Monday, April 13, 2020

Ephedrine


Ephedrine

       Ephedrine เป็นยาในกลุ่มยาบรรเทาอาการคัดจมูก และยาที่ออกฤทธิ์ทำให้หลอดเลือดหดตัว Ephedrine เป็นสารในกลุ่มอัลคาลอยด์ ในอดีตมีการใช้ในตำรับยาแก้คัดจมูกและยาขยายหลอดลม กลไกการออกฤทธิ์ของยาคือ กระตุ้นตัวรับอะดรีเนอร์จิกได้ทั้งชนิดอัลฟ่าและบีต้า เพิ่มการทำงานของนอร์อีพิเนปฟรีน เนื่องจากตัวรับไม่สามารถแยกความแตกต่างระหว่างอะดรีนาลีน ( Adrenaline ) นอร์อิพิเนปฟรีน ( Norepinephrine ) และอีเฟดรีนได้ ทำให้เกิดการขยายตัวของหลอดลม หลอดเลือดส่วนปลายหดตัว และกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง ในปัจจุบัน Ephedrine ไม่เป็นที่นิยมใช้เนื่องจากพบว่ามีอันตรายมากกว่าประโยชน์ที่ผู้ใช้ได้รับ และยังมียาทางเลือกอื่นที่ปลอดภัยและให้ประสิทธิภาพดีกว่าในการรักษาอาการดังกล่าว

       Ephedrine จัดอยู่ในกลุ่มวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ประเภทที่ 2 ตาม พ.ร.บ. วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 ไม่สามารถวางจำหน่ายได้ในร้านขายยา และในปัจจุบัน ประเทศไทยไม่มีทะเบียนตำรับยาที่มี Ephedrine เป็นส่วนผสมแล้ว

       ในอดีตมีการใช้ Ephedrine ในรูปแบบดังต่อไปนี้

       มีการใช้ Ephedrine ทั้งในรูปเกลือ Ephedrine hydrochloride และ Ephedrine sulfate

       รูปแบบยาสำหรับฉีด

       รูปแบบยาสำหรับรับประทาน

       รูปแบบยาสำหรับใช้ทางจมูก



ข้อบ่งใช้ของยา Ephedrine

โรคและภาวะที่เป็นข้อบ่งใช้ของยานี้ ได้แก่

       ภาวะความดันโลหิตต่ำในระหว่างการผ่าตัด เมื่อให้ยาระงับความรู้สึกผ่านไขสันหลัง

       ภาวะหลอดลมหดเกร็งเฉียบพลัน และการอุดกั้นของทางเดินหายใจ

       ภาวะบวมน้ำจากระบบประสาท

       อาการคัดจมูก ไซนัสอักเสบ



ขนาดและวิธีการใช้ยา Ephedrine

       Ephedrine มีขนาดและวิธีการใช้ตามข้อบ่งใช้ ดังนี้

       ภาวะความดันโลหิตต่ำในระหว่างการผ่าตัด เมื่อให้ยาระงับความรู้สึกผ่านไขสันหลัง การใช้ยาในรูปแบบยาฉีด

              - ขนาดการใช้ยาในผู้ใหญ่ ยาในรูป Ephedrine hydrochloride ขนาด 3-6 มิลลิกรัม ให้ยาผ่านหลอดเลือดดำช้าๆ ทุก 3-4 นาที จนมีการตอบสนองของระดับความดันโลหิต ขนาดยาสูงสุดคือ 30 มิลลิกรัม

              - ขนาดการใช้ยาในผู้ใหญ่ ยาในรูป Ephedrine sulfate ขนาด 25-50 มิลลิกรัม ให้ยาผ่านการฉีดเข้าใต้ผิวหนัง หรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อ หรือขนาด 5-25 มิลลิกรัม เมื่อให้ยาผ่านหลอดเลือดดำ อาจให้ยาซ้ำจนมีการตอบสนองของระดับความดันโลหิต ขนาดยาสูงสุดคือ 150 มิลลิกรัมต่อวัน

              - ขนาดการใช้ยาในเด็ก ขนาด 0.5 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม ทุก 4-6 ชั่วโมง ให้ยาผ่านการฉีดเข้าใต้ผิวหนัง หรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อ หรือ ขนาด 0.75 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม วันละสี่ครั้ง ให้ยาผ่านการฉีดเข้าใต้ผิวหนัง หรือหลอดเลือดดำ

              - ขนาดการใช้ยาในผู้สูงอายุ ขนาดการใช้เดียวกันกับผู้ใหญ่


       ภาวะหลอดลมหดเกร็งเฉียบพลัน และการอุดกั้นของทางเดินหายใจ

              - การใช้ยาในรูปแบบยาฉีด

                      ขนาดการใช้ยาในผู้ใหญ่ ยาในรูป Ephedrine sulfate ขนาด 12.5-25 มิลลิกรัม ให้ยาผ่านการฉีดเข้าใต้ผิวหนัง เข้ากล้าม หรือเข้าหลอดเลือดดำ อาจให้ยาซ้ำจนมีการตอบสนองของอาการ


              - การใช้ยาในรูปแบบยารับประทาน

                      ขนาดการใช้ยาในผู้ใหญ่ ยาในรูป Ephedrine hydrochloride ขนาด 15-60 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง

                      ขนาดการใช้ยาในผู้ใหญ่ ยาในรูป Ephedrine sulfate 12.5-25 มิลลิกรัม ทุก 4 ชั่วโมง ขนาดยาสูงสุด 150 มิลลิกรัมต่อวัน

                      ขนาดการใช้ยาในเด็กอายุ 1-5 ปี ยาในรูป Ephedrine hydrochloride ขนาด 15 มิลลิกรัม วันละสามครั้ง

                      ขนาดการใช้ยาในเด็กอายุ 6-12 ปี ยาในรูป Ephedrine hydrochloride ขนาด 30 มิลลิกรัม วันละสามครั้ง

                      ขนาดการใช้ยาในเด็กอายุ 12 ปีขึ้นไป ยาในรูป Ephedrine hydrochloride ใช้ขนาดยาเดียวกันกับผู้ใหญ่

                      ขนาดการใช้ยาในเด็กอายุ 12 ปีขึ้นไป ยาในรูป Ephedrine sulfate ใช้ขนาดยาเดียวกันกับผู้ใหญ่

                      ขนาดการใช้ยาในผู้สูงอายุ ยาในรูป Ephedrine hydrochloride และ Ephedrine sulfate ลดขนาดยาลงครึ่งหนึ่งของขนาดที่ใช้ในผู้ใหญ่


       ภาวะบวมน้ำจากระบบประสาท การใช้ยาในรูปแบบยารับประทาน

              - ขนาดการใช้ยาในผู้ใหญ่ ยาในรูป Ephedrine hydrochloride ขนาด 30-60 มิลลิกรัม วันละสามครั้ง


       อาการคัดจมูก ไซนัสอักเสบ การใช้ยาในรูปแบบหยอดทางจมูก

              - ขนาดการใช้ยาในผู้ใหญ่ ยาความเข้มข้น 1 % หยด 1-2 หยดลงในรูจมูกแต่ละข้าง วันละ 4 ครั้ง ใช้ยาต่อเนื่องนานสุด 7 วัน

              - ขนาดการใช้ยาในเด็กอายุ 12-17 ปี ใช้ขนาดยาเดียวกันกับผู้ใหญ่

              - ขนาดการใช้ยาในผู้สูงอายุ ใช้ขนาดยาเดียวกันกับผู้ใหญ่



ข้อควรระวังในการใช้ Ephedrine ได้แก่

       ไม่แนะนำให้ใช้ยารูปแบบหยดทางจมูกในเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี

       ห้ามใช้ยานี้ในผู้ป่วยหลอดเลือดหัวใจตีบ หัวใจขาดเลือด ความดันโลหิตสูง

       ห้ามใช้ยานี้ในผู้ป่วยไทรอยด์เป็นพิษ

       ห้ามใช้ยานี้ในผู้ป่วยโรคเบาหวาน

       ห้ามใช้ยานี้ในผู้ป่วยต่อมลูกหมากโต

       ห้ามใช้ยานี้ในผู้ป่วยต้อหินมุมปิด

       ห้ามใช้ยาในรูปแบบยาหยอดทางจมูกต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน

       ห้ามใช้ยาในรูปแบบยาหยอดทางจมูกในผู้ป่วยที่เพิ่งได้รับการผ่าตัดจมูก หรือไซนัส

       ห้ามใช้ยานี้ในสตรีให้นมบุตร

       ห้ามใช้ยานี้ในผู้ที่ได้รับยากลุ่ม MAOI ( Mono Amine Oxidase Inhibitor - ยากลุ่มหนึ่งของยารักษาโรคซึมเศร้า ) หรือเพิ่งหยุดการใช้ยากลุ่ม MAOI ยังไม่เกิน 2 สัปดาห์ ( ยากลุ่ม MAOI ได้แก่ Rasagiline, Selegiline, Isocarboxazid, Phenelzine และ Tranylcypromine )

       ห้ามใช้ยานี้ในผู้ป่วยที่ได้รับยากลุ่มกระตุ้นระบบซิมพาเทติก ยาบีต้าบล็อกเกอร์ และผู้ป่วยดมยาสลบ

       ควรระวังการใช้ยานี้ในผู้ป่วยที่มีอาการ Vasomotor ( ได้แก่ อาการร้อนวูบวาบ เหงื่ออกมาก ในสตรีหมดประจำเดือน )

       ควระวังการใช้ยานี้ในผู้ป่วยที่มีประวัติโรคลมชัก

       ควรระวังการใช้ยานี้ในผู้ป่วยไตบกพร่อง

       ควรระวังการใช้ยาในผู้ป่วยสูงอายุ และสตรีมีครรภ์



ผลข้างเคียงของการใช้ Ephedrine

       ผลข้างเคียงที่พบได้ มีดังนี้

              - ยาในรูปแบบรับประทาน ได้แก่ วิตกกังวล ปวดศีรษะ นอนไม่หลับ คลื่นไส้

              - ยาในรูปแบบยาฉีด ได้แก่ หัวใจเต้นผิดจังหวะ อ่อนแรง สับสน ซึมเศร้า หายใจลำบาก เหงื่อออกมาก ไม่อยู่นิ่ง หัวใจเต้นเร็ว อาเจียน

              - ยาในรูปแบบยาหยอดจมูก ได้แก่ ส่งผลต่อหัวใจ ระบบไหลเวียนโลหิต เสพติดการใช้ยา ปากแห้ง


       ผลข้างเคียงที่รุนแรง ได้แก่ หลอดเลือดหัวใจตีบ กล้ามเนื้อหัวใจตาย อาการชัก ผลข้างเคียงต่อระบบประสาท กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ นิ่วในไต



ข้อควรทราบอื่นๆของยา Ephedrine

       ยาถูกจัดอยู่ในกลุ่ม category C ตามดัชนีความปลอดภัยการใช้ยาในหญิงตั้งครรภ์ ( Pregnancy Safety Index ) ควรใช้ยานี้เฉพาะเมื่อแพทย์มีความเห็นว่า ผู้ป่วยจะได้รับประโยชน์จากยามากกว่าความเสี่ยงรุนแรงที่จะเกิดขึ้นต่อทารกในครรภ์

       ในผู้ป่วยสตรีมีครรภ์ ไม่แนะนำให้ใช้ยานี้ทั้ง 3 รูปแบบ โดยเฉพาะยาในรูปแบบยาฉีด เนื่องจากยามีความเสี่ยงเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจจนเสียชีวิตได้

       การใช้ยาในรูปแบบยาฉีด ควรมีการติดตามระดับความดันโลหิต และอัตราการเต้นของหัวใจ

       การใช้ยาในรูปแบบยาฉีด ห้ามใช้ร่วมกับยากลุ่มเกลือประจุลบ และการให้ยาผ่าน Y-site ห้ามให้ร่วมกับ Thiopental

       การใช้ยาในรูปแบบยารับประทาน สามารถรับประทานก่อนหรือหลังอาหารก็ได้

       การใช้ยาในรูปแบบยาหยอดจมูก ไม่ควรใช้ติดต่อกันนานเกิน 7 วัน

       ยานี้แนะนำให้เก็บรักษาที่อุณหภูมิไม่เกิน 20-25 องศาเซลเซียส เก็บให้พ้นจากแสง และความชื้น


- END -

No comments:

Post a Comment