Saturday, April 4, 2020

Shoulder


Shoulder

      ( ภาพบน ) คำศัพท์ shoulder นั้น  ในคำแปลจะบอกไว้ว่า shoulder แปลว่า "ไหล่" ( ตรงที่ ลูกศรสีม่วง ชี้อยู่ในภาพข้างบนนี้ )

       แต่ปรากฏว่าในคำแปลชุดเดียวกันนั้น ดันแปล Shoulder ว่า "บ่า" ด้วย ( ตรงที่ ลูกศรสีส้ม-เหลือง ชี้อยู่ในภาพข้างบนนี้ )

       คือหมายความว่า ในคำศัพท์ Shoulder นั้น จะแปลเป็นภาษาไทยคือ "ไหล่" ก็ได้ , "บ่า" ก็ได้  /  ไม่ผิดความหมายศัพท์ 


       ถ้าพูดตามตัวอักษรแล้ว ในเมื่อ Shoulder แปลเป็นไทยว่า "ไหล่" ก็ได้ , "บ่า" ก็ได้ ก็แสดงว่า ไหล่ และ บ่า เป็นกล้ามเนื้อชิ้นเดียวกัน ( เพราะใช้ภาษาอังกฤษว่า Shoulder เหมือนกัน )


       แต่ในความเป็นจริง คำว่า  "ไหล่" กับ "บ่า" มันเป็นกล้ามเนื้อคนละชิ้นกัน

     ความสับสนก็คือว่า เวลาที่ต้นฉบับพูดถึงการบริหารกล้าม Shoulder มันหมายถึงการบริหารกล้ามเนื้อส่วนใดกันแน่ ?  /  เป็นการบริหาร Delt หรือ Trapezius กันแน่ ?


       จากประสบการณ์การแปลตำราเพาะกายของผม ผมสังเกตุเห็นตารางฝึกที่เกี่ยวข้องกับคำว่า Shoulder นั้น จะมีอยู่สองรูปแบบ ดังนี้คือ ... ( ข้างล่างนี้ )

ตารางฝึกแบบแยก Shoulder กับ Trapezius เป็นคนละส่วนกัน

"แต่" ฝึกวันเดียวกัน ช่วงเวลาเดียวกัน


( ไม่สามารถแสดงภาพได้ ) 

     ( ภาพบน ) จากตารางฝึกที่เห็นในภาพข้างบนนี้ เพื่อนสมาชิกจะเห็นได้ว่า เป็นตารางฝึกของ วันศุกร์เพียงวันเดียว ( คือ เขาบอกว่าเป็นตารางฝึกของ Friday -  ตรงที่ ลูกศรสีส้ม-เหลือง ชี้อยู่ในภาพข้างบนนี้ )

       จากนั้น ให้เรามาดูในรายละเอียดของตารางฝึกอันนี้กันนะครับ

( ไม่สามารถแสดงภาพได้ )  

      ( ภาพบน ) จากตารางฝึกที่เห็นในภาพข้างบนนี้ เพื่อสมาชิกจะเห็นได้ว่า ทั้งๆที่เป็นวันฝึกวันเดียวกันแท้ๆ ( คือ วันศุกร์ ) แต่ในตารางฝึกกลับแยกส่วนของการฝึกเป็น

       ตารางฝึกในส่วนของ Shoulder - ปรากฏอยู่ในส่วนที่ ลูกศรสีม่วง ชี้อยู่ในภาพข้างบนนี้ 


       ตารางฝึกในส่วนของ Traps - ปรากฏอยู่ในส่วนที่ ลูกศรสีเขียว ชี้อยู่ในภาพข้างบนนี้ 


       คือหมายความว่า ถ้าในภาษาไทย คำว่า "บ่า" ( Traps ) เป็นส่วนหนึ่งของ Shoulder  แล้วทำไม ในตารางฝึกนี้ต้องแยกการฝึกออกจากกัน ( แบบที่เห็นในภาพข้างบนนี้ )

       คือ ถ้าในภาษาไทย คำว่า "บ่า" ( Traps ) เป็นส่วนหนึ่งของ Shoulder  มันก็ต้องรวมการฝึกไว้ใน Shoulder อย่างเดียวเลย  จะแยกเป็น Shoulder  กับ "บ่า" ( Traps ) แบบที่เห็นในตารางฝึกข้างบนนี้ไม่ได้

       คือผมกำลังจะสื่อว่า มันเป็นความสับสน และเป็นความยากในการแปล ของภาษาไทย ที่จะแปลคำว่า Shoulder


* * * ด้วยเหตุนี้ ถ้า "ต้นฉบัย" พูดว่าเป็นการฝึก Shoulder  ผมก็จะ "ทับศัพท์" ภาษาอังกฤษไปเลยว่าเป็นการฝึก Shoulder


* * * คือผมจะ "ไม่" แปลคำว่าการฝึก Shoulder เป็นภาษาไทยว่า ฝึกบ่านะ ,ฝึกหัวไหล่นะ ( จะไม่แปลอย่างนี้ )


* * * แต่ถ้าต้นฉบับไม่ได้ใช้คำว่า Shoulder  /  "แต่" ใช้คำว่า ฝึก Traps  ฝึก Delt  ผมก็จะแปลเป็นภาษาไทยให้ว่าเป็นการฝึก "บ่า" ( Traps ) ฝึก "หัวไหล่" ( Delts )  /  คือจะไม่แปลทับศัพท์เหมือนคำว่า Shoulder


* * * พูดง่ายๆว่า ผมมีปัญหากับการแปลคำว่า Shoulder นั่นเอง  /  ก็เลยจะ "ไม่" แปลคำว่า Shoulder เป็นภาษาไทย แต่จะใช้คำ "ทับศัพท์" ภาษาอังกฤษไปเลย 



ตารางฝึกแบบแยก Shoulder กับ Trapezius เป็นคนละส่วนกัน

"และ" ฝึกคนละวันกัน


( ไม่สามารถแสดงภาพได้ )  

      ( ภาพบน ) จากตารางฝึกข้างบนนี้ คุณจะเห็นได้ว่า นักเพาะกายเขาแยกการฝึก Shoulder ไว้วันนึง  เลย คือ วันจันทร์  ( ตรงที่ ลูกศรสีแดง ชี้อยู่ในภาพข้างบนนี้ )  /  การฝึกกล้าม หัวไหล่ ( Delt ) ไว้วันนึงเลยคือ วันพฤหัส ( ตรงที่ ลูกศรสีน้ำเงิน-ฟ้า ชี้อยู่ในภาพข้างบนนี้ )  / และการฝึกกล้าม บ่า ( Trapezius ) ไว้วันนึงคือ วันศุกร์ ( ตรงที่ ลูกศรสีม่วง ชี้อยู่ในภาพข้างบนนี้ )  


      จากตารางฝึก 2 รูปแบบที่ผมยกตัวอย่างมาให้ดูนี้ จะเห็นได้ว่า ที่เมืองนอกนั้น เขาจะไม่ตีความคำว่า Shoulder ว่าเป็นกล้ามเนื้อส่วนเดียวกันกับ Traps และ Delt  /  แต่จะแยกกันออกมาชัดเจนว่า นี่คือ Shoulder ,นี่คือ Traps ,นี่คือ Delt นะครับ

       คือ เนื้อหาหลักๆ ที่ผมต้องการจะบอกกับเพื่อนสมาชิกก็มีเพียงเท่านี้แหละครับ


       เอาล่ะครับ ตอนนี้เราก็จะจบการอธิบายเรื่องตารางฝึกไปแล้วนะครับ  ส่วนต่อไปข้างล่างนี้ เป็นเนื้อหาที่ผมวิเคราะห์ให้เพื่อนสมาชิกดูว่า "ทำไม?" ในตารางฝึกพวกนี้ เขาถึงต้องแยกการฝึก Shoulder ไปฝึก วันจันทร์  /  ฝึก Delt ใน วันพฤหัส  /  ฝึก Traps ใน วันศุกร์  /  ทำไมไม่ฝึกรวมอยู่ในวันที่ฝึก Shoulder เลย ( คือ วันจันทร์ ) มาดูกันนะครับ


( ไม่สามารถแสดงภาพได้ )  

      ( ภาพบน ) ตารางฝึกข้างบนนี้ คุณจะเห็นได้ว่า นักเพาะกายเขาแยกการฝึก Shoulder ไว้วันนึงเลย คือ วันจันทร์  ( ตรงที่ ลูกศรสีแดง ชี้อยู่ในภาพข้างบนนี้ )

       แล้วก็แยกการฝึกกล้าม หัวไหล่ ( Delt ) ไว้วันนึงคือ วันพฤหัส ( ตรงที่ ลูกศรสีน้ำเงิน-ฟ้า ชี้อยู่ในภาพข้างบนนี้ )

       ส่วนวันฝึกกล้าม บ่า ( Trapezius ) ก็แยกไว้อีกวันหนึ่งคือ วันศุกร์ ( ตรงที่ ลูกศรสีม่วง ชี้อยู่ในภาพข้างบนนี้ ) 


       เหตุที่เขาแยกวันฝึกไว้แบบนี้ ผมวิเคราเห์ให้ฟังเป็น "สองแง่" ดังนี้นะครับ คือ ... ( ข้างล่างนี้ ) 



แงที่ 1 - มองในแง่ "ท่าบริหาร" ที่ใช้ในการบริหาร

     มันจะมีบางท่า ที่บริหารแล้ว  ทั้งกล้าม หัวไหล่ และกล้าม บ่า ต้องออกแรงพร้อมกัน เช่น ท่า Press behind the neck

       ดังนั้น ท่านี้ จึงเอาไปเล่นในวันที่เล่น หัวไหล่ ก็ไม่ได้ ( เพราะกล้าม บ่า ดันต้องออกแรงร่วมด้วย ) และจะเอาไปเล่นในวันที่เล่นกล้าม บ่า ก็ไม่ได้ ( เพราะกล้าม หัวไหล่ ดันร่วมออกแรงด้วย )

       วิธีแก้ปัญหาก็คือ แยกท่านี้ ออกมบริหารวันนึงต่างหากเพียวๆไปเลย  ซึ่งวันนั้น ก็คือวันที่เล่นกล้าม Shoulder ( ใน วันจันทร์ ) นั่นเอง


       บางท่าก็ใช้แรงจากกล้าม หัวไหล่ อย่างเดียว เช่นท่าพวก Side lateral raise , Alternate dumbbell front raise , Bent - Over Lateral Raise  /  ท่าพวกนี้ ถ้าเราอยากบริหารกล้าม หัวไหล่ ให้จริงจัง เราก็แยกออกมาบริหารวันนึงเลย ก็คือเป็นวันเล่น Delt ใน วันพฤหัส )

       เพราะท่าพวกนี้ กล้าม บ่า มันไม่ได้เข้ามาช่วยออกแรง

       นั่นหมายความว่า เมื่อเราบริหารด้วยท่าพวกนี้ กล้าม หัวไหล่ ของเราก็จะได้รับการบริหารแบบเต็มๆ


       บางท่าก็ใช้แรงจากกล้าม บ่า อย่างเดียว เช่นท่าพวก Barbell Shrugs , Upright Rows

       ถ้าเราอยากบริหารกล้าม บ่า อย่างจริงจัง  เราก็แยกท่าพวกนี้มาเล่นในวันนึงไปเลย ก็คือเป็นวันเล่น Trapezius ( ใน วันศุกร์ ) 


แงที่ 2 - มองในแง่การพัฒนาการของกล้าม หัวไหล่ และกล้าม บ่า

     สมมติว่าเรามีพัฒนาการของกล้าม หัวไหล่ และ บ่า ที่ดีอยู่แล้ว

       อย่างนี้ เราก็แค่จัดตารางฝึกให้มีการเล่นกล้าม หัวไหล่ และกล้าม บ่า รวมไว้ในวันเดียวกันได้เลย ก็คือจัดตารางให้บริหารกล้าม Shoulder ใน วันจันทร์ วันเดียว  โดยไม่ต้องจัดให้มีการบริหาร หัวไหล่ ใน วันพฤหัส และไม่ต้องจัดให้มีการบริหารกล้าม บ่า ใน วันศุกร์ 

       นั่นก็หมายความว่า ในการบริหาร Shoulder ใน วันจันทร์ นั้น ให้เราบริหาร 3 รูปแบบรวมไว้ในวันเดียวกันเลย คือ

       รูปแบบที่เป็นท่าที่บริหาร หัวไหล่ อย่างเดียว เช่น ท่า  Side lateral raise , Alternate dumbbell front raise , Bent - Over Lateral Raise 

       รูปแบบที่เป็นท่าที่บริหารกล้าม บ่า อย่างเดียว เช่น ท่า Barbell Shrugs , Upright Rows 

       รูปแบบที่เป็นท่าที่บริหารแล้ว ได้ทั้งกล้าม หัวไหล่ และกล้าม บ่า  เช่นท่า Press behind the neck 

       คือเอาท่าบริหารสามรูปแบบข้างบนนี้ มาบริหารรวมกันในวันที่เล่น Shoulder เลย ( ใน วันจันทร์ ) จากนั้น เวลาที่เหลือในตารางฝึก ( คือ วันอังคาร ถึง วันเสาร์ ) เราก็ไม่ต้องบริหารอะไรเกี่ยวกับกล้าม หัวไหล่ และกล้าม บ่า อีก 

       ถ้าเปรียบเทียบกับการเรียนหนังสือ ก็คือสมมติว่าเราเก่งทุกวิชา ดังนั้น เราก็เรียนไปตามปกติในชั้นเรียนได้เลย ไม่ต้องแยกไป "เรียนพิเศษ" วิชาเลข และวิชาภาษาอังกฤษอีก ( เพราะคุณเก่งทุกวิชา ) 



       สมมติว่าเรามีพัฒนาการของกล้าม บ่า ที่ดี  แต่ยังขาดพัฒนาการที่กล้าม หัวไหล่

       อย่างนี้เราก็ต้องมีการบริหารกล้าม Shoulder ใน วันจันทร์ เสียก่อนครั้งหนึ่ง  /  จากนั้น ก็แยกกล้าม หัวไหล่ มาบริหารใน วันพฤหัส อีกครั้งหนึ่ง 

       มันก็เหมือนว่าในอาทิตย์นั้น มีการบริหารกล้าม หัวไหล่ ซ้ำ 2 ครั้ง 

       เพราะในวันที่เราบริหาร Shoulder ( ใน วันจันทร์ ) เราก็ได้บริหารกล้าม หัวไหล่ ไปด้วยในตัวอยู่แล้ว  แล้วเราก็มาบริหารกล้าม หัวไหล่ ใน วันพฤหัส ซ้ำอีกครั้ง 

       เพราะกล้าม หัวไหล่ เรา ยังขาดการพัฒนาการที่ดี เราจึงต้อง "เน้น" เป็นพิเศษ

       ซึ่งการที่เราบริหารกล้าม หัวไหล่ ซ้ำใน วันพฤหัส นี้ ก็คือการ "เน้น" เป็นพิเศษ ไปที่การบริหารกล้าม หัวไหล่ นั่นเอง 


       ถ้าเปรียบการพัฒนการกล้าม หัวไหล่ "ที่ไม่ดี" ของเรา เป็นวิชาเลข ( คือเราอ่อนเลข )


       ถ้าเปรียบการพัฒนการกล้าม บ่า "ที่ดี" ของเรา เป็นวิชาภาษาอังกฤษ 


       จากการเปรียบเทียบสองอย่างข้างบนนี้ ถ้าเทียบกับการเรียนก็คือว่า 

       ใน วันจันทร์ เราต้องเรียนวิชาทั้งหมดก่อน ทั้งที่อ่อน และไม่อ่อน  /  นั่นก็คือการบริหารกล้าม Shoulder ก่อน 

       ซึ่งการบริหารกล้าม Shoulder ที่ว่านี้ ก็คือการทำให้เราได้บริหารทั้งกล้าม หัวไหล่ และกล้าม บ่า ไปพร้อมๆกันใน วันจันทร์ 


       จากนั้น เราก็ "เรียนพิเศษ" เฉพาะวิชาที่อ่อน ( คือวิชาเลข ) อีกทีใน วันพฤหัส 

       ซึ่งก็คือการนำกล้าม หัวไหล่ มาบริหาร "ซ้ำ" อีกต่างหากใน วันพฤหัส


       ส่วนวิชาที่เราไม่อ่อน ( คือวิชาภาษาอังกฤษ ) เราก็ไม่ต้องแยกมา "เรียนพิเศษ" เหมือนวิชาเลข

       ก็คือว่าเราเรียนวิชาภาษาอังกฤษครั้งเดียวใน วันจันทร์ ก็พอ

       ซึ่งก็คือการที่เรา "ไม่" ต้องแยกการบริหารกล้าม บ่า มาบริหารต่างหาก  /  แค่บริหารครั้งเดียวใน วันจันทร์ ( ที่บริหาร Shoulder ) ก็เพียงพอแล้ว 



       สมมติว่าเรามีพัฒนาการของกล้าม หัวไหล่ ที่ดี แต่ยังขาดพัฒนาการที่กล้าม บ่า 

       อย่างนี้ เราก็บริหารกล้าม Shoulder ใน วันจันทร์ เสียก่อนครั้งหนึ่ง  /  จากนั้น ก็แยกกล้าม บ่า มาบริหารใน วันศุกร์ อีกครั้งหนึ่ง 

       มันก็เหมือนว่าในอาทิตย์นั้น มีการบริหารกล้าม บ่า ซ้ำ 2 ครั้ง

       เพราะในวันที่เราบริหาร Shoulder ( ใน วันจันทร์ ) เราก็บริหารกล้าม บ่า ไปด้วยในตัวอยู่แล้ว  แล้วเราก็มาบริหารกล้าม บ่า ใน วันศุกร์ ซ้ำอีกครั้ง

       เพราะกล้าม บ่า เรา ยังขาดการพัฒนาการที่ดี เราจึงต้อง "เน้น" เป็นพิเศษ

       ซึ่งการที่เราเล่นกล้าม บ่า ซ้ำใน วันศุกร์ นี้  ก็คือการ "เน้น" เป็นพิเศษ ไปที่การบริหารกล้าม บ่า นั่นเอง 

       ถ้าเปรียบการพัฒนการกล้าม บ่า "ที่ไม่ดี" ของเรา เป็นวิชาภาษาอังกฤษ ( คือเราอ่อนวิชาภาษาอังกฤษ )


       ถ้าเปรียบการพัฒนการกล้าม หัวไหล่ "ที่ดี" ของเรา เป็นวิชาเลข 


       จากการเปรียบเทียบสองอย่างข้างบนนี้ ถ้าเทียบกับการเรียนก็คือว่า 

       ใน วันจันทร์ เราต้องเรียนวิชาทั้งหมดก่อน  ทั้งที่อ่อน และไม่อ่อน  /  นั่นก็คือการบริหารกล้าม Shoulder ก่อน 

       ซึ่งการบริหารกล้าม Shoulder ที่ว่านี้ ก็คือการทำให้เราได้บริหารทั้งกล้าม หัวไหล่ และกล้าม บ่า ไปพร้อมๆกันใน วันจันทร์ 


       จากนั้น เราก็ "เรียนพิเศษ" เฉพาะวิชาที่อ่อน ( คือวิชาภาษาอังกฤษ ) อีกทีใน วันศุกร์

       ซึ่งก็คือการนำกล้าม บ่า มาบริหาร "ซ้ำ" อีกต่างหากใน วันศุกร์ 


       ส่วนวิชาที่เราไม่อ่อน ( คือวิชาภาษาเลข ) เราก็ไม่ต้องแยกมา "เรียนพิเศษ" เหมือนวิชาภาษาอังกฤษ

       ก็คือว่าเราเรียนวิชาเลขครั้งเดียวใน วันจันทร์ ก็พอ

       ซึ่งก็คือการที่เรา "ไม่" ต้องแยกการบริหารกล้าม หัวไหล่ มาบริหารต่างหาก  แค่บริหารครั้งเดียวใน วันจันทร์ ( ที่บริหาร Shoulder ) ก็เพียงพอแล้ว 


สรุปว่า - ถ้าเรามีกล้าม หัวไหล่ และกล้าม บ่า ที่พัฒนาดีแล้วล่ะก็ ในตารางฝึกส่วนตัวของเรานั้น  เราก็จัดให้มีการบริหารกล้าม Shoulder ในวันเดียว ( เช่นบริหาร Shoulder ใน วันจันทร์ ) ก็เพียงพอแล้ว โดยที่ไม่ต้องแยกวันมาบริหารกล้าม หัวไหล่ และกล้าม บ่า อีก

       แต่ถ้ากล้าม หัวไหล่ ยังพัฒนาไม่ดี เราก็แยกการบริหารกล้าม หัวไหล่ ออกมาบริหารต่างหาก 1 วัน  /  ก็คือในหนึ่งอาทิตย์นั้น เราจะบริหารกล้าม Shoulder ใน วันจันทร์  และบริหารกล้าม หัวไหล่ ใน วันพฤหัส 

       และถ้ากล้าม บ่า เรายังพัฒนาไม่ดี ( แต่กล้าม หัวไหล่ พัฒนาดี ) เราก็แยกการบริหารกล้าม บ่า ออกมาบริหารต่างหาก 1 วัน  /  ก็คือในหนึ่งอาทิตย์นั้น เราจะบริหารกล้าม Shoulder ใน วันจันทร์  และบริหารกล้าม บ่า ใน วันศุกร์ 
 


สรุปสิ่งที่ผมต้องการจะสื่อสารกับเพื่อนสมาชิก

      จุดประสงค์ที่แท้จริงของการเขียนหน้าเวบอันนี้ขึ้นมา ก็คือว่า ผมต้องการจะชี้แจงเรื่องการแปลต้นฉบับของผม โดยขอชี้แจงว่า

* * * ถ้า "ต้นฉบัย" พูดว่าเป็นการฝึก Shoulder  ผมก็จะ "ทับศัพท์" ภาษาอังกฤษไปเลยว่าเป็นการฝึก Shoulder


* * * คือผมจะ "ไม่" แปลคำว่าการฝึก Shoulder เป็นภาษาไทยว่า ฝึกบ่านะ ,ฝึกหัวไหล่นะ ( จะไม่แปลอย่างนี้ )


* * * แต่ถ้าต้นฉบับไม่ได้ใช้คำว่า Shoulder  /  "แต่" ใช้คำว่า ฝึก Traps  ฝึก Delt  ผมก็จะแปลเป็นภาษาไทยให้ว่าเป็นการฝึก "บ่า" ( Traps ) ฝึก "หัวไหล่" ( Delts )  /  คือจะไม่แปลทับศัพท์เหมือนคำว่า Shoulder


* * * พูดง่ายๆว่า ผมมีปัญหากับการแปลคำว่า Shoulder นั่นเอง  /  ก็เลยจะ "ไม่" แปลคำว่า Shoulder เป็นภาษาไทย แต่จะใช้คำ "ทับศัพท์" ภาษาอังกฤษไปเลย


- END -


















No comments:

Post a Comment