โรคกล้ามเนื้อหัวใจหนาตัวผิดปกติ ( hypertrophic cardiomyopathy, HCM ) เป็นโรคหัวใจชนิดหนึ่งที่ทำให้บางส่วนของหัวใจหนาตัวขึ้นผิดปกติโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน ทำให้หัวใจมีประสิทธิภาพในการบีบตัวลดลง ผู้ป่วยอาจไม่มีอาการใดๆ ไปจนถึงรู้สึกอ่อนเพลีย ขาบวม เหนื่อยหอบได้ อาจทำให้มีอาการเจ็บหน้าอกหรือหมดสติชั่วครู่ ภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญได้แก่ หัวใจวาย หัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือเสียชีวิตกะทันหันจากหัวใจหยุดเต้น เป็นต้น
โรคนี้ส่วนใหญ่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม มักเกิดจากการกลายพันธุ์ของยีนที่ควบคุมการสร้างโปรตีนในเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ สาเหตุอื่นๆ ที่พบได้ เช่น โรคเฟบรี โรคอ่อนแรงจากสมองน้อยแบบเฟรดริค หรือจากยาบางชนิดเช่นทาโครลิมัส เป็นต้น ถือเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจชนิดหนึ่ง การวินิจฉัยอาจทำได้โดยการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ การตรวจคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจ การตรวจด้วยการออกกำลังกาย หรือการตรวจทางพันธุกรรม ทั้งนี้อาจตรวจไม่พบก็เป็นได้
การรักษาส่วนใหญ่ทำโดยการใช้ยาในกลุ่มยายับยั้งเบต้า ยาขับปัสสาวะ หรือยาแก้ไขการเต้นผิดจังหวะเช่นดิสโอพิราไมด์ เป็นต้น ผู้ป่วยบางรายที่มีหัวใจเต้นผิดจังหวะอาจต้องใช้เครื่องกระตุกหัวใจด้วยไฟฟ้าแบบฝัง หากการรักษาข้างต้นยังไม่ได้ผลอาจต้องผ่าตัดเอากล้ามเนื้อส่วนผนังหัวใจออกบางส่วน (septal myectomy) หรือผ่าตัดเพื่อปลูกถ่ายหัวใจ ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาจะมีอัตราการเสียชีวิตลดลงเหลือไม่ถึงร้อยละ 1 ต่อปี
มีผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจหนาตัวผิดปกติประมาณ 1 คนในประชากร 500 คน พบเท่าๆ กันทั้งเพศชายและเพศหญิง และพบได้ในทุกๆ ช่วงอายุ โรคนี้ได้รับการบรรยายด้วยวิทยาศาสตร์การแพทย์สมัยใหม่เอาไว้ครั้งแรกเมื่อ ค.ศ. 1958 โดยพยาธิแพทย์ชาวอังกฤษ โดนัลด์ เทียร์
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : https://th.wikipedia.org/wiki/โรคกล้ามเนื้อหัวใจหนาตัวผิดปกติ
Sunday, May 19, 2024
Hypertrophic
Saturday, May 18, 2024
Thyroid Hormone-ไทรอยด์ฮอร์โมน
ภาวะขาดไทรอยด์ฮอร์โมน คือ ภาวะที่ต่อมไทรอยด์สร้างไทรอยด์ฮอร์โมนได้ไม่เพียงพอ ทำให้ร่างกายทุกส่วนทำงานเชื่องช้า เนื่องจากขาดไทรอยด์ฮอร์โมนไปกระตุ้นให้เกิดการเผาผลาญพลังงานให้เซลล์และเนื้อเยื่อต่างๆ
ไทรอยด์ฮอออร์โมนมีบทบาทควบคุมการเผาผลาญของเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย โดยเฉพาะการทำงานของหัวใจและระบบประสาท อีกทั้งยังควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ระดับไขมันในเลือด รวมถึงอารมณ์และความรู้สึก
ภาวะขาดไทรอยด์ฮอร์โมน
คือ ภาวะที่ต่อมไทรอยด์สร้างไทรอยด์ฮอร์โมนได้ไม่เพียงพอ ทำให้ร่างกายทุกส่วนทำงานเชื่องช้า เนื่องจากขาดไทรอยด์ฮอร์โมนไปกระตุ้นให้เกิดการเผาผลาญพลังงานให้เซลล์และเนื้อเยื่อต่างๆ
สาเหตุของภาวะขาดไทรอยด์ฮอร์โมน
ภาวะขาดไทรอยด์ฮอร์โมนอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ที่พบได้บ่อยเช่น
* * * การขาดสารไอโอดีน ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการผลิตฮอร์โมนของต่อมไทรอยด์
* * * ความผิดปกติของต่อมใต้สมอง เช่น เนื้องอกต่อมใต้สมอง การผ่าตัดต่อมใต้สมอง
* * * โรคภูมิคุ้มกันต่อต้านตนเองของต่อมไทรอยด์
* * * การผ่าตัดต่อมไทรอยด์
* * * การฉายรังสีที่บริเวณคอ
* * * การกลืนน้ำแร่เพื่อรักษาไทรอยด์เป็นพิษ
* * * ผลข้างเคียงจากยาบางชนิด
* * * โรคพร่องไทรอยด์ฮอร์โมนแต่กำเนิด
อาการของภาวะขาดไทรอยด์ฮอร์โมน
อาการจากภาวะขาดไทรอยด์ฮอร์โมนจะค่อยเป็นค่อยไป ไม่ได้มีอาการฉับพลัน อาการที่พบได้บ่อยได้แก่
* * * บวมที่ใบหน้า ลำตัว แขน ขา
* * * ผมร่วง ขนคิ้วบาง ผิวหนังหยาบแห้ง เล็บเปราะแตกง่าย
* * * กล้ามเนื้อลีบ เป็นตะคริวบ่อย ปวดข้อ
* * * เสียงแหบ
* * * ท้องผูก
* * * เหงื่อออกน้อย ไม่ทนหนาว
* * * หัวใจเต้นช้า
* * * เหนื่อยง่าย เซื่องซึม ง่วงนอน
* * * ซึมเศร้า ไม่มีสมาธิ
* * * อาจมีต่อมไทรอยด์โตหรือคอพอก
* * * ความรู้สึกทางเพศลดลง เป็นหมัน
* * * ในเด็กจะเจริญเติบโตช้า ตัวเตี้ย สติปัญญาต่ำกว่าเกณฑ์ เข้าสู่ช่วงวัยเจริญพันธุ์ช้า
* * * ในผู้หญิงอาจมีประจำเดือนผิดปกติ ในผู้ชายอาจมีนมตั้งเต้า
การวินิจฉัยและรักษาภาวะขาดไทรอยด์ฮอร์โมน
วินิจฉัย โดยอาศัยประวัติการเจ็บป่วย การตรวจร่างกาย การตรวจวัดระดับฮอร์โมนไทรอยด์ในเลือด และการตรวจทางห้องปฏิบัติการอื่นๆ
การรักษา คือ การรักษาโรคที่เป็นสาเหตุ แต่ถ้าเป็นชนิดที่ไม่ทราบสาเหตุหรือเกิดจากสาเหตุที่แก้ไขไม่ได้ ให้รับประทานฮอร์โมนไทรอยด์ชนิดสังเคราะห์ (Levothyroxine) ซึ่งมีฤทธิ์เหมือนฮอร์โมนไทรอยด์ในร่างกายคนปกติ ผู้ป่วยต้องรับประทานฮอร์โมนไทรอยด์ทุกวันและส่วนใหญ่ต้องรับประทานตลอดชีวิต การรับประทานฮอร์โมนไทรอยด์ตลอดชีวิตไม่มีผลเสีย เพราะเป็นการชดเชยฮอร์โมนที่ปกติร่างกายต้องการ ผู้ป่วยเด็กควรรับประทานยาฮอร์โมนให้ครบถ้วนเพื่อให้สมองและร่างกายเติบโตและพัฒนาเป็นปกติ ภายหลังจากให้ยารักษาไปแล้วแพทย์จะนัดผู้ป่วยมาตรวจดูอาการและตรวจระดับฮอร์โมนในเลือดเป็นระยะๆ เพื่อปรับขนาดยาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.synphaet.co.th/อาการเป็นอย่างไร-เมื่อ/
Ketone - คีโทน
ในสารประกอบอินทรีย์ คีโทน ( Ketone, alkanone ) เป็นสารประกอบชนิดหนึ่งที่ประกอบด้วย หมู่คาร์บอนิล ( C=O ) เชื่อมพันธะกับอะตอมคาร์บอนอื่นอีกสองอะตอมในรูปแบบ R1 ( CO ) R2 อะตอมที่มาแทนที่ R1 และ R2 ไม่อาจเป็นไฮโดรเจน ( H ) เพราะเมื่อหมู่ R หมู่ใดหมู่หนึ่งเป็นไฮโดรเจน สารประกอบนี้จะเรียกว่าอัลดีไฮด์
คาร์บอนคาร์บอนิลเชื่อมพันธะกับอะตอมคาร์บอนสองอะตอมทำให้คีโทนแตกต่างจากกรดคาร์บอกซิลิก, อัลดีไฮด์, เอสเทอร์, เอไมด์, และ สารประกอบอื่น ๆ ที่ประกอบด้วยออกซิเจน พันธะคู่ของหมู่คาร์บอนิลทำให้คีโทนแตกต่างจากแอลกอฮอล์และอีเธอร์
คีโทนที่พื้นฐานที่สุดคือ แอซีโทน, CH3-CO-CH3 ( ชื่อตามระบบ IUPAC คือโพรพาโนน )
อะตอมคาร์บอนที่อยู่ติดกับหมู่คาร์บอนิลเรียกว่า 𝛼-คาร์บอน ไฮโดรเจนที่เชื่อมกับอะตอมคาร์บอนนี้เรียก 𝛼-ไฮโดรเจน ในการมีอยู่ของตัวเร่งปฏิกิริยาชนิดกรด ทำให้คีโทนถูกเรียกเป็นคีโต-อีนอล ทอร์โมเมอริซึม คีโทนทำปฏิกิริยาเคมีกับเบสรุนแรงให้อีโนเลตเหมือนกัน ไดคีโทนเป็นสารประกอบที่ประกอบด้วยคีโทนสองหมู่
Natriuretic peptide-นาเทรียูเรติกเพปไทด์
NT-proBNP คือ อะไร?
* * * pro B-type natriuretic peptide (proBNP) เป็ นสารที่หลงั่ จากหวัใจสู่กระแสเลือด เมื่อผนังหัวใจถูกยืดเหยียดซึ่งเป็ นผลมาจากการท างานที่อ่อนล้าของหัวใจ
* * * ระดับ NT-proBNP สัมพนัธ์โดยตรงกบัระดับความยดืเหยยีดของกล้ามเน้ือหวัใจ
* * * เมื่อหลั่งจากหัวใจแล้ว proBNPจะแยกออกเป็ น NT-proBNPและ BNP
* * * ด้วยเหตุที่ NT-proBNP มีความคงตัวสูงทาให้เทสต์นี้มีความไวในการตรวจภาวะหัวใจล้มเหลวในระยะแรกเริ่มหรือในผปู้่วยที่มีอาการเพียงเล็กนอ้ยได้
* * * การวัดระดับของ NT-proBNPในเลือดของผู้ป่วย ทำให้แพทย์สามารถตรวจประเมินโอกาสที่จะเกิดโรคภาวะหัวใจล้มเหลวตลอดจนความรุนแรงของโรคแม้ในผปู้่วยที่ไม่แสดงอาการ
* * * NT-proBNPได้รับการรับรองจาก US FDAให้ใช้เพื่อการวินิจฉัย และใช้ตรวจประเมินภาวะหัวใจล้มเหลว และดูความเสี่ยงที่ผู้ป่วยจะเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบเฉียบพลันอีกทั้งยังได้รรับการรับรองว่าสามารถใช้ตรวจประเมินความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจและอัตราการตายในผู้ป่วยที่มีโรคหลอดเลือดหัวใจตีบคงที่ ทั้งยังนำมาใช้เพื่อกำหนดแนวทางในการรักษา ซึ่งจะท าให้ผลการรักษาที่ได้ดีกวการไม่ใช้ NT-proBNP
ข้อดีของการน า NT-proBNP มาใช้คัดกรอง
* * * แนะนำให้ตรวจ NT-proBNPอย่างสม่ำเสมอในประชากรที่มีอายุสูงกว่า 60 ปี ขึ้นไป หรือผู้เป็นเบาหวาน ไขมันในเส้นเลือดสูง ความดันโลหิตสูง และโรคหลอดเลือดหัวใจเพื่อประเมินความเสี่ยงของการเกิดภาวะหวัใจล้มเหลว
* * * การตรวจหา NT-proBNPเป็นประจำ ในประชากรที่มีความเสี่ยงสูงสามารถช่วยคดักรองผมู้ีโอกาสเกิดโรคเร้ือรังรุนแรง ซึ่งรวมถึงภาวะหัวใจล้มเหลวและการเกิดภาวะหลอดเลือดหัวใจวิกฤต
* * * การตรวจพบภาวะหัวใจล้มเหลวในระยะแรกด้วย NT-proBNP มีประโยชน์ต่อการให้การรักษาและการปรับเปลี่ยนสุขนิสัยของคนไข้ช่วยชะลอความรุนแรงของโรคและลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหวัใจข้นัรุนแรงที่อาจเสียชีวิต คนไขจ้ึงมีโอกาสที่จะใชชีวิตที่ยนืยาวขึ้นอย่างมีคุณภาพ
การ ใช้ NT-proBNP เพื่อการวินิจฉัยภาวะหัวใจล้มเหลว
* * * NT-proBNP เป็นตวับ่งชี้ที่ช่วยในการตรวจวินิจฉัยภาวะหัวใจล้มเหลวได้รวดเร็ว และ ถูกต้องแมว้ผู้ป่วยมีภาวะหัวใจล้มเหลวเพียงเล็กนอ้ยหรือยงัไม่แสดงอาการได้อย่างแม่นยำ
* * * ผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวกว่า 50% ที่ได้รับการวินิจฉัยผิดพลาดโดยอาศัยการตรวจดูอาการเพียงอย่างเดียว
* * * NT-proBNPใช้แยกผปู้่วยที่มีอาการหอบเหนื่อยหรือแน่นหน้าอก ว่าสาเหตุเกิดจากภาวะหัวใจล้มเหลวหรือเป็นอาการของโรคอื่นที่ไม่ใช่โรคหัวใจ
การใช้ NT-proBNP เพื่อการพยากรณ์โรค
* * * NT-proBNP มีประโยชน์อยา่ งมากในการพยากรณ์โรคในทุกระยะของภาวะหัวใจล้มเหลว
ระดับความเข้มข้นของ NT-proBNP ที่วดัไดใ้ชใ้นการทา นายความเสี่ยงของการเกิดภาวะหวัใจลม้ เหลว
และใช้เป็ นตัวคาดการณ์ถึงภาวะวิกฤตของหัวใจที่จะเกิดข้ึนในอนาคตในระยะต่างๆได้
การใช้ NT-proBNP ในการรักษาผู้ป่วยทมีภาวะหัวใจล้มเหลว
* * * จากการศึกษาล่าสุด พบว่าการใช้ NT-proBNP เพื่อกาหนดแนวทางการรักษาภาวะหัวใจล้มเหลวได้ผลดีกวว่าการรักษาแบบมาตรฐานทวั่ ๆ ไป และช่วยใหแพทย์ สามารถปรับวิธีการรักษาไดอ้ย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อเปรียบเทียบกบักรณีศึกษาซ่ึงใชเพียงการตรวจดูอาการทางคลีนิกทั่วไป
* * * การรักษาภาวะหัวใจล้มเหลวโดยใช้ NT-proBNP เป็นแนวทางนั้น สามารถช่วยลดการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจได้ ร้อยละ 40 ในผปู้่วยที่มีภาวะหวัใจล้มเหลวเร้ือรัง
* * * การรักษาภาวะหัวใจล้มเหลวโดยใช้ NT-proBNP เป็น ทำให้ผู้ป่ วยภาวะหัวใจล้มเหลวลดอัตตราการเสียชีวิตและลดอัตราการนอนโรงพยาบาลมีคุณภาพชีวิตโดยรวมที่ดีข้ึน
ความคุ้มค่าในการใช้NT-proBNP ทางเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข
* * * ภาวะหัวใจหัวใจลม้ เหลวเป็นโรคที่มีค่าใชจ้่ายในการดูแลผปู้่วยสูงสุดเมื่อเทียบกบัโรคเร้ือรังอื่นๆ
* * * ค่าใชก้วา่ 80% ของผู้ป่ วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ใช้เพื่อการวินิจฉัยภาวะหัวใจล้มเหลว
* * * ความสัมพนัธ์ระหวา่ งค่าใชจ้่ายกบัระดบัความรุนแรงของภาวะหวัใจล้มเหลวเพิ่มสูงข้ึนอย่างต่อเนื่อง
* * * การใช้ NT-proBNP ในการตรวจวินิจฉัยในห้องฉุกเฉินสามารถช่วย
////////// ลดการใช้การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียง (ECG)ลงกว่า 58%
////////// ลดปริมาณการรับผปู้่วยเขา้รักษาตวัในโรงพยาบาลคร้ังแรกลง 13%
////////// ลดระยะเวลาในการอยู่ในโรงพยาบาลลง 12%
////////// ลดค่าใชจ้่ายทางการแพทย์ลง 10%
////////// ลดอัตราการเสียชีวิตหลังให้คนไข้กลับบ้านเหลือเพียง 1%
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : http://www.mengrailab.com/wp-content/uploads/2015/10/NT-2.pdf
Epinephrine - เอพิเนฟริน
เนื้อหาชุดแรก
เป็นฮอร์โมนชนิดหนึ่งของร่างกายจะหลั่งเมื่อรู้สึกอันตรายหรือตกอยู่ในความเครียด โดยฮอร์โมนชนิดนี้เพิ่มความดันเลือดและทำให้ใจเต้นเร็ว
อ้างอิงจาก : http://dictionary.sanook.com/search/dict-en-th-lexitron/epinephrine
เนื้อหาชุดที่สอง
เอพิเนฟรีน ( Epinephrine ) หรือ อะดรีนาลีน ( Adrenaline ) หรือศัพท์บัญญัติราชบัณฑิตยสภาว่า ฮอร์โมนเนื้อในต่อมหมวกไต เป็นฮอร์โมนและสารสื่อประสาทชนิดหนึ่ง[1] เอพิเนฟรีนและนอร์เอพิเนฟรีนเป็นฮอร์โมนต่างชนิดแต่คล้ายกัน ซึ่งทั้งคู่หลั่งออกมาจากส่วนในของต่อมหมวกไต นอกจากนี้ ทั้งสองยังผลิตที่ปลายเส้นใยประสาทซิมพาเทติก โดยทำหน้าที่เป็นตัวกลางเคมีสำหรับถ่ายทอดพลักผลักดันประสาทไปยังอวัยวะปฏิบัติงาน ( effector organ ) การสืบค้นทางเภสัชวิทยาของเอพิเนฟรีนมีส่วนสำคัญทำให้เกิดความเข้าใจระบบประสาทอิสระและหน้าที่ของระบบซิมพาเทติก เอพิเนฟรีนยังเป็นยาที่มีประโยชน์สำหรับข้อบ่งใช้ฉุกเฉินหลายประการ แม้มีฤทธิ์ไม่จำเพาะต่อตัวรับอะดรีเนอจิก ( adrenergic receptor ) และมีการพัฒนายาจำเพาะหลายชนิดซึ่งออกฤทธิ์ต่อแบบชนิดย่อยของตัวรับอะดรีเนอจิกในเวลาต่อมา ในสำนวนพูดทั่วไป คำว่า "อะดรีนาลีน" ใช้หมายความถึง การปลุกฤทธิ์ระบบซิมพาเทติกซึ่งสัมพันธ์กับพลังงานและการเร้าการสนองสู้หรือหนี อิทธิพลของอะดรีนาลีนจำกัดอยู่ในผลทางเมแทบอลิซึมและการขยายหลอดลมต่ออวัยวะซึ่งไม่มีประสาทซิมพาเทติกไปเลี้ยงโดยตรง
ในทางเคมี เอพิเนฟรีนเป็นโมโนเอมีนกลุ่มหนึ่ง เรียก แคทีโคลามีน ( catecholamine ) ผลิตในบางเซลล์ประสาทของระบบประสาทส่วนกลาง และในเซลล์โครมัฟฟิน ( chromaffin cell ) ของต่อมหมวกไตส่วนในจากกรดอะมิโน ฟีนิลอะลานีนและไทโรซีน
อ้างอิง :
1. PMID 6278965 ( PMID 6278965 )
Citation will be completed automatically in a few minutes. Jump the queue or expand by hand
2. epinephrine and norepinephrine. ( 2009 ). Encyclopædia Britannica. Encyclopædia Britannica 2009 Deluxe Edition. Chicago: Encyclopædia Britannica.
3. Editorial ( 1982 ). "Stress, hypertension, and the heart: the adrenaline trilogy". Lancet. 2: 1440–1441.
4. Pearce., JMS (2009). "Links between nerves and glands: the story of adrenaline". Advances in Clinical Neuroscience & Rehabilitation. 9: 22–28.
5. Celander, O ( 1954 ). "Celander O. The range of control exercised by the "sympathico-adrenal system"". Acta Physiol Scand. 32: uppl 16.
6. Warren, JB (1986). "The adrenal medulla and the airway". Br J Dis Chest. 80 ( 1 ): 1–6. doi:10.1016/0007-0971(86)90002-1. PMID 3004549.
von Bohlen und Halbach, O; Dermietzel, R ( 2006 ). Neurotransmitters and neuromodulators: handbook of receptors and biological effects. Wiley-VCH. p. 125. ISBN 978-3-527-31307-5.
Thursday, May 16, 2024
กลูคากอน ( Glucagon )
กลูคากอน ( Glucagon )
คือฮอร์โมนสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรต กลูคากอนผลิตโดยตับอ่อนและจะถูกปล่อยเมื่อระดับน้ำตาลในกระแสเลือดลดระดับต่ำกว่าปกติ เป็นผลให้ตับเปลี่ยนไกลโคเจนที่สะสมไว้เป็นกลูโคสและปล่อยเข้าสู่กระแสเลือด เพื่อเพิ่มระดับน้ำตาลในกระแสเลือด ป้องกันร่างกายจากภาวะน้ำตาลในเส้นเลือดต่ำ (hypoglycemia) การปล่อยกลูคากอนจึงตรงข้ามกับอินซูลินที่บอกให้เซลล์ในร่างกายดึงกลูโคสจากเลือด แต่กลูคากอนสามารถกระตุ้นการปล่อยอินซูลินได้ด้วย ดังนั้นกลูโคสในกระแสเลือดจึงสามารถถูกดึงไปใช้โดยเนื้อเยื่อที่ต้องพึ่งอินซูลิน
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : https://th.wikipedia.org/wiki/กลูคากอน
Beige Adipocyte ไขมันสีเบจ
ไขมันสีขาว (White Adipocyte)
มีหน้าที่ในการกักเก็บพลังงานสะสมเอาไว้ใช้ในยามที่ร่างกายได้รับพลังงานไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ซึ่งจะเก็บอยู่ใต้ผิวหนัง Subcutaneous Fat จนพอกพูนตามหน้าท้อง รอบเอว สะโพก ต้นขา ต้นแขน บริเวณก้น และรอบอวัยวะในท้องภายในร่างกาย
* * * ไขมันสีเบจ ( Beige Adipocyte )
เป็นเซลล์ไขมันที่ผสมระหว่างเซลล์ไขมันสีขาวและเซลล์ไขมันสีน้ำตาล มี Mitochondria ปนอยู่จำนวนมาก ทำให้มีลักษณะเด่นคล้ายคลึงกับเซลล์ไขมันสีน้ำตาล คือช่วยเผาผลาญพลังงานในร่างกาย
ไขมันสีน้ำตาล ( Brown Adipocyte )
เป็นไขมันดี ทำหน้าที่ในการเผาผลาญพลังงาน คอยรักษาสมดุลให้กับร่างกายให้รู้สึกอบอุ่นจากสภาพอากาศที่หนาวเย็น ดังนั้นคนที่มีปริมาณไขมันสีน้ำตาลจำนวนมากจะสามารถเผาผลาญพลังงาน และทนความหนาวเย็นได้นานกว่า
ทำไมควรมีไขมันสีน้ำตาลเยอะ ๆ ?
1. ช่วยเพิ่มการเผาผลาญน้ำตาล และรักษาสมดุลน้ำตาลในเลือดช่วยลดภาวะดื้ออินซูลินที่เป็นสาเหตุของโรคต่าง ๆ
2. ผลิตสารที่เรียกว่า adiponectin ทำหน้าที่ควบคุมระบบเผาผลาญ ควบคุมการอักเสบในร่างกาย และการเจริญเติบโตของเซลล์ ซึ่งปริมาณ adiponectin ที่สูงขึ้นสัมพันธ์กับค่าการอักเสบที่ลดลงและเพิ่มความยืนยาวของอายุ
3. ช่วยสร้าง Fibroblast Growth Factor 21 ซึ่งเป็นโปรตีนอย่างนึง ทำหน้าที่ช่วยให้อินซูลินออกฤทธิ์ได้ดีมากขึ้น และช่วยให้น้ำตาลถูกไขมันสีน้ำตาลเอาไปเผามากขึ้น
อยากเพิ่มไขมันสีน้ำตาลต้องทำอย่างไร ?
การรับประทานอาหาร
สามารถช่วยกระตุ้นเซลล์ไขมันสีน้ำตาลได้ เช่น เพิ่มการรับประทานชาเขียว , พริกไทย , พริกขี้หนู , พริกชี้ฟ้า และกระเทียม เนื่องจากมีสารแคปไซซิน ที่จะช่วยในเรื่องการเผาผลาญพลังงานได้
เพิ่มการออกกำลังกาย
การออกกำลังกายหนักสลับกับเบา จะทำให้โปรตีนไอริซิน เปลี่ยนจากไขมันสีขาวเป็นไขมันสีน้ำตาลได้
ปรับอุณหภูมิร่างกายให้เย็นลง
หากมีการปรับอุณหภูมิร่างกายให้อยู่ในสภาพที่เย็นลง จะทำให้เซลล์ไขมันสีน้ำตาลเกิดการเผาผลาญพลังงานได้ดียิ่งขึ้น
สรุป! ลดความอ้วนต้องลดไขมันประเภทไหน
ไขมันสีขาวเป็นส่วนประกอบหลัก ในไขมันส่วนเกินที่ทำให้อ้วน ดังนั้นหากจะลดน้ำหนักจึงจำเป็นต้องลดปริมาณไขมันสีขาว โดยเราสามารถเปลี่ยนไขมันสีขาวเป็นไขมันสีน้ำตาลได้โดยการออกกําลังกาย การสัมผัสความเย็นหรือฮอร์โมนบางชนิด


