )


Upper Chest


Upper Chest

( หน้าเว็บนี้ กำลังอยู่ในระหว่างการปรับปรุงครับ )



Upper Calves


Upper Calves

( หน้าเว็บนี้ กำลังอยู่ในระหว่างการปรับปรุงครับ )


Upper Back


Upper Back 

กล้ามหลังส่วนบน 

กายวิภาคของกล้ามเนื้อด้านหลัง  

       กล้ามเนื้อด้านหลังมีส่วนประอบสำคัญดังนี้คือ

* * * Trapezius เป็นกล้ามเนื้อรูปสามเหลี่ยมคลุมบริเวณคอด้านหลังลงมาถึงหลัง  /  โดยยึดเกาะจากแนวกลางของแผ่นหลังส่วนบนไปเกาะที่กระดูกไหปลาร้าทั้งซ้ายและขวา

       ทำหน้าที่รั้งกระดูกสะบักมาข้างหลัง กล้ามเนื้อส่วนบนเมื่อหดตัวไหล่จะยกขึ้น ส่วนกลางหดตัวจะดึงสะบัก 2 ข้างเข้ามาหากัน ส่วนล่างหดตัวจะทำให้ไหล่ถูกดึงลง


* * * Latissimus dorsi เป็นกล้ามเนื้อรูปสามเหลี่ยมแบนกว้าง คลุมอยู่ตอนล่างของแผ่นหลังและบั้นเอวทอดผ่านไปมุมล่างของกระดูกสะบัก

       ทำหน้าที่ดึงแขนเข้าชิดลำตัวดึง แขน ลงมาข้างล่าง ด้านหลังและหมุนแขนเข้าด้านใน

       กล้ามเนื้อนี้ใช้มากในการปีนป่าย ว่ายน้ำ และกรรเชียงเรือ จะหดตัวทันทีในขณะที่จาม  


- END - 

Upper Back


Upper Back 

กล้ามหลังส่วนบน  


กายวิภาคของกล้ามเนื้อด้านหลัง 
 

       กล้ามเนื้อด้านหลังมีส่วนประอบสำคัญดังนี้คือ

* * * Trapezius เป็นกล้ามเนื้อรูปสามเหลี่ยมคลุมบริเวณคอด้านหลังลงมาถึงหลัง  /  โดยยึดเกาะจากแนวกลางของแผ่นหลังส่วนบนไปเกาะที่กระดูกไหปลาร้าทั้งซ้ายและขวา

       ทำหน้าที่รั้งกระดูกสะบักมาข้างหลัง กล้ามเนื้อส่วนบนเมื่อหดตัวไหล่จะยกขึ้น ส่วนกลางหดตัวจะดึงสะบัก 2 ข้างเข้ามาหากัน ส่วนล่างหดตัวจะทำให้ไหล่ถูกดึงลง


* * * Latissimus dorsi เป็นกล้ามเนื้อรูปสามเหลี่ยมแบนกว้าง คลุมอยู่ตอนล่างของแผ่นหลังและบั้นเอวทอดผ่านไปมุมล่างของกระดูกสะบัก

       ทำหน้าที่ดึงแขนเข้าชิดลำตัวดึง แขน ลงมาข้างล่าง ด้านหลังและหมุนแขนเข้าด้านใน

       กล้ามเนื้อนี้ใช้มากในการปีนป่าย ว่ายน้ำ และกรรเชียงเรือ จะหดตัวทันทีในขณะที่จาม  


- END - 

Monday, April 6, 2020

Upper Abdominals


Upper Abdominals

( หน้าเว็บนี้ กำลังอยู่ในระหว่างการปรับปรุงครับ )


Upper Trapezius


Upper Trapezius

( หน้าเว็บนี้ กำลังอยู่ในระหว่างการปรับปรุงครับ )