Monday, March 30, 2020

Distance Running


Distance  Running

กีฬาวิ่งแบบเน้นระยะทาง

     สำหรับกีฬาที่เกี่ยวกับการวิ่งนั้น จะแบ่งเป็น 2 หมวดใหญ่ๆ  หมวดแรก คือกีฬาวิ่งที่ใช้ระยะทางไม่เกิน 400 เมตร  /  โดยทุ่มเทพละกำลังทั้งหมด ทำการวิ่งสุดแรงเกิด แบบม้วนเดียวจบ จากจุดสตาร์ท ไปถึงเส้นชัย โดยใช้เวลาให้น้อยที่สุดเท่าที่ความสามารถของผู้แข่งขันจะทำได้  /  ซึ่งการวิ่งหมวดแรกนี้ เรียกว่า กีฬาาวิ่งระยะสั้น หรือ Sprinting 

       ส่วนกีฬาวิ่งที่เหลืออีกหมวดหนึ่ง ก็คือกีฬาวิ่งที่อยู่ในภาพข้างล่างนี้นะครับ ...

( ไม่สามารถแสดงภาพได้ )

      ( ภาพบน ) อีกหมวดหนึ่ง ซึ่งก็คือ หมวดที่สอง ก็คือการวิ่งแบบเน้นระยะทาง หรือ Distance Running  ที่เรากำลังจะพูดถึงในเวบหน้านี้นั่นเองครับ

       การวิ่งแบบเน้นระยะทาง ไม่สามารถทุ่มพลังวิ่งแบบสุดแรงเกิดแบบม้วนเดียวจบเหมือนกีฬาวิ่งระยะสั้นได้  เหตุผลก็เพราะว่า การทุ่มพลังสุดแรงเกิดนั้น สามารถทำติดต่อกันได้เพียง 30 - 35 วินาทีเท่านั้น

       ส่วนการวิ่งแบบเน้นระยะทาง นักกีฬามีลู่วิ่ง หรือเส้นทางการวิ่งที่ยาวกว่าการวิ่งแบบระยะสั้น  ซึ่งต้องใช้เวลาหลายนาที  ดังนั้น หากนักกีฬาทุ่มแรงหมดตัว ก็จะไม่สามารถไปถึงเส้นชัยได้ ( หมดแรงตั้งแต่ 30 - 35 วินาทีแรกไปแล้ว ) 


       ถ้าเน้นวิ่งเร็วอย่างเดียว ก็อาจหมดแรงก่อน  /  ถ้าเน้นวิ่งให้ถึงเส้นชัยอย่างเดียว ก็อาจเข้าที่โหล่  /  ดังนั้น นักกีฬาจึงต้องมีทักษะในการเฉลี่ยพลังในร่างกายตัวเองให้เหมาะสม ไม่วิ่งฝืนสมรรถนะของตัวเอง แบบวิ่งเร็วเกินไป จนทำให้หมดแรงก่อนถึงเส้นชัย /  ในทางตรงข้ามก็คือ ไม่วิ่งเก็บแรงมากเกินไป ( วิ่งเนิบๆเกินไป ) จนเข้าที่โหล่

       ถ้าพูดแค่ว่า การวิ่งแบบเน้นระยะทาง หรือ Distance Running นั้น มันยังไม่สื่อความหมายเท่าไร  /  คือหมายความว่า ในกีฬาที่จัดแข่งขันกันสำหรับการวิ่งแบบเน้นระยะทางนั้น  จะต้องระบุชัดว่า เป็นแบบไหน ใน 2 ตัวเลือกข้างล่างนี้ 


( ไม่สามารถแสดงภาพได้ )

ตัวเลือกที่ 1 :  การวิ่งแบบใช้ระยะปานกลาง หรือ Middle-distance running 

       การวิ่งแบบใช้ระยะทางปานกลาง คือการวิ่งใน
ทางที่ไกลมากว่าการวิ่งระยะสั้น  ( Sprinting แต่จะไม่เกิน 3 กิโลเมตร

       การวิ่งแบบใช้ระยะทางปานกลางที่เป็นมาตรฐาน ก็คือการวิ่งในระยะทาง 800 เมตร และระยะทาง 1,500 เมตร

       สำหรับการแข่งขันวิ่งแบบ 1,500 เมตร จะใช้สนามลู่วิ่ง ( แบบที่เห็นในภาพข้างบนนี้ )  /  โดยถ้าใช้ลู่วิ่งในสนาม ที่มีลู่รอบสนามเป็นเส้นทาง
 500 เมตร ผู้เข้าแข่งขันก็ต้องวิ่ง 3 รอบ  /  ถ้าเป็นสนามแบบเส้นทางทั้งหมดเป็น 250 เมตร ก็ต้องวิ่ง 6 รอบ

( ไม่สามารถแสดงภาพได้ )

ตัวเลือกที่ 2 :  การวิ่งแบบใช้ระยะทางไกล หรือ Long-distance running

ข้อมูลจาก :  https://th.wikipedia.org/wiki/การวิ่งทางไกล

       การวิ่งทางไกล หรือ การวิ่งทน เป็นการวิ่งอย่างต่อเนื่องเป็นระยะทางอย่างน้อย 5 กิโลเมตร ( 3.1 ไมล์ ) ตามสรีรวิทยาแล้ว นับว่าเป็นการออกกำลังแบบ แอโรบิก ตามธรรมชาติและต้องใช้ ความอดทน

       ในหมู่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม มนุษย์ รวมถึงสัตว์ในอันดับวานร สามารถปรับตัวเพื่อวิ่งระยะทางไกลได้ดี  /  สมมุติฐานการวิ่งทนเสนอไว้ว่าสัตว์สกุล โฮโม วิ่งทนเพราะการเดินทางข้ามพื้นที่กว้างใหญ่เพิ่มโอกาสในการไล่ล่า และยังสามารถล่าต่อเนื่องได้อีกด้วย  /  การวิ่งทนยังพบในสัตว์กีบที่กำลังอพยพ และสัตว์กินเนื้อที่อาศัยบนพื้นดินบางประเภท เช่น หมา หมาป่า และไฮยีน่า

       ในสังคมมนุษย์รุ่นใหม่ มนุษย์มีหลายเหตุผลที่จะวิ่งทางไกล อาจทำไปเพื่อการออกกำลัง ,นันทนาการ ,การเดินทาง ,เหตุผลทางเศรษฐกิจ หรือเหตุผลทางวัฒนธรรม

       การวิ่งทางไกลสามารถช่วยปรับสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดให้ดีขึ้น  และยังช่วยทำให้สมรรถภาพร่างกายแบบแอโรบิกดีขึ้นโดยเป็นการเพิ่มกิจกรรมให้เอนไซม์และฮอร์โมน ซึ่งจะไปทำการกระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อและหัวใจให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

       บ่อยครั้ง ทั้งปัจจุบันและในอดีต ที่การวิ่งทางไกลจะถูกมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการผึกทหาร

       การวิ่งเป็นอาชีพพบมากที่สุดในส่วนของการกีฬา

       ถึงแม้ว่าในสมัยก่อนยุคอุตสาหกรรม ผู้ส่งสาส์นเดินเท้าก็วิ่งเพื่อส่งข้อมูลไปยังสถานที่ที่ห่างไกลเช่นเดียวกัน การวิ่งทางไกลยังเป็นรูปแบบของประเพณีหรือพิธีของชนเผ่าต่าง ๆ เช่น ชนเผ่า Hopi และ Tarahumara

       ในกรีฑา ได้มีการกำหนดให้การแข่งขันวิ่งทางไกลต้องวิ่งเป็นระยะ 3 กิโลเมตร ( 1.86 ไมล์ ) ขึ้นไป ปกติจะมีการวิ่งอยู่ 3 ประเภท คือ ลู่และลาน ,การวิ่งบนถนน และการวิ่งวิบาก ซึ่งแตกต่างตามลักษณะภูมิประเทศ ได้แก่ ลู่วิ่งราดยาง ถนน และสภาพตามธรรมชาติ ตามลำดับ

       โดยปกติการวิ่งแข่งบนลู่จะมีระยะทางตั้งแต่ 3,000 เมตร ถึง 10,000 เมตร ( 6.2 ไมล์ )

       ส่วนการวิ่งวิบากจะแข่งในระยะทางตั้งแต่ 5 ถึง 12 กิโลเมตร ( 3 ถึง 7.5 ไมล์ )

       ในขณะที่การวิ่งแข่งบนถนนอาจมีระยะทางได้ยาวขึ้นถึง 100 กิโลเมตร ( 60 ไมล์ ) หรือมากกว่า

       การวิ่งวิบากในมหาวิทยาลัยที่สหรัฐอเมริกา ผู้ชายมีจะวิ่งเป็นระยะทาง 8000 เมตร ส่วนผู้หญิงจะวิ่งเป็นระยะทาง 6000 เมตร รายการวิ่งในโอลิมปิกฤดูร้อนมีระยะทาง 5,000 เมตร 10,000 เมตร และยังมีประเภทมาราธอน ( 42.195 กิโลเมตร หรือ 26 ไมล์ 385 หลา )

- END -










Diamond shaped calves


กล้ามน่องทรงรูปเพชร

     กล้ามน่องที่จะเรียกคะแนนจากกรรมการ บนเวทีประกวดเพาะกายได้ดีที่สุด ก็คือกล้ามน่องที่มีลักษณะเหมือนเพชร แบบที่เห็นในรูปข้างบนนี้

       ศัพท์สำหรับการเปรียบเทียบกล้ามน่อง กับรูปทรงของเพชรนี้ เขาจะใช้สำนวนว่า Diamond shaped calves / หรือไม่ก็ใช้เป็นคำพูดบรรยายว่า "กล้ามน่องที่เต็มไปด้วยมัดกล้าม จนหนาเป็นกองๆ และมีรูปทรงเหมือนเพชร" ซึ่งจะใช้ศัพท์บรรยายเป็นภาษาอังกฤษว่า Massive diamond-shaped mounds of muscle for the calves. 


- END -








Deeply Separated


Deeply Separated

กล้ามเนื้อแยกเป็นชิ้นๆชัดเจน )

     ศัพท์ว่า Deeply Separated นั้น ใช้ได้กับกล้ามเนื้อทุกชิ้นนะครับ  แต่ว่าในการอธิบายครั้งนี้ ผมขอยกตัวอย่างเป็น กล้ามต้นขาด้านหน้านะครับ

( ไม่สามารถแสดงภาพได้ )

     กายวิภาคของกล้ามต้นขาด้านหน้านั้น จะมีกล้ามเนื้อหลักๆอยู่ 3 ชิ้น คือ Rectus Femoris ,  Vastus Lateralis  ,  Vastus Medialis  เหมือนที่เห็นในภาพข้างบนนี้

       ภาพข้างบนนี้ เป็นภาพที่แสดงมัดกล้ามเนื้อ โดยไม่มีผิวหนังปกคลุม / คราวนี้ เรามาดูภาพที่มีผิวหนังปกคลุมกันบ้าง ดังภาพข้างล่างนี้นะครับ 

( ไม่สามารถแสดงภาพได้ )

     ภาพบน ) เมื่อเราเอาผิวหนังมาปกคลุมมัดกล้ามเนื้อ เราก็จะเห็นเหมือนในภาพข้างบนนี้

       ซึ่งในภาพข้างบนนี้ เพื่อนสมาชิกจะเห็นได้ว่า มันพอมองลางๆได้ว่ากล้ามต้นขาด้านหน้ามี 3 ชิ้น "แต่" มันมองไม่ค่อยชัด

( ไม่สามารถแสดงภาพได้ )

      ภาพบน ) แต่จะมีนักเพาะกายบางคน ที่เราสามารถมองเห็นกล้ามต้นขาด้านหน้าของแต่ละข้าง แยกเป็น 3 ชิ้นได้อย่างชัดเจน เหมือนที่คุณเห็นใน ภาพ ค.ข้างบนนี้ ( ซึ่งเพื่อนสมาชิกจะเห็นได้ว่า ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของกล้ามต้นขา ใน ภาพ ค. ข้างบนนี้ ก็มีขนาดพอๆกับ ขนาดกล้ามต้นขาใน ภาพ ข. ในภาพก่อนหน้านี้ แต่ว่าความชัดมันต่างกัน )

( ไม่สามารถแสดงภาพได้ )

      ภาพบน ) สาเหตุที่กล้ามต้นขาด้านหน้าของนักเพาะกายในภาพข้างบนนี้  แต่ละข้างสามารถมองเห็นกล้ามเนื้อแยกเป็น 3 ชิ้นได้ชัดเจนก็เพราะว่าเขามี "ร่องกล้ามเนื้อ" ที่ลึก ( Deeply ) / ( ร่องกล้ามเนื้อที่ว่านี้ ก็คือร่องกล้ามเนื้อที่ผมทำเป็น เส้นประสีม่วง ที่เห็นในภาพข้างบนนี้ )

( ไม่สามารถแสดงภาพได้ )

      ภาพบน ) สรุปว่า ศัพท์ที่ว่า Deeply Separated  นั้น  ก็หมายถึงการที่กล้ามเนื้อนั้น เมื่อมองดูด้วยสายตาคนทั่วไปแล้วจะเห็นว่ามันแยกส่วนกันเป็นชิ้นๆอย่างชัดเจน ( ศัพท์ว่าแยกส่วน ก็คือ Separated ) / และสาเหตุที่แยกส่วนกันชัดเจนนั้น ก็เพราะมีร่องกล้ามเนื้อที่ลึก ( Deeply ) กว่าคนปกติทั่วไปนั่นเองครับ


- END -





Deep Tissue Massage


 Deep Tissue Massage

การนวดเนื้อเยื่อส่วนลึก

การนวดเนื้อเยื่อส่วนลึก หรือ การนวดดีฟทิชชู่ (Deep Tissue Massage)


       
เป็นลักษณะการนวดที่ทำงานเพื่อให้มีผลถึงกล้ามเนื้อส่วนลึก ทำให้มีการปรับสมดุลโครงสร้างของร่างกาย คลายความตึงเครียดของกล้ามเนี้อส่วนลึก เส้นเอ็น หรือพังผืดที่ยึดเกาะกล้ามเนื้อเข้ากับกระดูก  มีอาการหดเกร็ง และมีการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ

       ดังนั้น ผู้นวดจึงจำเป็นต้องศึกษาเรื่องกายวิภาคศาสตร์เป็นอย่างดี มีความแข็งแกร่ง รู้เทคนิคการนวดที่หลากหลาย เพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้เป็นอย่างดี


       ลักษณะของการนวดเนื้อเยื่อส่วนลึก

       การเคลื่อนไหวอาจจะมีลักษณะคล้ายการนวดสวีดิชเป็นบางส่วน แต่จังหวะการนวดจะต้องเน้นแรงกดน้ำหนักให้มากขึ้น นวดให้ถึงเนื้อเยื่อลึกลงไป ใช้จังหวะการนวดที่ช้าลง แต่จังหวะกระชับมากขึ้น สามารถใช้นิ้วมือ/ นิ้วหัวแม่มือ/ ข้อศอก/ หรือสันมะเหงกมือ เพื่อช่วยเพิ่มแรงกดไปจุดที่ต้องการมุ่งเน้นเฉพาะที่ต้องการรักษา


       การนวดเนื้อเยื่อส่วนลึกต่างจากการนวดเพื่อผ่อนคลายอย่างไร

       1. การนวดเนื้อเยื่อส่วนลึก เป็นการนวดที่แก้ไขในส่วนที่เป็นต้นเหตุของการเจ็บปวด ถ้าการนวดผ่อนคลายเปรียบเสมือนยาแก้ปวด การนวดเนื้อเยื่อส่วนลึกก็ถือเป็นการผ่าตัดเพื่อรักษาต้นตอของการเจ็บป่วย

       2. การนวดเนื้อเยื่อส่วนลึก ช่วยให้การเคลื่อนไหวร่างกายให้เป็นปกติ

       3. การนวดเนื้อเยื่อส่วนลึก เป็นการนวดที่มีความเป็นอิสระและมีเทคนิคมากมายขึ้นอยู่กับปัญหา อาการ และการทนต่อความเจ็บของผู้ถูกนวด

       4. การนวดเนื้อเยื่อส่วนลึก อาจจะเจ็บปวดอย่างรุนแรงขณะนวด แต่การเจ็บนี้จะช่วยให้มีการทำลายกรดแลคติกที่ตกค้างในกล้ามเนื้อ ช่วยยืดเส้นเอ็นและผังฝืดให้ยืดออก


       การนวดเนื้อเยื่อส่วนลึก ใช้ได้ดีกับผู้ที่มีอาการเจ็บปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง นักกีฬา ผู้ที่เคยประสบอุบัติเหตุ และผู้ที่นอนไม่หลับ

       ถ้าอยากเห็นนักกีฬาที่แสนจะบึกบึน หรือทหารกล้า มีอาการร้องไห้หนักมาก ก็ให้มาลองนวดดู เพราะเคยเห็นน้ำตาผู้ชายที่เข้มแข็งเหล่านี้มานักต่กนักแล้วค่ะ

- END -




Deadlift


Deadlift

ท่าเด้ดลิฟท์ 

      ในกรณีที่หนังสือต้นฉบับ พูดว่าให้บริหารท่า เด้ดลิฟท์ ( Deadlift ) นั้น จะหมายถึงการบริหารกล้ามเนื้อหลังส่วนล่าง โดยใช้บาร์เบลล์ด้วยท่าข้างล่างนี้ครับ 

( ไม่สามารถแสดงภาพได้ )

(ภาพบน) เมื่อพูดคำว่า Deadlift เฉยๆ จะหมายถึงท่าข้างบนนี้

      แต่ความจริงแล้ว ท่า เด้ดลิฟท์ (Deadlifts) มีอยู่ 2 แบบ  คือ เด้ดลิฟท์ เพื่อเล่นกล้ามเนื้อหลังส่วนล่าง และ เด้ดลิฟท์เพื่อเล่นกล้ามต้นขาด้านหลัง  โดยจะอธิบายให้ฟังดังนี้ครับ


Deadlifts เพื่อเล่นหลังส่วนล่าง  มีลักษณะเฉพาะตัวคือ

1.ใช้บาร์เบลล์เป็นหลัก

2.จุดประสงค์คือเพื่อเล่นกล้ามเนื้อหลังส่วนล่าง

3.เวลาเล่น จะหงายมือขวา แล้วคว่ำมือซ้าย หรือจะคว่ำมือลงทั้งสองข้างก็ได้

4.นิยมใช้น้ำหนักมากๆ (ดูขนาดน้ำหนักที่เขาใช้วอร์มแล้วกันครับ)

     5.(ภาพบน) ใน 1 เซทที่บริหาร แผ่นบาร์เบลล์ต้อง แตะพื้น ทุกครั้งที่บริหาร หมายความว่า ถ้าในหนึ่งเซทให้ทำ 8 ครั้ง แผ่นบาร์เบลล์ก็จะแตะพื้นทั้ง 8 ครั้งเลย

       6.ชื่อที่เรียกท่าเด้ดลิฟท์สำหรับบริหารหลังส่วนล่างคือ Deadlifts หรืออีกชื่อหนึ่งคือ Convention Deadlifts  (โปรดจำไว้ว่า Deadlifts สำหรับเล่นกล้ามเนื้อหลังส่วนล่างนั้น  แผ่นบาร์เบลล์จะต้องแตะพื้นทุกครั้ง เพื่อเป็นการให้กล้ามหลังได้พักเล็กน้อยก่อนที่จะยกขึ้นในครั้งถัดไป)


Deadlifts เพื่อเล่นกล้ามต้นขาด้านหลัง  มีลักษณะเฉพาะตัวคือ

 1. ใช้บาร์เบลล์ หรือ  ดัมเบลล์ก็ได้

2.จุดประสงค์คือเพื่อเล่นกล้ามต้นขาด้านหลัง (Hamstrings)

3.ไม่ว่าจะใช้บาร์เบลล์หรือดัมเบลล์ก็จะใช้ น้ำหนักเบา เป็นหลัก

4.ชื่อที่ใช้เรียก ท่าเด้ดลิฟท์สำหรับเล่นต้นขาด้านหลัง มีความแตกต่างกันสองแบบ ดังนี้คือ

               แบบที่ 1 (ภาพบน) จะมีคำว่า Stiff - legged อยู่ด้านหน้าคำศัพท์ เช่น Stiff - legged deadlifts with barbell หรือ Stiff - legged deadlifts with dumbbells มีลักษณะเฉพาะตัวคือ หัวเข่าทั้งข้างซ้ายและขวาจะอยู่ติดกันตลอดเวลาที่บริหารในแต่ละเซท ลักษณะเวลาบริหาร ก็จะเหมือนในสองภาพข้างบนนี้

              แบบที่ 2 (ภาพบน) จะเป็นท่าเฉพาะ  ที่ถูกตั้งชื่อว่า Romanian Deadlifts ซึ่งท่านี้จะต่างจาก Deadlifts ธรรมดาคือ

                           2.1 Romanian Deadlifts เอาไว้เล่นกล้ามเนื้อต้นขาด้านหลัง แต่ Deadlifts เอาไว้เล่นกล้ามเนื้อหลังส่วนล่าง

                           2.2 ในแต่ละเซท ถ้าเป็นท่า Romanian Deadlifts จะไม่มีการเอาแผ่นบาร์เบลล์แตะไปที่พื้นเลย จนกว่าจะครบเซทเท่านั้น (ดูรายละเอียดวิธียกได้โดยคลิ๊กที่นี่) ในขณะที่ ถ้าเป็นท่า Deadlifts ธรรมดา (หรือที่เรียกว่า Conventional Deadlifts นั้น) แผ่นบาร์เบลล์จะแตะพื้นทุกครั้งที่บริหารเลย

- END -






Cycling


Cycling

กีฬาปั่นจักรยาน

     Cycling ก็คือกีฬาปั่นจักรยานนั่นเองครับ ซึ่งครั้งแรกที่เกิดกีฬานี้ขึ้นก็ที่สกอตแลนด์ จักรยานสมัยก่อนก็ไม่ต่างอะไรกับจักรยานเสือหมอบโครงบางๆที่พัฒนากันจนเบาหวิวทุกวันนี้หรอกครับ เพราะไม่มีทั้งโช้ค กระเทือนทีเจ็บก้นจะตาย เบาะก็เล็กๆเรียวๆแบบปัจจุบันนี่แหละ ผมว่ามันจะกลับไปยุคเก่ากันแล้วล่ะครับ ฮ่าๆ ดีหน่อยก็ตรงยางนี่แหละ แต่มันก็ไม่ต่างกันมาก เมื่อเจอหลุมเจอสะเทือนเอา เบาะก็ไม่อ่อนนุ่ม เรียกว่าเน้นความเร็วกันมากกว่า

       จริงๆแล้วจักรยานก็มีหลายแบบ แต่ที่เอาไว้แข่งขันก็เน้นที่น้ำหนักเบา ปราดเปรียว เรียกว่าออกแรงถีบ 1 ครั้งจะปลิวไปไกลกว่าจักยานทั่วไป 2-3 เท่าตัวเลยทีเดียวแหละครับ

       มีก็ตั้งแต่ การแข่งขันจักรยานแบบ ไทม์ไทรอัล  / การแข่งขันจักรยานแบบ สปรินท์  /  การแข่งขันจักรยานแบบเดี่ยว  /  การแข่งขันจักรยานแบบ ทีม  /  การแข่งขันจักรยานแบบ ฟอร์ทเรซ   /  การแข่งขันจักรยานแบบ แมสสตาร์ท  /  การแข่งขันจักรยานแบบ อีลิมิเนชั่น

- END -






CrossFit


CrossFit

Crossfit เทคนิคการออกกำลังกายรูปแบบใหม่ สนุกเร้าใจมากยิ่งขึ้น

       ครอสฟิต การออกกำลังกายรูปแบบใหม่ที่ปฏิวัติชั่วโมงจำเจในฟิตเนสให้สนุกเร้าใจมากยิ่งขึ้นด้วยเทคนิคและวิธีการที่ท้าทายร่างกายกว่าเดิม

       หลายคนเคยได้ยินคำว่า Crossfit เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา และกำลังสงสัยว่ามันคืออะไร จริงๆ แล้วครอสฟิตถือกำเนิดขึ้นที่อเมริกา เมื่อปี 2000 หลักการและความพิเศษของการฝึกการออกกำลังกายแบบครอสฟิต คือการกระตุ้นร่างกายแบบหลอมรวมในหลายๆ ส่วน ได้แก่ หัวใจและหลอดเลือด ระบบทางเดินหายใจ ความอดทน ความแข็งแกร่ง ความยืดหยุ่น การเผาผลาญพลังงาน ความรวดเร็ว ความคล่องตัว ความสมดุล และความถูกต้อง เพื่อให้นักกีฬามีร่างกายที่พร้อมในการเล่นกีฬาหลายๆ รูปแบบ

       ขอยกการฝึกบางส่วนมาแนะนำให้รู้จัก ได้แก่ การยกน้ำหนักแบบกีฬาโอลิมปิก ได้แก่ ท่าสแนตช์ ท่าคลีนแอนด์เจิร์ก ซึ่งการยกน้ำหนักในลักษณะนี้ จะไม่ยกช้าเหมือนกับการเพาะกาย เพราะการยกช้าๆ จะทำให้เกิดความเครียดขึ้นในกล้ามเนื้อ แต่โอลิมปิกต้องยกทั้งเร็วและแรงไปพร้อมๆ กัน อาจจะเคยได้ยินว่า นักกล้ามจะตัวใหญ่แรงเยอะ แต่เคลื่อนไหวช้า การฝึกแบบนี้จะทำให้มีพละกำลังด้วยและเร็วไปด้วยพร้อมๆ กัน

       นอกจากการยกน้ำหนักแบบโอลิมปิก ก็ยังมีการใช้บาร์เบลเพื่อฝึกสร้างพละกำลังด้วย ได้แก่ การฝึกท่าสควอต หรือคลีนแอนด์เจิร์ก นอกจากนี้ยังมีการฝึกทักษะการใช้น้ำหนักตัวของผู้เล่นร่วมด้วย ได้แก่ การโหนบาร์ โหนห่วง Hand Stand Walk, Push Up, การไต่เชือกก็อยู่ในกลุ่มนี้ด้วย ซึ่งการใช้น้ำหนักตัวในการฝึกจะทำให้อัตราส่วนความแข็งแรงต่อน้ำหนักตัวมีสมรรถภาพสูง หมายความว่านักกีฬาคนนั้นอาจไม่ได้ตัวใหญ่ที่สุดแต่แข็งแรงที่สุด

       ยังมีการฝึกแบบ Functional Strenght อีกด้วย ซึ่งได้แก่ การเข็นของหนัก การโยนของหนักขึ้นไปสูงๆ การวิ่งถือของ เป็นต้น เป็นการฝึกให้พละกำลังของตัวเองได้ทำงานจริงๆ โดยจะทำให้สมรรถภาพทางกีฬาของผู้ฝึกสูงกว่าการเล่นเครื่องออกกำลังกายทั่วๆไป

       ความเร็วและความทนทานก็เป็นอีกหนึ่งทักษะในการฝึกครอสฟิต ได้แก่ การวิ่ง หรือการปั่นจักรยานแบบ Air Assault Bike ใช้แรงต้านจากใบพัด โดยปกติเวลาที่เราปั่นจักรยาน แทนที่เราจะใช้แรงเสียดทานจากเครื่อง ก็จะใช้ใบพัดในการต้านลม ซึ่งนอกจากใช้ขาอย่างเดียว ก็ยังสามารถใช้แขนในการดึงหรือผลักอีกด้วย เป็นเครื่องที่เล่นแล้วสนุก ไม่เหมือนจักรยานธรรมดา

       เมื่อเวลาผ่านไป คอนเส็ปต์ของครอสฟิตก็แพร่ขยายไปทั่วโลก ทำให้เกิดสังคมของนักกีฬาครอสฟิต ที่ไม่ได้มาเพื่อออกกำลังกายคนเดียวเหงาๆ แบบเมื่อก่อนเท่านั้น แต่ยังเพิ่มเติมการแข่งขันในรูปแบบต่างๆ ซึ่งสอดคล้องกับวัฒนธรรมของโซเชียลมีเดียที่คนจากทั่วทุกมุมโลกสามารถรับรู้ความเป็นไปได้อย่างทั่วถึง ความท้าทายเช่นนี้ทำให้ผู้เล่นหรือนักกีฬามีแรงจูงใจในการพัฒนาฝึกฝนตัวเองให้มีร่างกายที่แข็งแกร่งมากขึ้น ในขณะเดียวกัน การเลิกเล่นก็มีอัตราลดลงด้วย

- END -