Saturday, January 4, 2025

Derek Lunsford - ดีเร็ก ลันส์ฟอร์ด

 
Derek Lunsford - ดีเร็ก ลันส์ฟอร์ด 


       เดเร็ค ลันส์ฟอร์ด ( เกิดวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ.2536 ) เป็นนักเพาะกายอาชีพชาวอเมริกันที่แข่งขันในรุ่น Men’s Open Bodybuilding ภายใต้ IFBB Pro League เขาชนะการแข่งขัน Mr. Olympia ทั้งในปี 2021 และ 2023 กลายเป็นนักเพาะกายคนแรกที่คว้าแชมป์ในสองรุ่นน้ำหนักที่แตกต่างกัน 

      
ประวัติ

       เดเร็ค ลันส์ฟอร์ด เกิดที่ เมืองปีเตอร์สเบิร์ก รัฐอินเดียนา เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 1993 เขาเป็นเด็กที่กระตือรือร้นในกีฬาหลายประเภท เช่น ฟุตบอลและมวยปล้ำระดับมัธยมปลาย ความสนใจของเขาในกีฬาเพาะกายเริ่มขึ้นในช่วงเรียนมหาวิทยาลัย เมื่อเขาเปลี่ยนจากกีฬาอื่น ๆ ไปสู่การยกน้ำหนัก และได้รับคำแนะนำจากโค้ชส่วนตัว เจมส์ บราวน์ เพื่อช่วยพัฒนาอย่างจริงจัง

       ในปี 2015 ลันส์ฟอร์ดลงแข่งขันเพาะกายสมัครเล่นครั้งแรกในรายการ NPC Indianapolis Championships ในรุ่น Men’s Open Welterweight และสามารถคว้าชัยชนะมาได้ หลังจากนั้น เขายังคงสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองในฐานะนักเพาะกายสมัครเล่น โดยคว้าแชมป์ NPC Junior Nationals ในปี 2015 และ 2016 และได้รับ IFBB Pro Card ในปี 2017 NPC USA Championships
      

ก้าวสู่เวทีอาชีพ 

       ลันส์ฟอร์ดเริ่มต้นอาชีพนักเพาะกายในปี พ.ศ.2560 ( ค.ศ.2017 )  ในรายการ IFBB Tampa Pro โดยลงแข่งในรุ่น 212 ปอนด์ และสามารถคว้าชัยชนะในรายการแรกของตัวเองได้ การชนะครั้งนี้ทำให้เขาได้รับสิทธิ์ไปแข่งขันที่ 2017 Mr.Olympia ซึ่งเขาจบที่ อันดับ 5 

       หลังจากนั้น ลันส์ฟอร์ดกลายเป็นหนึ่งในนักกีฬาชั้นนำของรุ่น 212 ปอนด์ โดยสามารถจบใน Top 5 ของการแข่งขัน Mr.Olympia ได้ทุกปี จนกระทั่งในปี 2021 เขาประกาศว่ากำลังฝึกกับโค้ชชื่อดัง Hany Rambod และในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน เขาสามารถคว้าแชมป์ 212 Mr.Olympia ได้สำเร็จ โดยเอาชนะ แชมป์เก่า Shaun Clarida 


เปลี่ยนรุ่นสู่ Open Bodybuilding

       ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2565 ( ค.ศ.2022 ) ลันส์ฟอร์ดปรากฏตัวเป็น Guest Poser ที่เวที IFBB Pittsburgh Pro โดยมีน้ำหนักถึง 117 กก. ( 257 ปอนด์ ) ต่อมาในเดือน กันยายนพ.ศ.2565 ( ค.ศ.2022 ) มีการประกาศว่าเขาได้รับ Special Invitation ให้เข้าร่วมแข่งขัน 2022 Mr. Olympia ในรุ่น Open Division และเขาสามารถจบอันดับ ที่ 2 รองจาก ฮาดี ชูปาน ในการแข่งครั้งแรกของเขาในรุ่นนี้ 

       ปี พ.ศ.2566 ( ค.ศ.2023 ) ลันส์ฟอออออร์ดสร้างประวัติศาสตร์โดยคว้า แชมป์ Mr.Olympia และยังได้รับรางวัล People’s Champion Award กลายเป็นนักเพาะกายคนแรกที่สามารถคว้าแชมป์ใน สองรุ่นน้ำหนัก ( 212 และ Open )      





 
ข้อมูลส่วนตัว 

เกิด : 14 พฤษภาคม พ.ศ.2536 ( ค.ศ.1993 ) เมืองปีเตอร์สเบิร์ก รัฐอินเดียนา สหรัฐอเมริกา


ส่วนสูง : 168 ซม. ( 5 ฟุต 6 นิ้ว )


น้ำหนัก :

ช่วงแข่งขัน : 102 กก. ( 225 ปอนด์ )

ช่วงปิดซีซั่น : 109 กก. ( 240 ปอนด์ )


เส้นทางอาชีพนักเพาะกายอาชีพ

เปิดตัวอาชีพ : IFBB Tampa Pro, 2017

ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุด : IFBB Mr. Olympia, 2023 

แชมป์เก่าที่เขาโค่นลง : Hadi Choopan 

ผู้ครองตำแหน่งต่อจากเขา : Samson Dauda
        :/  :/ 

       เดเร็ค ลันส์ฟอร์ด คือหนึ่งในนักเพาะกายที่มีพรสวรรค์ที่สุดของยุคปัจจุบัน ด้วยความสามารถในการแข่งขันทั้งในรุ่น 212 ปอนด์ และ Open Bodybuilding เขาได้พิสูจน์แล้วว่าเขาคือหนึ่งในนักกีฬาที่แข็งแกร่งที่สุดในวงการ และอาจเป็นแชมป์หลายสมัยในอนาคต! 




- จบ -







Wednesday, January 1, 2025

ประเภทต่าง ๆ ของการเพาะกาย

 

ประเภทต่าง ๆ ของการเพาะกาย 

       การเพาะกายเป็นกีฬาที่ต้องอาศัยการฝึกฝนทั้งร่างกายและจิตใจเพื่อสร้างรูปร่างที่สมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่จะทำได้ นอกจากนั้นยังเกี่ยวข้องกับการสร้างกล้ามเนื้อที่เด่นชัดและรักษาสมดุลโดยรวมของร่างกาย อย่างไรก็ตาม การเพาะกายมีหลายประเภทซึ่งเหมาะสำหรับเป้าหมายและระดับความชำนาญที่แตกต่างกันของแต่ละบุคคล

       บทความนี้จะอธิบายถึงประเภทหลักของการเพาะกาย โดยให้ข้อมูลเกี่ยวกับลักษณะเฉพาะ จุดเด่น และข้อกำหนดต่าง ๆ ของแต่ละประเภท 





Classic Physique ( คลาสสิคฟิสิค ) 
 

ข้างล่างนี้ )




       เน้นไปที่รูปร่างโดยรวมที่สมส่วนและมีความเป็นธรรมชาติ ความแตกต่างจาก Classic Physique คือไม่เน้นกล้ามเนื้อที่ใหญ่โตจนเกินไป แต่เน้นกล้ามเนื้อที่ดูดีและสุขภาพที่แข็งแรง 


ข้อกำหนดสำคัญ: 

       ผู้เข้าแข่งขันมักใส่กางเกงขาสั้นถึงหัวเข่าและโพสท่าที่แสดงให้เห็นถึงความสมดุลของรูปร่าง 





Women’s Physique ( ฟิสิคหญิง )


ข้างล่างนี้ )




       สำหรับผู้หญิงในประเภทนี้จะเน้นความแข็งแรงของร่างกายร่วมกับความงามของสรีระ ผู้เข้าแข่งขันจะต้องแสดงให้เห็นถึงความสามารถและพลังของกล้ามเนื้อโดยไม่เสียความเป็นผู้หญิง


ข้อกำหนดสำคัญ: 

* * * รูปร่างที่สมดุลระหว่างความแข็งแรงและความสง่างาม 

* * * การโพสท่าเน้นที่ความยืดหยุ่นและสมดุลของร่างกาย  





Bodybuilding ( เพาะกาย )


ข้างล่างนี้ )




       การเพาะกายเป็นประเภทที่เน้นการสร้างกล้ามเนื้อให้มากที่สุด โดยเน้นกล้ามเนื้อที่ชัดเจน ขนาดใหญ่ และมีการแยกชั้นกล้ามเนื้ออย่างชัดเจน ผู้เข้าแข่งขันในประเภทนี้มักใช้เวลาหลายปีในการสร้างกล้ามเนื้อและลดไขมันให้น้อยที่สุด


ข้อกำหนดสำคัญ:

* * * การโพสท่ามักเน้นการแสดงกล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกาย 

* * * ผู้เข้าแข่งขันจะต้องลดไขมันในร่างกายจนเกือบถึงระดับต่ำที่สุด  






Fitness ( ฟิตเนส )


ข้างล่างนี้ )



       การเพาะกายเป็นประเภทที่เน้นการสร้างกล้ามเนื้อให้มากที่สุด โดยเน้นกล้ามเนื้อที่ชัดเจน ขนาดใหญ่ และมีการแยกชั้นกล้ามเนื้ออย่างชัดเจน ผู้เข้าแข่งขันในประเภทนี้มักใช้เวลาหลายปีในการสร้างกล้ามเนื้อและลดไขมันให้น้อยที่สุด


ข้อกำหนดสำคัญ:

* * * การโพสท่ามักเน้นการแสดงกล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกาย 

* * * ผู้เข้าแข่งขันจะต้องลดไขมันในร่างกายจนเกือบถึงระดับต่ำที่สุด  






Fitness ( ฟิตเนส )


ข้างล่างนี้ )




       เน้นไปที่รูปร่างที่ชัดเจนและสมดุล โดยไม่มีการเน้นกล้ามเนื้อที่ใหญ่เกินไป ผู้เข้าแข่งขันต้องแสดงให้เห็นถึงความงามของรูปร่างและสมรรถภาพโดยรวม


ข้อกำหนดสำคัญ: 

* * * การโพสท่าเน้นการแสดงความสวยงามของส่วนโค้งเว้าของร่างกาย 






การแบ่งรุ่นน้ำหนัก


ข้างล่างนี้ )



       การเพาะกายในบางการแข่งขันจะมีการแบ่งประเภทน้ำหนัก เพื่อให้การแข่งขันยุติธรรมมากขึ้น โดยตารางตัวอย่างการแบ่งประเภทน้ำหนักมีดังนี้:



หมวดหมู่ ชื่อเรียกรุ่นน้ำหนัก ช่วงปริมาณน้ำหนัก 


 ผู้ชาย  แบนตั้มเวท - Bantamweight  ไม่เกิน 65 กก. ( 143 ¼ ปอนด์ )  
  ไลท์เวท - Lightweight   65 กก. ( 143 ¼ ปอนด์ ) แต่ไม่เกิน 70 กก. ( 154 ¼ ปอนด์ )
  เวลเทอเวท -  Welterweight70 กก. ( 154 ¼ ปอนด์ ) แต่ไม่เกิน 75 กก. ( 165 ¼ ปอนด์ )
  มิทเดิลเวท -  Middleweight70 กก. ( 154 ¼ ปอนด์ ) แต่ไม่เกิน 80 กก. ( 176 ¼ ปอนด์ )
  ไลท์-เฮฟวี่เวท - Light Heavyweight  80 กก. ( 176 ¼ ปอนด์ ) แต่ไม่เกิน 90 กก. ( 198 ¼ ปอนด์ )
  เฮฟวี่เวท - Heavyweight  90 กก. ( 198 ¼ ปอนด์ )  แต่ไม่เกิน 102 กก. ( 225 ¼ ปอนด์ )
  ซูเปอร์เฮฟวี่เวท - Super Heavyweight  น้ำหนักเกิน 102 กก. ( 225 ¼ ปอนด์ ) 
      
 ผู้หญิง   ไลท์เวท - Lightweight   ไม่เกิน 52 กก. ( 115 ปอนด์ )   
  มิทเดิลเวท -  Middleweight 52 กก. ( 115 ปอนด์ ) แต่ไม่เกิน 57 กก. ( 125 ปอนด์ )
  ไลท์-เฮฟวี่เวท - Light Heavyweight   57 กก. ( 125 ปอนด์ ) แต่ไม่เกิน 63.5 กก. ( 140 ปอนด์ )  
  เฮฟวี่เวท - Heavyweight   น้ำหนักเกิน 63.5 กก. ( 140 ปอนด์ )
      




การเลือกประเภทที่เหมาะสมสำหรับคุณ 

       หากคุณสนใจที่จะเริ่มต้นการเพาะกาย คุณควรพิจารณาดังนี้:

       1. เป้าหมายของคุณคืออะไร? :  คุณต้องการเพิ่มกล้ามเนื้อ ความแข็งแรง หรือเพียงรูปร่างที่สมส่วน? 


       2. ระดับความสามารถของคุณ: หากคุณเพิ่งเริ่มต้น อาจเริ่มจากประเภทที่ไม่เน้นกล้ามเนื้อใหญ่จนเกินไป เช่น Men’s Physique หรือ Fitness 


       3. ความสนใจในด้านรูปลักษณ์หรือสมรรถภาพ: หากคุณชื่นชอบความสง่างาม คุณอาจเลือกประเภท Figure หรือ Women’s Physique 
      

      
การแต่งกายที่เหมาะสม 

       การเลือกชุดที่เหมาะสมในการแข่งขันเป็นสิ่งสำคัญ ชุดต้องช่วยเน้นจุดเด่นของร่างกายและแสดงถึงความมั่นใจของคุณ


ตัวอย่างการแต่งกาย:

* * * กางเกงว่ายน้ำสำหรับผู้ชายในประเภท Men’s Physique 

* * * ชุดบิกินีสำหรับผู้หญิงในประเภท Bikini หรือ Figure 

* * * การเตรียมตัวที่ดีและการเลือกประเภทการแข่งขันที่เหมาะสมกับคุณจะช่วยเพิ่มโอกาสให้คุณประสบความสำเร็จในโลกของการเพาะกาย! 



- จบ -




Sunday, December 29, 2024

คำบันดาลใจจาก เควิน เลฟโลน

 
คำบันดาลใจจาก เควิน เลฟโลน


Kevin Levrone's MD Muscle Report 
โดย Kevin Levrone, สมาชิก IFBB Hall of Fame
      

      
การค้นหาจุดมุ่งหมายในชีวิต  

       เราเคยพูดถึงนักเพาะกายที่ขึ้นไปถึงเวที Mr. Olympia กันเสมอ คนที่ประสบความสำเร็จแล้ว แต่เราไม่ค่อยพูดถึงคนที่เพิ่งเริ่มต้นในวงการนี้หรือคนที่ต้องการก้าวเข้าสู่วงการ ว่าพวกเขาควรเริ่มต้นอย่างไร คุณจะหาจุดมุ่งหมายในชีวิตของคุณได้อย่างไร? 

       ตอนที่ผมอยู่ในวัยรุ่นและช่วงอายุ 20 ต้น ๆ ผมยังไม่รู้เลยว่าผมต้องการอะไรจากชีวิต หลายคนรอบตัวผมแค่ไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยและหางานดี ๆ ทำ ส่วนตัวผมรู้ว่าผมอยากทำในสิ่งที่ผมรู้สึกหลงใหล แต่ก็ไม่เคยมีใครมาช่วยแนะนำ ตอนที่ยังเด็ก สิ่งเดียวที่ผมรู้คือต้องการทำอะไรสักอย่างเพื่อความมั่นคงทางการเงิน และนั่นคือสิ่งที่กระตุ้นให้ผมมองหาความสามารถในตัวเอง 

       ผมค้นพบว่าตัวเองมีพรสวรรค์ในการเพาะกายเมื่อไม่กี่ปีให้หลัง แต่ในตอนนั้นไม่มีแบบแผนใด ๆ สำหรับผมที่จะเดินตาม ไม่มีใครในบ้านเกิดของผมที่เคยขึ้นเวที Mr. Olympia มีคนบอกว่าผมบ้าเมื่อบอกว่าผมอยากเป็นนักเพาะกายมืออาชีพ และบอกผมว่าผมต้องย้ายไปแคลิฟอร์เนียเพื่อทำสิ่งนี้ให้ได้ ผมเลยอยากบอกทุกคนว่าถ้าคุณอยากไปให้ถึงจุดไหน คุณต้องเริ่มจากการ เชื่อมั่นในตัวเอง ผมยังเชื่ออีกว่า ยิ่งเสียสละมากเท่าไหร่ รางวัลก็ยิ่งยิ่งใหญ่ตามมา ผมไม่เคยกลัวการทำงานหนัก 
      


จุดเริ่มต้นของผม  

       ในหลายปีแรกก่อนที่ผมจะเป็นนักเพาะกายมืออาชีพ ผมเริ่มต้นจากการเข้ายิม Powerhouse Gym ซึ่งมีนักเพาะกายตัวใหญ่และแข็งแกร่งมากกว่าผม ผมมองดูพวกเขา ฝึกฝนแบบพวกเขา และเรียนรู้ว่าอะไรทำให้พวกเขาโดดเด่น นอกจากนั้น ผมยังได้เรียนรู้ทัศนคติและบุคลิกภาพของพวกเขา การอยู่ในสภาพแวดล้อมเช่นนั้นทำให้ผมพัฒนาตัวเองทั้งทางร่างกายและจิตใจ

       ผมเข้าร่วมการแข่งขันพาวเวอร์ลิฟติ้งครั้งแรกตอนอายุ 22 ปี ที่ Coliseum ในบัลติมอร์ ตอนนั้นผมน้ำหนัก 89 กิโลกรัม (195 ปอนด์) และยกน้ำหนักได้ถึง 205.00 กิโลกรัม (455 ปอนด์) แต่ผมก็เริ่มมองเห็นศักยภาพของตัวเองที่จะพัฒนาให้เก่งขึ้นได้



ทำไมผมถึงเลือกเส้นทางนักเพาะกาย 

       หลังจากการแข่งขัน ผมเข้าร่วมยิมกับโค้ชชื่อ Mike Karwoski เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับวิธีการฝึกและโภชนาการของนักเพาะกาย ผมรู้ว่าผมสามารถทำได้ดีกว่าการเป็นนักพาวเวอร์ลิฟเตอร์เพราะผมชนะการแข่งขันครั้งแรกได้อย่างง่ายดาย อีกเหตุผลหนึ่งคือผมมองว่านักเพาะกายมีโอกาสในการสร้างรายได้มากกว่า ผมเริ่มอ่านนิตยสาร Weider และเก็บเกี่ยวทุกอย่างจากคำแนะนำของแชมป์เปี้ยน ผมอยากอยู่ในนิตยสารเหล่านั้นและได้เดินทางรอบโลก 

       ผมตั้งเป้าหมายที่จะเริ่มต้นเส้นทางอาชีพของตัวเองด้วยการเข้าร่วมแข่งขัน NPC Nationals ผมทุ่มเทเวลาในการศึกษาและเตรียมตัวอย่างหนักก่อนเข้าสู่ระดับที่สูงขึ้น 


“ผมมีความมุ่งมั่น แรงผลักดัน และความปรารถนาอันแรงกล้า” 

       เป้าหมายของผมคือการเป็นหนึ่งในนักเพาะกายที่ดีที่สุดในโลก และผมจะทำสิ่งนั้นให้ได้ ไม่ว่าสิ่งใดจะเกิดขึ้นก็ตาม ผมตั้งเป้าหมายให้ชัดเจนและลงมือทำทุกอย่างเพื่อไปให้ถึง ผมมองว่าสิ่งนี้คือ ทั้งหมดหรือไม่มีอะไรเลย ผมต้องการชีวิตที่ดีกว่า และผมรู้ว่ามันขึ้นอยู่กับตัวผมเองที่จะทำให้มันเกิดขึ้น ทุกการฝึกของผมมีความหมายเพราะมันช่วยให้ผมเข้าใกล้เป้าหมายของตัวเองทีละก้าว 


คำแนะนำที่ดีที่สุดจากผม 

       ดูแลตัวเองทั้งทางร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ โดยเน้นที่สุขภาพเป็นหลัก คิดว่าคุณอยากอยู่ในจุดไหนในอนาคต และถามตัวเองว่าสิ่งที่คุณทำอยู่ตอนนี้ช่วยให้คุณไปถึงจุดนั้นหรือเปล่า คิดถึงผลกระทบในชีวิตของคุณในอีก 1 ปี 5 ปี หรือ 10 ปีข้างหน้า และจงมีสมดุลในชีวิต อย่ารอที่จะเริ่มต้นธุรกิจถ้านั่นคือความฝันของคุณ เป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่น และช่วยให้พวกเขาทำให้ดีที่สุด

       การชนะการแข่งขันเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยม แต่ไม่ใช่ทุกอย่าง Joe Weider เคยบอกกับผมว่า “คุณอาจไม่ได้ชนะ Mr. Olympia แต่ถ้าคุณเป็นคนดีและให้ความสำคัญกับวงการนี้ คุณจะมีอาชีพที่ประสบความสำเร็จยาวนานกว่าการแข่งขัน”  คำพูดนี้ถูกต้อง ผมโฟกัสที่การเป็นคนดี การเป็นตัวแทนของวงการนี้ในทางที่ดีที่สุด และใช้ทุกโอกาสเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นในระหว่างทาง 


- จบ -


Friday, December 27, 2024

ฟีล ฮีท พูดเกี่ยวกับการใช้สเตอรอยด์


         ถ้าเราค้นหาด้วยการเสิร์ชจากกูเกิล เราอาจจะเจอคำพูดของ ฟิล ฮีธ ในเว็บไชต์ต่างๆว่าเขาใช้ตัวสเตอรอยด์ตัวนั้นตัวนี้ ซึ่งคำพูดพวกนี้ไม่สามารถพิสูจน์ว่าเป็นคำพูดจริงๆจาก ฟิล ฮีธ เพราะเป็นเพียงตัวหนังสือที่ใครๆก็สามารถพิมพ์ขึ้นมาได้ แล้วก็สมอ้างว่าเป็น ฟิล ฮีธ พูด  สิ่งที่จะพิสูจน์ได้จริงๆต้องเป็นภาพวิดีโอ ที่แสดงถึงการกำลังพูดประโยคนั้นอยู่จริงๆ  ( ซึ่งตัวหนังสือที่บอกว่า ฟิล ฮีธ ใช้สเตียรอยด์ เหล่านี้ มาจากพวกที่ดำรงชีพด้วยการขายสเตอรอยด์ จึงพยายามจะทำให้คนอื่นเข้าใจว่า นักเพาะกายระดับอาชีพต้องใช้สเตอรอยด์เท่านั้น เพื่อสร้างดีมานด์ในการซื้อสเตอรอยด์กับเขา ) แต่ในการยืนยันเรื่องที่เขาไม่ใช่สเตอรอยด์นี้ ฮีธพูดทางการสัมภาษณ์กับนักข่าว ในการถ่ายทอดสดรายการหนึ่ง ( ซึ่งผมก็ได้ดูด้วย ตั้งแต่หลายปีที่แล้ว แต่ว่าตอนนี้หาไม่เจอแล้ว น่าเสียดายมาก ) ซึ่งขณะที่ออกรายการถ่ายทอดสดนั้นเป็นปี พ.ศ.2556 ( ค.ศ.2013 ) สมัยที่เขาเป็นมิสเตอร์โอลิมเปีย ปีที่ 2 จากจำนวน 7 ปีของเขา และกล้าท้าว่า สามารถเอาเลือดและปัสสาวะ ของเขาไปตรวจที่ไหนก็ได้ ด้วยกรรมวิธีอย่างไรก็ได้ 

       ฮีธ พูดว่า สิ่งที่เขาต้องแลกมา กับการที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ในการสร้างกล้ามเนื้อนั้น คือการที่เขาต้องเสียค่าใช้จ่ายจากการทานอาหารทุกๆ 2 ชั่วโมงในเวลาที่เขาตื่น ( คือทาน 6 มื้อต่อวัน ) เป็นจำนวนเงินสูงถึง 20,000 เหรียญต่อเดือน เหมือนเป็นการพูดติดตลกว่า ถ้าใช้สเตียรอยด์จริงๆ เขาอาจจะเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่านี้ก็ได้ ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ การใช้สเตียรอยด์จะมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าการทานอาหารในปริมาณมากๆ แต่ประเด็นอยู่ที่ การที่เขาพิสูจน์ให้เห็นว่า นักเพาะกายระดับแข่งขันระดับโลก ไม่จำเป็นต้องใช้สเตียรอยด์ 

       อย่างไรก็ตาม เคราะห์กรรมก็เกิดขึ้นกับฮีธ จาการออกมาเปิดเผยสิ่งนี้ ( คือเปิดเผยว่า สเตียรอยด์ไม่จำเป็นสำหรับนักเพาะกายระดับแข่งขัน ) มันทำให้การขายสเตียรอยด์ได้รับผลกระทบ ดังนั้นในสมัยที่ฮีธดำรงตำแหน่งมิสเตอร์โอลิมเปีย จึงมีข่าวไม่ดีต่างๆ เกิดขึ้นกับเขา ซึ่งมาจากสื่อต่างๆ ที่เสียผลประโยชน์จากการขายสเตียอยด์ รุมจวกฮีธทุกเม็ด ไม่ว่าจะเป็นรูปร่าง ที่ “แคบ” กว่านักเพาะกายคนอื่น ฯลฯ เหมือนกับการบอกเป็นนัยๆว่าถ้าเค้าใช้สเตียรอยด์เขาจะมีรูปร่างที่ "กว้าง" กว่านี้

       โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่า การที่ฮีธมีรูปร่างที่แคบ เมื่อเทียบกับ มิสเตอร์โอลิมเปียคนอื่นๆก็เป็นเพราะกรรมพันธุ์ แต่เขามีดีที่ความหนาของกล้ามเนื้อ ที่สร้างมาจากสารอาหาร ที่ทำให้เขาเป็นมิสเตอร์โอลิมเปียได้

       สิ่งที่เพื่อนสมาชิกได้เรียนรู้จากข้อความทั้งหมดนี้คือ นักเพาะกายระดับแข่งขันระดับโลก ที่มีรูปร่าง สวยงาม หนาและบึกบึน เหมือน ฟีล ฮีธ ไม่เคยใช้สเตียรอยด์เลยตลอดชีวิตการประกวดของเขา หรืออาจพูดอีกแบบหนึ่งได้ว่า ถ้ามีคนที่ใช้สเตียรอยด์แล้วมีหุ่นดีกว่า ฟีล ฮีท นั่นก็เป็นเรื่องของเขา แต่ลำพังความสวยงาม ความบึกบึนของร่างกาย ของฟีล ฮีท ที่ไม่ได้ใช้สเตียรอยด์นั้น ก็เพียงพอสำหรับการเป็นไอดอลของคุณแล้วไม่ใช่หรือ คุณไม่จำเป็นต้องใช้สเตียรอยด์เพื่อให้ได้หุ่นที่ดีกว่าฟีล ฮีท เพราะลำพังแค่หุ่นของฟีล ฮีท ( ที่ไม่ได้ใช่สเตียรอยด์เลย ) ก็เพียงพอที่จะทำให้เขาชนะมิสเตอร์โอลิมเปียแล้ว - Webmaster 


essentiallysports.com



“พวกเขาใช้ยาเกินขนาด”: ฟิล ฮีธ  เจ้าของตำแหน่งมิสเตอร์โอลิมเปีย 7 สมัย กล่าวถึงนักเพาะกายยุคใหม่ที่ใช้ PED อย่างเกินความจำเป็น 

       เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2023 รายการพอดแคสต์ Cutler Cast ได้ออกอากาศตอนที่ 56 โดยมีแขกรับเชิญพิเศษคือ ฟิล ฮีธ เจ้าของตำแหน่งมิสเตอร์โอลิมเปีย 7 สมัย ซึ่งเขาได้เข้าร่วมพูดคุยกับ เจย์ คัทเลอร์  และ **Matt** เกี่ยวกับประสบการณ์ต่าง ๆ ของเขา รวมถึงอาหารการกิน และอนาคตของวงการเพาะกาย นอกจากนี้ ฮีธ ยังพูดถึงความเป็นไปได้ในการกลับมาขึ้นเวทีแข่งขันอีกครั้ง



ฟิล ฮีธ  เรียกนักเพาะกายหน้าใหม่ว่าใช้ยาเกินขนาด

       ในการสนทนา ทั้งสามได้พูดถึงประเด็นอ่อนไหวในวงการเพาะกาย นั่นคือเรื่องของ PED ( Performance Enhancement Drugs ) หรือยากระตุ้นสมรรถภาพที่มักรู้จักกันในชื่อสเตียรอยด์ ฮีธ เปิดเผยว่าเขาไม่เคยพึ่งพายาเหล่านี้ แต่เขามองว่านักเพาะกายยุคปัจจุบันใช้ยาเหล่านี้เกินความจำเป็นจนถึงขั้นที่เขาเรียกว่า **"ผู้ใช้ยาเกินขนาด"**

       ในปี พ.ศ.2566 ( ค.ศ.2023 ) ฟิล ฮีธ ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาที่กำลังแพร่กระจายไปในวงการเพาะกายอย่างรวดเร็ว โดยเขากล่าวว่านักเพาะกายบางคนใช้สเตียรอยด์เพื่อเตรียมตัวสำหรับการแข่งขัน ในขณะที่บางคนเลือกที่จะรักษารูปร่างด้วยอาหารธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม การพึ่งพายาเหล่านี้ในยุคปัจจุบันได้เพิ่มขึ้นอย่างมาก



การใช้ PEDs กับผลกระทบต่อร่างกาย 

       ฟิล ฮีธ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ในระหว่างการเตรียมตัวสำหรับการแข่งขัน นักเพาะกายบางคนไม่สามารถหยุดใช้ยาได้ก่อนการแข่งขันจริง เพราะพวกเขาไม่มีความมั่นใจในตัวเอง ฮีธ ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า:

**"เราทุกคนรู้ดีว่าเป็นเพราะพวกเขาไม่มั่นใจที่จะเลิกใช้ยาเหล่านั้นก่อนวันแข่งขัน เพราะในความคิดของพวกเขา—ผมเกลียดที่จะพูดแบบนี้—แต่พวกเขาเป็นคนที่ใช้ยาเกินขนาด ถ้าหยุดใช้ กล้ามเนื้อของพวกเขาก็จะหดเล็กลง"**

       เมื่อพูดถึงผลกระทบของยาต่อร่างกาย,  ฮีธ อธิบายว่าการใช้ยาเกินขนาดทำให้ผิวหนาขึ้น หากผู้ใช้หยุดใช้ยา จะพิสูจน์ได้ว่ากล้ามเนื้อเหล่านั้นไม่เคยถูกสร้างขึ้นอย่างแท้จริง ฮีธ กล่าวเสริมว่าสิ่งที่เห็นว่าเป็นมวลกล้ามเนื้อที่แท้จริงนั้น เป็นผลมาจากปฏิกิริยาการอักเสบของร่างกาย ( หมายความว่า การเล่นกล้ามจะทำให้เกิดการอักเสบที่เซลล์กล้ามเนื้อ ประมาณว่าทำให้เซลล์กล้ามเนื้อฉีกขาด แล้วร่างกายก็จะเสริมสร้างเซลล์กล้ามเนื้อที่ฉีกขาดนั้นด้วยเซลล์กล้ามเนื้อใหม่ ทำให้เกิดมัดกล้ามที่พอกหนาขึ้น ซึ่งเป็นวิธีการทางธรรมชาติที่ทำให้มัดกล้ามใหญ่ขึ้น  – Webmaster ) นอกจากนี้ การใช้ PEDs อาจส่งผลต่อการทำงานของอวัยวะภายในและทำให้ร่างกายขาดความชุ่มชื้น ฮีธ ยังชี้ให้เห็นว่าเหตุผลสำคัญที่เขาไม่เคยใช้ PEDs ก็เพราะผลกระทบเหล่านี้ 


essentiallysports.com



“The Gift” เอาชนะคู่แข่งด้วยวิธีธรรมชาติ 

       ฟิล ฮีธ เป็นหนึ่งในนักเพาะกายที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในวงการ โดยเขาสามารถคว้าเงินรางวัลจากการแข่งขัน มิสเตอร์โอลิมเปีย **สูงสุดตลอดกาล** อย่างไรก็ตาม แม้จะมีเส้นทางการประกอบอาชีพที่ยอดเยี่ยม ฮีธ ยืนยันว่าเขาไม่ได้ประสบความสำเร็จด้วยการพึ่งพายา PEDs  แต่เขาให้เครดิตกับพันธุกรรมที่ดีของเขา

       ฟิล ฮีธ  เปิดเผยว่าในอาชีพประกวดเพาะกาย เขาไม่เคยใช้สเตียรอยด์ใด ๆ เลย ฮีธ กล่าวว่าเขาเพียงแค่ 

**“แข่งขันแบบธรรมชาติและเอาชนะคู่แข่งที่ไม่ได้ทำแบบนั้น”**

       นอกจากนี้ เขายังเสริมว่ากีฬาอย่างบาสเกตบอลที่เขาเล่นในอดีต ช่วยให้เขาพัฒนาร่างกายและฝึกฝนตัวเองในฐานะนักเพาะกายได้มาก 

- จบ -

Thursday, December 26, 2024

วิทยาศาสตร์เกี่ยวกับการฟื้นตัวของกล้ามเนื้อ: ควรพักนานแค่ไหนระหว่างเซ็ต?

 

วิทยาศาสตร์เกี่ยวกับการฟื้นตัวของกล้ามเนื้อ: ควรพักนานแค่ไหนระหว่างเซ็ต?

       ตรวจสอบเป้าหมายของคุณและใช้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการออกกำลังกายของคุณ! 

โดย  Mark Barroso, NSCA-CPT 

       ในฐานะเทรนเนอร์ส่วนตัว ผมมักถูกถามว่า "ผมควรพักนานแค่ไหนระหว่างเซ็ต?"

       คำตอบของผมขึ้นอยู่กับเป้าหมายของลูกค้าเสมอครับ ผมมีลูกค้าที่ฝึกเพื่อเพิ่มความแข็งแรง สร้างสรีระที่ดูดี ลดน้ำหนัก หรือเพิ่มความทนทานของกล้ามเนื้อ การออกกำลังกายเหล่านี้ ( หรืออย่างน้อยบางส่วน ) ต้องการช่วงเวลาพักที่แตกต่างกัน 

       ในหนังสือ “Essentials of Strength Training & Conditioning” ของ National Strength & Conditioning Association ได้แนะนำดังนี้:

* * * เพื่อเพิ่ม ความแข็งแรง และ พลัง ควรพักระหว่างเซ็ต 2-5 นาที 

* * * เพื่อเพิ่ม มวลกล้ามเนื้อ ( hypertrophy ) ควรพักระหว่างเซ็ต 30-90 วินาที 

* * * เพื่อเพิ่ม ความทนทานของกล้ามเนื้อ ควรพักระหว่างเซ็ต น้อยกว่า 30 วินาที 

       ช่วงเวลาพักเหล่านี้ขึ้นอยู่กับว่า ร่างกายใช้พลังงานอย่างไรในระหว่างการฝึก โดยเฉพาะร่างกายจะใช้ระบบพลังงานที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับความเข้มข้นและระยะเวลาของการออกกำลังกาย 

      

ระบบพลังงานใดที่ใช้ในการออกกำลังกายของคุณ? 

ระบบฟอสโฟเจน ( Phosphagen System ) 

       ระบบฟอสโฟเจนใช้ Creatine Phosphate ในการสร้าง ATP ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานที่ใช้ในกิจกรรมที่ใช้พลังงานสูง เช่น การยกน้ำหนักหรือการวิ่งเร็ว ATP จะถูกฟื้นฟูเต็มที่ใน 3-5 นาที ซึ่งหมายความว่าคนที่ฝึกเพื่อเพิ่มความแข็งแรงและพลัง ควรพักนานระหว่างเซ็ต
      


ระบบไกลโคไลซิส ( Glycolytic System )  

       หากออกกำลังกายต่อเนื่องกันนาน 30 วินาที ถึง 2 นาที ร่างกายจะใช้ระบบไกลโคไลซิส โดยเป็นการสลายไกลโคเจน ( พลังงานสำรองจากกลูโคสในเลือด ) เพื่อสร้าง ATP 

       หากคุณฝึกหนักมาก ( ใช้พลังงานสูงถึง 100% ของ VO2 max ) ร่างกายจะเผาผลาญไกลโคเจนเกือบหมดจากกล้ามเนื้อบางส่วน ดังนั้น ควรบริโภคคาร์โบไฮเดรตภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังการฝึก เพื่อเติมพลังงานและฟื้นฟูได้เต็มที่ภายใน 24 ชั่วโมง 



ระบบออกซิเดทีฟ ( Oxidative System ) 

       หากคุณฝึกนานกว่า 2-3 นาที ระบบออกซิเดทีฟจะเริ่มทำงาน โดยใช้คาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน ( ในกรณีที่ไม่มีพลังงานอื่นเหลือ )

       ตัวอย่างเช่น การออกกำลังกายที่ฝึกความทนทานของกล้ามเนื้อด้วยการฝึกแบบใช้น้ำหนักเบาแต่ทำซ้ำมาก ( 30 วินาทีต่อเซ็ต ) ใช้พลังงานจากระบบนี้ 




การฝึกแบบเป็นช่วง ( Interval Training )

       การฝึกแบบ Interval Training คือการออกกำลังกายด้วยความเข้มข้นสูงใกล้กับ VO2 max เป็นการฝึกที่นิยมสำหรับการพัฒนาความทนทาน เช่น วิ่ง ปีนเขา หรือว่ายน้ำ โดยพักระหว่างเซ็ต 3-5 นาที เพื่อเพิ่ม VO2 max และพัฒนาความสามารถในการฟื้นฟูของร่างกาย



การฝึกแบบเข้มข้นสูง ( High-Intensity Interval Training )

       HIIT ( High-Intensity Interval Training ) คือการฝึกหนักสลับกับการพักสั้น โดยอัตราการทำงานต่อการพักมักเป็น 1:1 หรือ 2:1 ตัวอย่างเช่น ฝึกหนัก 45 วินาที และพัก 45 วินาที หรือฝึกหนัก 40 วินาที และพัก 20 วินาที 

       ระบบฟอสโฟเจนจะไม่สามารถรองรับพลังงานได้ตลอดในช่วงการฝึก HIIT ร่างกายจึงต้องเริ่มใช้ระบบไกลโคไลซิสและออกซิเดทีฟเพื่อรองรับพลังงานเพิ่มเติม 



งานวิจัยเกี่ยวกับการพักและการฟื้นตัวของกล้ามเนื้อ


งานวิจัยปี 2017 ศึกษา 3 รูปแบบการออกกำลังกายที่แตกต่างกัน 

* * * การฝึก "ซินดี้" ( Cindy ) ที่ทำท่าต่าง ๆ เช่น วิดพื้น ดึงข้อ และสควอชให้ได้มากที่สุดใน 20 นาที 

* * * HIIT แบบกระโดดเชือก 

* * * การยกน้ำหนัก ( Power Clean ) ที่ใช้ 40% ของ 1RM ภายใน 5 นาที 

       ผลลัพธ์พบว่ากลุ่มที่พักระหว่างเซ็ตแบบเหมาะสมสามารถฟื้นฟูพลังงานได้ดีกว่าและลดความเหนื่อยล้าลงอย่างชัดเจน 


การพัก 2 นาที มีประโยชน์ในการรักษาความสามารถของกล้ามเนื้อมากกว่าเมื่อเทียบกับการพัก 1 นาที

* * * งานวิจัยในปี 2015 พบว่า การพัก 2 นาทีระหว่างการสควอชสามารถช่วยให้นักกีฬาสามารถทำเซ็ตได้สำเร็จมากขึ้น เมื่อเทียบกับการพักเพียง 1 นาที 


สรุป 

       การพักระหว่างเซ็ตที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับเป้าหมายการฝึกและประเภทของพลังงานที่ร่างกายใช้ หากต้องการเพิ่มพลังหรือความแข็งแรง พักนาน 2-5 นาที หากต้องการเพิ่มกล้ามเนื้อ พัก 30-90 วินาที และหากต้องการเพิ่มความทนทานของกล้ามเนื้อ ให้พักน้อยกว่า 30 วินาที 

- จบ -

Power Clean คืออะไร และมีเทคนิคที่ถูกต้องอย่างไร?

 

Power Clean คืออะไร และมีเทคนิคที่ถูกต้องอย่างไร? 

       
สิ่งพิเศษเกิดขึ้นเมื่อคุณดึงพลังแรกของคุณออกมาอย่างสะอาดหมดจด: กล้ามเนื้อของคุณจะยิงออกไปทุกทิศทาง และคุณจะรู้สึกได้ถึงความรู้สึกระเบิดที่มาจากการยกบาร์เบลหนักๆ และคิดว่า ว้าว ฉันแข็งแรงมาก!

       การเคลื่อนไหวทั้งร่างกายแบบระเบิดพลัง ซึ่งพบได้ทั่วไปในคลาส HIIT และการออกกำลังกายแบบ CrossFit ยังนำประโยชน์เจ๋งๆ อื่นๆ มาให้ เช่น สร้างความเร็วและพละกำลัง 

เทคนิคการทำ Power Clean เบื้องต้น  

* * * ยืนแยกเท้ากว้างเท่าสะโพก โดยให้บาร์พิงหน้าแข้ง 


* * * สะโพกพับไปข้างหน้าโดยให้หลังเรียบ เอนตัวเข้าไปเล็กน้อยเพื่อจับบาร์ด้วยมือจับที่ยื่นออกมา มือควรอยู่นอกหัวเข่า ตรวจสอบให้แน่ใจว่าหน้าอกของคุณตั้งขึ้น ลำตัวของคุณตึง ไหล่ของคุณอยู่ด้านหลัง และศีรษะของคุณอยู่ในตำแหน่งที่เป็นกลาง 


* * * ในการเคลื่อนไหวของเหลวเพียงครั้งเดียว ยกบาร์ขึ้น ดันฝ่าเท้า บีบบั้นท้าย และดันสะโพกไปข้างหน้า ให้บาร์อยู่ใกล้ตัวขณะที่ดันเข้าหาหน้าอก หมุนข้อมือของคุณไปข้างหลังอย่างรวดเร็ว ย่อตัวลงมาในท่าสควอท XNUMX/XNUMX นิ้ว แล้วจับบาร์ไว้ด้านหน้าไหล่ ดึงข้อศอกไปข้างหน้า 


* * * ยืนโดยให้ไขว้ของคุณขนานกับพื้น หมุนข้อมือของคุณลงและลดบาร์ ค้ำยันแกนของคุณและบานพับที่เอวเพื่อลดแรงกดบนหลังของคุณ 


* * * เมื่อคุณทำสำเร็จแล้ว คุณสามารถลองใช้พาวเวอร์คลีนได้      

      
       คุณสามารถยกของที่หนักกว่าได้ เพราะคุณไม่จำเป็นต้องยกบาร์ให้สูงระดับอกก่อนที่จะหมุน ให้ยกขึ้นมาที่ระดับเอวแทน จากนั้นหย่อนตัวลงในท่าหมอบต่ำเพื่ออยู่ใต้บาร์และเกร็งบั้นท้าย 



แบบฝึกหัดนี้ให้ประโยชน์อะไรบ้าง? 

       พาวเวอร์คลีนใช้กล้ามเนื้อจำนวนมาก ทำให้สามารถออกกำลังกายได้อย่างเต็มที่ ในการออกกำลังกายนี้ เราจะใช้กล้ามเนื้อหน้าท้อง กล้ามเนื้อสะโพก ก้น และขา ในขณะเดียวกันก็บริหารไหล่และหลังส่วนบนด้วย นอกจากนี้ พาวเวอร์คลีนยังเป็น การสำรวจแบบไดนามิกซึ่งหมายความว่าพวกมันช่วยเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจได้ดีอย่างน่าประหลาดใจ
      
       พาวเวอร์คลีนยังดีสำหรับการพกพา การประสาน สู่ระดับต่อไป กลุ่มกล้ามเนื้อที่แยกจากกันหลายกลุ่ม เช่น ร่างกายส่วนล่างและส่วนบน ตลอดจนโซ่ด้านหลังและด้านหน้า ต้องทำงานร่วมกันเพื่อยก บิด และ "จับ" บาร์โหนในการเคลื่อนไหวต่อเนื่องเพียงครั้งเดียว เป็นการออกกำลังกายที่ต้องการการควบคุมและความสมดุล 

       พวกเขาสามารถช่วยให้คุณได้รับ กระดูกแข็งแรง stronger และมีสุขภาพแข็งแรง การเคลื่อนไหวที่มีภาระน้อยทำให้เกิดการแตกหักขนาดเล็ก มันดูน่ากลัว แต่จริงๆแล้วเป็นสิ่งที่ดี จริงๆ. เมื่อร่างกายซ่อมแซมส่วนที่หักเล็กน้อยหลังจากที่คุณยกของเสร็จแล้ว กระดูกของคุณจะหนาแน่นขึ้น นอกจากนี้ การฝึกความแข็งแรงสามารถกระตุ้นการเจริญเติบโตของเซลล์กระดูกใหม่ 

       เมื่อคุณควบคุมพลังสะอาดได้แล้ว คุณจะสังเกตเห็นว่าความสามารถด้านกีฬาของคุณพัฒนาขึ้นเช่นกัน ความสามารถในการเคลื่อนที่เร็วขึ้น กระโดดได้ง่ายเป็นที่ชื่นชอบ การแกว่งเคตเทิลเบลลงมาจากพลังของสะโพก หน้าท้อง และบั้นท้าย ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อหลักในแกนกลางลำตัวของคุณ 

ข้อผิดพลาดทั่วไปเมื่อทำ Power Clean  

       ข้อผิดพลาดทั่วไปที่คุณสามารถทำได้เมื่อเรียนรู้การออกกำลังกายแบบ CrossFit นี้มักเกี่ยวข้องกับท่าทางและเทคนิคที่คุณทำ 


ตำแหน่งเริ่มต้นและท่าทาง 

       ขั้นแรก ระวังอย่าวางเท้ากว้างเกินไป คุณอาจรู้สึกมั่นคงมากขึ้นโดยให้เท้าแยกจากกันมากขึ้นเพื่อเริ่มต้น แต่สิ่งสำคัญคือต้องแยกให้กว้างเท่าช่วงสะโพกเท่านั้น การหมุนออกด้านนอกเล็กน้อยก็เป็นที่ยอมรับเช่นกัน หากคุณกระโดดไปมาเล็กน้อยในช่วงที่บาร์ลงมาที่หน้าอก เป็นเรื่องปกติที่คุณจะต้องยืนในท่าที่กว้างขึ้น ควรหลีกเลี่ยงสิ่งนี้ด้วย

       พิจารณาตำแหน่งเริ่มต้นของคุณ เริ่มต้นด้วยหลังแบนเสมอ สะโพกหลังไหล่ในท่าหมอบต่ำ โฟกัสของคุณไปข้างหน้าและไหล่ของคุณควรผ่อนคลาย

       หากคุณไม่ได้ยกน้ำหนักมาก บาร์อาจจะต่ำเกินกว่าที่คุณจะจับได้ เนื่องจากแผ่นน้ำหนักมีขนาดเล็กลงและปลายบาร์อยู่ใกล้พื้นมากขึ้น แต่เมื่อคุณไม่สามารถเอื้อมถึงบาร์ได้ คุณมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าจากด้านหลัง การใช้ตัวยกใต้แผ่นน้ำหนักแต่ละแผ่นจะช่วยยกบาร์ขึ้น คุณจึงรักษาหลังให้แบนราบได้เมื่อลุกขึ้น


ใช้แขนระหว่างการปีน 

       ข้อผิดพลาดทั่วไปอื่นอาจเกิดขึ้นได้ในระหว่างขั้นตอนการวางบาร์บนหน้าอก นักกีฬาบางคนอาจพยายามจับบาร์ด้วยแขน และทำให้ข้อศอกชี้ไปที่พื้น

       เพื่อปกป้องความสมบูรณ์ของข้อต่อร่างกายส่วนบนของคุณ สิ่งสำคัญคือต้อง "จับ" โดยเคลื่อนร่างกายไปใต้บาร์และปล่อยให้วางบนไหล่ที่ยื่นออกมา


อย่าขันแกนให้แน่น 

       หากคุณยกน้ำหนักมากเกินไป เป็นเรื่องง่ายที่จะแอ่นหลังในเกือบทุกช่วงของการออกกำลังกายนี้ รักษาหลังของคุณให้ยาวและแข็งแรงตลอดเวลา

       หากคุณรู้สึกว่ากำลังยกน้ำหนักในปริมาณที่เหมาะสมและยังพบว่าคุณกำลังโก่งหลังอยู่ ให้ตรวจสอบอีกครั้งว่าคุณมีส่วนร่วมกับแกนกลางลำตัวของคุณในแต่ละช่วงของการออกกำลังกายนี้ ความมั่นคงของกระเป๋าหน้าท้องช่วยปกป้องหลังของคุณและช่วยป้องกันการบาดเจ็บ 


ทำซ้ำมากเกินไป 

       Power Clean ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อช่วยคุณปรับปรุงความแข็งแกร่งหรือสภาพร่างกายโดยทั่วไป การเคลื่อนไหวนี้ออกแบบมาเพื่อสร้างความแข็งแกร่งและพลัง ดังนั้นคุณควรทำการเคลื่อนไหวซ้ำระหว่างหนึ่งถึงห้าครั้งเท่านั้น หากคุณสามารถทำซ้ำครบห้าครั้งโดยใช้ความพยายามเพียงเล็กน้อย ให้ลองเพิ่มน้ำหนัก 



ขอขอบคุณข้อมูลจาก :  https://th.lifestyle.fit/  

- จบ -

การพัฒนาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ สำหรับผู้ที่ชอบเวทเทรนนิ่ง

 
       การออกกำลังกายด้วยการเวทเทรนนิ่งกำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นในปัจจุบัน เนื่องจากใช้พื้นที่น้อยและยังช่วยให้รูปร่างของผู้เล่นดูดีขึ้น หลายคนจึงมักจะเลือกออกกำลังกายด้วยวิธีนี้เพื่อพัฒนารูปร่างของตนเอง แต่การออกกำลังกายด้วยวิธีนี้จำเป็นจะต้องรู้หลักการเสียก่อนจึงจะทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ตรงกับความต้องการของผู้เล่น ลองมาดูกันว่าวิธีการออกกำลังกายดังกล่าว มีหลักการอย่างไร


       1. กำหนดเป้าหมาย 

       การเวทเทรนนิ่งมีจุดประสงค์หลักๆ อยู่ 2 อย่างคือ 1. เน้นกระชับกล้ามเนื้อ กระชับสัดส่วน สร้างความแข็งแรงทั่วไปโดยเฉพาะกล้ามเนื้อ เสริมสร้างสุขภาพ 2. เน้นเพิ่มขนาดของกล้ามเนื้อ ความแตกต่างของทั้งสองแบบอยู่ที่น้ำหนักที่ใช้และจำนวนครั้งที่ทำ การเวทเทรนนิ่งเพื่อกระชับกล้ามเนื้อ กระชับสัดส่วน และสร้างความแข็งแรงทั่วไป จะใช้น้ำหนักน้อยจนถึงปานกลาง แต่ทำซ้ำๆ หลายครั้ง ต่างกับการเวทเทรนนิ่งเพื่อเน้นเพิ่มขนาดกล้ามเนื้อ ที่จะต้องใช้น้ำหนักมากถึงมากที่สุด แต่ทำซ้ำน้อยครั้งกว่า 


       2. กำหนดน้ำหนักที่จะใช้ 

       น้ำหนักที่จะใช้จะต้องมีความสัมพันธ์กับจุดประสงค์ของการเวทเทรนนิ่ง โดยสามารถคำนวณได้โดยการใช้ Replete Max (RM) หรือ จำนวนครั้งการทำซ้ำ โดยค่าน้ำหนักของ RM สามารถอธิบายได้ดังนี้

       1 RM หมายถึง น้ำหนักที่สามารถทำได้มากที่สุด 1 ครั้ง ( ครั้งที่ 2 ทำไม่ไหว ) 


       10 RM หมายถึง น้ำหนักที่สามารถทำซ้ำได้มากที่สุด 10 ครั้ง ( ครั้งที่ 11 ทำไม่ไหว ) 
 


ตัวอย่าง  

       คุณบอดี้คีย์ ยกออออดัมเบลด้วยน้ำหนัก 20 กก. สามารถทำซ้ำในท่า Concentration Curl ได้ 10 ครั้ง แสดงว่าน้ำหนักดังกล่าวคือน้ำหนักสำหรับ 10RM ของคุณบอดี้คีย์ในท่าดังกล่าว

       คุณเพชร ยกบาร์เบลด้วยน้ำหนัก 100 กก. สามารถยกในท่า Bench Press ได้เพียงครั้งเดียว แสดงว่าน้ำหนัก 100 กก. เป็นน้ำหนักสำหรับ 1RM ของคุณเพชรในท่า Bench Press

* * * การเวทเทรนนิ่งเพื่อกระชับกล้ามเนื้อ กระชับสัดส่วน สร้างความแข็งแรงทั่วไป หรือเสริมสร้างสุขภาพ จะใช้น้ำหนักที่น้อย สามารถทำซ้ำได้หลายครั้ง ซึ่งทาง American College of Sports Medicine หรือ ACSM ได้แนะนำว่าให้ใช้น้ำหนัก 30-60% ของ 1RM ทำซ้ำมากกว่า 15 – 25 ครั้ง ทำซ้ำ 3-4 เซ็ต หยุดพักระหว่างเซ็ต 2-3 นาที 

* * * การเวทเทรนนิ่งเพื่อเพิ่มขนอาดกล้ามเนื้อจะใช้น้ำหนักที่มาก ทำซ้ำจำนวนน้อยครั้ง มีคำแนะนำว่าให้ใช้น้ำหนักอยู่ที่ 70 – 85% จำนวนครั้งอยู่ที่ 8RM–12RM ทำ 3-4 เซ็ต หยุดพักระหว่างเซ็ตอย่างน้อย 2 - 3 นาที เพื่อให้กล้ามเนื้อฟื้นฟูพร้อมที่จะออกแรงในเซ็ตต่อไป


       3. กำหนดวันและกลุ่มกล้ามเนื้อให้เหมาะสม 

       การกำหนดวันในการออกกำลังกายเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากในการออกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่ง โดยในกลุ่มที่เน้นสุขภาพและใช้น้ำหนักที่เบา สามารถปฏิบัติได้ทุกวัน แต่ในกลุ่มที่เน้นพัฒนาขนาดกล้ามเนื้อ จะต้องให้กล้ามเนื้อพัก 48 ชั่วโมงเพื่อให้กล้ามเนื้อฟื้นฟูกลับมาสู่สภาพที่สมบูรณ์ก่อนจะกลับมาเล่นอีกครั้ง จึงหมายความว่าควรออกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่งวันเว้นวัน แต่ทั้งนี้หากมีการจัดกลุ่มกล้ามเนื้อให้เหมาะสม ก็สามารถทำทุกวันได้ โดยมีหลักการใช้กลุ่มกล้ามเนื้อตรงข้าม เช่น

       วันจันทร์ เล่นกล้ามเนื้อส่วนต้นแขนด้านหน้า ( Biceps ) วันอังคารก็ให้เปลี่ยนไปเล่นในส่วนของต้นแขนด้านหลัง ( Triceps ) ที่เป็นกล้ามเนื้อฝั่งตรงข้ามแทน
วันพุธ เล่นกล้ามเนื้อส่วนต้นขาด้านหน้า ( Quadriceps ) วันพฤหัสก็ให้เปลี่ยนไปเล่นกล้ามเนื้อต้นขาด้านหลัง ( Hamstring ) ที่เป็นกล้ามเนื้อฝั่งตรงข้ามแทน
ทั้งนี้ถึงแม้ว่าจะเล่นกล้ามเนื้อตรงกันข้ามจากที่ได้เล่นในวันก่อนหน้าก็ตาม ใน 1 สัปดาห์ควรมีวันที่หยุดพักเพื่อให้กล้ามเนื้อได้ฟื้นฟูอย่างเต็มที่ เพราะความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและการสร้างกล้ามเนื้อจะเกิดได้ดีก็ต่อเมื่อร่างกายและกล้ามเนื้อบริเวณที่ออกกำลังกายได้พักผ่อนอย่างเต็มที่

       การกำหนดจุดประสงค์และการใช้น้ำหนักต่างๆ จะช่วยให้การออกกำลังกายด้วยการเวทเทรนนิ่ง เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและได้ผลลัพธ์ตรงกับความต้องการ การปฏิบัติด้วยท่าทางต่างๆ ควรศึกษาให้เข้าใจถูกต้องเสียก่อน สำหรับผู้เริ่มต้นใหม่ ควรขอคำแนะนำจากนักวิทยาศาสตร์การกีฬา หรือ Personal Trainer ที่ได้รับการรับรองแล้ว เพื่อให้ได้รับประสิทธิผลจากการออกกำลังกาย ลดการบาดเจ็บที่เกิดจากการออกกำลังกายผิดวิธี และสามารถพัฒนาความแข็งแรงได้ตามความตั้งใจ

      

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :  https://nutrilite.co.th/th/article/muscle-strength-dev 


- จบ -